ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

21/8/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพฤหัสดีที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑. แอตต้าผนึก ททท. รุกจีน – ญี่ปุ่น โหมโรดโชว์ฟื้นตลาดท่องเที่ยว กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๒)

๒. ติดล็อกกฎอัยการศึก นักท่องเที่ยวยังวูบ ททท. ชวนต่างชาติทำประกันภัยในไทย ไทยรัฐ (หน้า ๙)

๓. กล่อมผู้นำท่องเที่ยวโลก / ตอกย้ำไทยปลอดภัยสูง เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๔. ททท. โรดโชว์จีน – ญี่ปุ่น ข่าวสด (หน้า ๘)

แอตต้า เตรียมร่วมกับ ททท. จัดโรดโชว์ใน ๒ เมืองหลักของจีน ได้แก่ ปักกิ่ง ในวันที่ ๒ กันยายนนี้ และเซี่ยงไฮ้ ในวันที่ ๔ กันยายนนี้ โดยจะเชิญเอเย่นต์เมืองละ ๓๐๐ บริษัท และสื่อมวลชนเมืองละ ๕๐ ราย มาเจรจาธุรกิจ กิจกรรม และสินค้า หลังจากไทยได้ประกาศมาตรการฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน จนถึงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยคาดว่าช่วง ๓ เดือนที่ประกาศใช้มาตรการฟรีวีซ่า กลุ่มบริษัทนำเที่ยวจะผลักดันให้ได้ส่วนแบ่งตลาด ๔๕ – ๕๐% จากที่คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา ๑ ล้านคน
นางศรีสุดา วนภิญโญภักดิ์ ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. เผย ททท. เตรียมเข้าร่วมงานส่งเสริมการขาย “จาต้า ทัวริสซึ่ม เอ็กซโป ๒๐๑๔” ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๘ กันยายนนี้ โดยจะมีการเพิ่มระดับการรับรู้ และสร้างความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวของไทย ด้วยการเข้าเป็นหนึ่งในประเทศผู้สนับสนุนการจัดงานในระดับซิลเวอร์สปอนเซอร์ ซึ่งจะทำให้ไทยมี
ข่าวเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประเทศภายในงานดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมี ๑๕๐ ประเทศทั่วโลกร่วมออกบูธ และจะมีชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า ๑.๕ แสนคน
นอกจากนี้ จะจัดงานไทยไนท์ เป็นกิจกรรมพิเศษ ในวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๗ โดยเชิญบุคคลระดับสูงของไทยไปร่วมงาน เพื่อสร้างความมั่นใจ และหากช่วงนั้นมีการแต่งตั้ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว ททท. จะเชิญเข้าร่วมงานด้วย เพื่อยืนยันว่าไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อผู้นำบริษัทรายใหญ่ และสื่อมวลชนจากญี่ปุ่นรวมกว่า ๑๖๐ ราย
ด้านนางเบญจ มอนโกเมอรี่ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (พาต้า) ประจำประเทศไทย เผย ได้ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการต่างประเทศ จัดสัมมนาด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ภายใต้หัวข้อ คอนเนคติ้ง อีสต์อาเซียน วิท ละตินอเมริกา โดยเชิญผู้แทนด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่า ๓๖ ประเทศ จำนวน ๑๘๐ คน ตลอดจนผู้แทนจากเฟซบุ๊กเข้าร่วมงาน เพื่อสร้างการรับรู้ และตอกย้ำให้เห็นถึงความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยวไทย หลังการประกาศกฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้นักท่องเที่ยวลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
พร้อมแนะ ไทยต้องเร่งพัฒนาการท่องเที่ยวในด้านอื่น อาทิ การปรับปรุงระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาท่าอากาศยานตามภูมิภาค เพื่อรองรับสายการบินต้นทุนต่ำที่เริ่มเติบโตและมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการมากขึ้น, การเร่งหามาตรการดูแลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการปรับปรุงอบรมภาษาที่สาม เพื่อป้องกันแรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งงานคนไทย
นอกจากนี้ ทาง ททท. ได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ร่วมประชุมรับรู้ว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถ ทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัยของไทยได้แล้ว ขณะที่ผู้ร่วมประชุมคาดหวังให้การเมืองไทยนิ่ง และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง ท่าอากาศยาน ถนน รถไฟ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวได้อย่างสมบูรณ์

๕. Lady Journey ๒๕๕๗ กรุงเทพธุรกิจ / จุดประกาย (หน้า ๒)

คอลัมน์ถนนรอบเมือง โดย คุณหนูหยาง กล่าวถึงโครงการ Lady Journey ๒๕๕๗ “Travel and Beyond…ท่องเที่ยว เปิดประสบการณ์” ว่า ล่าสุด นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. และธนาคารยูโอบี ได้นำสาวๆ และกลุ่มเพื่อนๆ ไปสัมผัสเส้นทางที่ ๔ ของโครงการฯ ที่จังหวัดอุทัยธานี โดยมี ลลิตา ตงศิริกุล รชกร อัศนีวุฒิกร จารุเชฎฐ์ เรืองสุวรรณ ฯลฯ ร่วมเดินทาง

๖. กระตุ้นตลาดญี่ปุ่น กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๒๘)

คอลัมน์ BUZZINESS โดย @ktmkt กล่าวถึงสายการบินต้นทุนต่ำ ที่มีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก ผู้ประกอบการทั้งใหม่และเก่าต่างบุกเบิกและเปิดเส้นทางใหม่ โดยไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ เตรียมพร้อมบินเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางญี่ปุ่น ในวันที่ ๑ กันยายนนี้ มั่นใจเส้นทางนี้จะรองรับ
ความต้องการของคนไทยที่นิยมเที่ยวญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี สะท้อนจากตัวเลขเดินทางที่เพิ่มขึ้นถึง ๓.๓ แสนคน ในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงเจ็ตสตาร์ และนกสกู๊ต ก็เตรียมแผนเปิดบินในไตรมาส ๓
ด้าน ททท. เตรียมใช้โอกาสนี้นำที่นั่งเที่ยวบินราคาประหยัด มาช่วยกระตุ้นตลาดญี่ปุ่น ซึ่งช่วง ๗ เดือนแรกแม้จะยังเกินดุลนักท่องเที่ยวไทย ด้วยจำนวนการมาเยือน ๖.๗๖ แสนคน แต่ยังคงเป็นตัวเลขติดลบราว ๒๐.๘% ดังนั้น การเข้าร่วมงานส่งเสริมการขาย JATA ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ปลายเดือนกันยายนนี้ ททท. เตรียมร่วมกับภาคเอกชน ฟื้นความเชื่อมั่นครั้งใหญ่

๗. ไกด์เถื่อนขู่ฆ่ามัคคุเทศก์ หลังแฉตุ๋นเงินนักท่องเที่ยว ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๕)

๘. มัคคุเทศก์ไทยร้อง ตร. ไกด์คนจีนข่มขู่ทำร้าย ไทยโพสต์ (หน้า ๓)

ชมรมมัคคุเทศก์จีนแห่งประเทศไทย และสมาชิกกว่า ๑๐ คน ได้เข้าร้องทุกข์ต่อกองปราบปรามฯ ว่าถูกไกด์เถื่อนชาวจีนข่มขู่จะทำร้ายร่างกาย หลังออกมาต่อต้านไกด์เถื่อนแย่งอาชีพไกด์ไทย และหลอกเงินนักท่องเที่ยวมานานกว่า ๑๐ ปี ทำให้ไกด์เถื่อนไม่พอใจโทรศัพท์มาข่มขู่สมาชิก และมีข่าวว่ามีการลงขันจ้างให้คนมาทำร้าย จนเกิดความหวาดกลัว เกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย พร้อมอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงมาดูแลแก้ปัญหาดังกล่าว

๙. ยกเลิกกฎอัยการศึกเถอะ เดลินิวส์ (หน้า ๘)

คอลัมน์เล่นกับไฟ โดย แมงเม่า อยากให้พิจารณายกเลิกกฎอัยการศึก เพราะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหนัก ปัจจุบันตลาดท่องเที่ยวหลักของไทย ทั้งจีน เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน สิงคโปร์ ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากไม่มีบริษัทประกันภัยที่ไหน จะรับความเสี่ยงนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปประเทศที่อยู่ระหว่างการประกาศกฎอัยการศึก
โดยต้องรีบตัดสินใจโดยเร็ว เพราะช่วงนี้นักท่องเที่ยวกำลังวางแผนเดินทางพักผ่อนในช่วง ไฮซีซั่น หากบ้านเมืองเรายังเป็นแบบเดิม นักท่องเที่ยวอาจเดินทางไปที่อื่น ธุรกิจท่องเที่ยวที่ซบเซามาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๖ จะยิ่งซบเซาหนักขึ้น และหากปลายปีนี้ไม่ฟื้นจะมีบริษัททัวร์ โรงแรม ร้านจิวเวลรี่ ขาดทุน และทำให้คนตกงานจำนวนมาก ประเทศไทยก็เสี่ยงที่จะอยู่ในภาวะโลว์ซีซั่นถาวร
พร้อมอยากนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยกเลิกกฎอัยการศึกเป็นโบแดงชิ้นแรก เพื่อคืนความสุขให้กับธุรกิจท่องเที่ยวที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ได้อานิสงส์ความสุขนั้นด้วย เพราะเขารอวันมาเยือนไทยอยู่

๑๐. ท่องเที่ยวไทยใต้กฎอัยการศึก ข่าวสด (หน้า ๘)

คอลัมน์เมืองไทย ๒๕ น. โดย ทวี มีเงิน กล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวภายใต้กฎอัยการศึก ที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง เพราะการประกาศกฎอัยการศึกในสายตาต่างชาติ แปลว่าไทยยังไม่สงบเรียบร้อย ทำให้บริษัทประกันภัยไม่รับประกัน นักท่องเที่ยวจึงไม่มั่นใจว่า หากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะ ไม่มีบริษัทประกันรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวประมาณ ๑๐% ของจีดีพีจะเทียบไม่ได้กับการส่งออก แต่ธุรกิจนี้มีคุณูปการกับคนไทยมากกว่าหลายเท่า เพราะเลี้ยงคนที่อยู่ในธุรกิจนี้และธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้านคน ตั้งแต่โรงแรม ทัวร์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ จนถึงธุรกิจบันเทิง ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ จนถึงเอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดเล็ก ที่สำคัญเจ้าของ ผู้บริหาร พนักงาน และคนงานที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว ล้วนเป็นคนไทย ตั้งแต่ประกาศกฎอัยการศึก คนที่อยู่ในแวดวงนี้ต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า นี่คือรายจ่ายที่ต้องแลกกับความมั่นคง ยิ่งนานเท่าไหร่ ก็ต้องจ่ายแพงขึ้นเท่านั้น แล้วเราจะมัวจ่ายแพงอยู่ทำไม

๑๑. ไลอ้อนแอร์วุ่น ร่อนลงฉุกเฉินนักบินผู้ช่วยดับ ไทยรัฐ (หน้า ๑๙)

๑๒. ไลอ้อนแอร์ระทึกนักบินวูบ น็อกกลางอากาศหลังนำเครื่องขึ้น กัปตันวกกลับลงฉุกเฉินหาดใหญ่ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๗)

เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุนักบินผู้ช่วยของสายการบินไลอ้อนแอร์ หมดสติกลางอากาศ ขณะนำเครื่องขึ้นจากท่าอากาศยานหาดใหญ่ จะไปท่าอากาศยานดอนเมือง นักบินที่ ๑ จึงตัดสินใจนำเครื่องบินกลับมาลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และรีบนำตัวนักบินผู้ช่วย ส่งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ แต่นักบินผู้ช่วยได้เสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่ไลอ้อนแอร์ ได้สั่งเปลี่ยนเครื่องบิน และนำผู้โดยสาร ๑๕๒ คน เดินทางมาท่าอากาศยานดอนเมืองโดยปลอดภัย ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตของนักบินผู้ช่วย อยู่ระหว่างการพิสูจน์

๑๓. ‘เวียดนาม – พม่า’ ผวาอีโบลา กัก ๓ ผู้ป่วยมาจากจุดระบาด กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

๑๔. ผวาอีโบลาเข้าไทย หนุ่มพม่ามาจากประเทศเสี่ยง สธ.แจงแค่แวะเปลี่ยนเครื่อง คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

เวียดนามและพม่า เร่งตรวจสอบและกักตัว ๓ ผู้ป่วย ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของอีโบลา และมีไข้ หวั่นจะติดไวรัสอีโบลา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข ยืนยัน ชาวพม่าที่ต้องสงสัยว่าจะติดไวรัสอีโบลา ไม่ได้เข้าไทย แค่ต่อเครื่องบินเพื่อกลับพม่า ด้านไลบีเรียได้ประกาศเคอร์ฟิวยามวิกาล ปิดสถานที่ต่างๆ หวังสกัดการแพร่ระบาดของไวรัส เนื่องจากมีรายงานว่ามักมีการนำศพมาทิ้งตามถนนในตอนกลางคืน ขณะที่แพทย์ที่รักษาผู้ติดเชื้อคนแรกของไนจีเรีย เสียชีวิตแล้ว

*******************************************
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th


20/8/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพุธที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑. ตั้งพูลประกัน ๒๐๐ ล. รับปีท่องเที่ยววิถีไทย ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๑)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย ททท. เตรียมจัดประชุมระดับรองผู้ว่าการ และผู้บริหารทุกฝ่าย เพื่อระดมสมองในการวางแผนส่งเสริมและฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว หลังหัวหน้า คสช. ประกาศให้ปี ๒๕๕๘ เป็นปีท่องเที่ยวไทย โดยขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะต้องประชุมร่วมกับหลายส่วน โดยแผนทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ธีม “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” พัฒนา การท่องเที่ยวไทยไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นไทย
มั่นใจปี ๒๕๕๘ การท่องเที่ยวไทยจะก้าวข้ามผ่านวิกฤติไปได้ และเติบโตอย่างก้าวกระโดด หากมีการวางแผนที่ดี โดยยังคงเป้าหมายรายได้ไว้ที่ ๒.๒ ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น ๑๔% แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ ๑.๔ ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ ๘ แสนล้านบาท พร้อมเน้นย้ำ แบรนด์ Amazing Thailand : Happiness Within นำส่งความสนุกสนานแบบไทย และเตรียมร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน จัดกิจกรรมพิเศษนานาชาติเป็นปฏิทินท่องเที่ยวตลอด ๑๒ เดือน
ด้าน คสช. เตรียมสร้างความเชื่อมั่นว่าขณะนี้ไทยมีความปลอดภัยในการเดินทาง และจะช่วยดูแลด้านการประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยว โดยได้อนุมัติจัดตั้งกองทุนเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว วงเงิน ๒๐๐ ล้านบาท และได้อนุมัติงบประมาณให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดูแลเงินกองทุนนี้ คาดว่าภายในเดือนนี้จะเริ่มทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวได้
ด้านสมาคมประกันวินาศภัยไทย เตรียมเสนอรูปแบบการทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อคุ้มครองกรณีเกิดจลาจล หรือความไม่สงบทางการเมืองในไทย โดยจะใช้รูปแบบเดียวกับที่เคยทำเมื่อปี ๒๕๕๒ กรณีเสียชีวิต / ทุพพลภาพจะได้รับความคุ้มครองสูงสุด ๑ หมื่นดอลลาร์สหรัฐ คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลตามจริง หากรักษาพยาบาลเกิน ๑๐ วัน จะได้รับเงินชดเชยอีก ๑ พันดอลลาร์ และหากมีผลกระทบต่อการเดินทางให้ล่าช้าออกไป ก็จะมีเงินชดเชยอีก ๑๐๐ ดอลลาร์ / วัน

๒. เว้น ‘วีซ่าฟี’ เริ่มเห็นผล จีนแห่บุกปลุกเที่ยวไทย โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๓)

คอลัมน์รายงานพิเศษ โดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ รายงานถึงผลตอบรับจากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน จากการเปิดเผยของภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว โดยพบว่า นักท่องเที่ยวจีนมีการจองเดินทางมาไทยมากขึ้นในทุกพื้นที่ และหากเป็นไปได้อยากให้ขยายเวลามาตรการออกไปจนถึงสิ้นปี เพื่อกระตุ้นตลาดจีนได้เต็มที่
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย หลังเริ่มใช้มาตรการ ททท. ได้ร่วมกับพันธมิตรจัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนอย่างยิ่งใหญ่ โดยนำการแสดงหุ่นละครเล็ก โจ หลุยส์ มาต้อนรับ พร้อมมอบของที่ระลึกให้ ประกอบกับ ททท. ได้จัดกิจกรรมใหญ่เชิญสื่อต่างชาติมาติดตามสถานการณ์จริงในไทย ภายใต้ชื่อ “ไทยแลนด์ แฮปปี้เนส : สตรีท เฟสติวัล” ส่งผลให้เดือนสิงหาคมนี้ มีชาร์เตอร์ไฟลต์จากจีนเข้ามา ๖๗๑ เที่ยวบิน และคาดว่าเดือนสิงหาคม – ตุลาคม จะมีคนจีนมาไทยไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านคน ส่วนทั้งปีคาดว่าจะมีคนจีนมาเที่ยวไทย ๔.๓ ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะมี ๓.๙๘ ล้านคน

๓. ททท. ผนึกญี่ปุ่นดันตลาดลองสเตย์ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)

คอลัมน์กรุงเทพมอนิเตอร์ : นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท.เผย ททท. มีแผนกระตุ้นตลาดลองสเตย์กลุ่มผู้สูงอายุญี่ปุ่น โดยร่วมกับเจแปน ลองสเตย์ ฟาวเดชั่น จัดสัมมนาตามเมืองต่างๆ ตลอดปี และได้เตรียมความพร้อมของพื้นที่ โดยร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชนในจังหวัดเป้าหมาย จัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และรองรับการแข่งขันกับคู่แข่งหลักอย่างมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ญี่ปุ่นนิยมมากที่สุด เพราะมีความก้าวหน้าด้านกฎหมายที่อำนวยความสะดวกแก่การพำนักระยะยาวมากกว่า

๔. จัดระเบียบแท็กซี่ โพสต์ ทูเดย์ / วิเคราะห์ต่างประเทศ (หน้า ๓)

คอลัมน์โลกมองไทย รายงานถึงการเดินหน้าจัดระเบียบการให้บริการรถสาธารณะรับจ้างโดยเฉพาะรถแท็กซี่ ของ คสช. และรายงานถึงพฤติกรรมของแท็กซี่ไทย โดยทีทีอาร์ วีคลีย์ เว็บไซต์ด้านข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอาเซียน รายงานว่า ผู้ให้บริการแท็กซี่ในกรุงเทพฯ เป็นที่ รู้กันในวงกว้างว่า จะไม่กดมิเตอร์หากรู้ว่าผู้โดยสารเป็นนักท่องเที่ยว รวมถึงมักปฏิเสธผู้โดยสาร คนไทย เพื่อรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากสามารถหลอกให้จ่ายค่าบริการได้มากกว่า
พร้อมชี้ ไทยไม่สามารถยกย่องตัวเองว่าเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวระดับโลกได้เลย หากยังปล่อยให้คนขับแท็กซี่ ๑๘ มงกุฎเดินหน้าหลอกลวงต่อไป และยังขยายวงกว้างออกไปถึงเชียงใหม่ และภูเก็ตด้วย

๕. คนไทยชน น.ร.ญี่ปุ่นร้องช่วย มติชนรายวัน (หน้า ๑๒)

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เผยความคืบหน้ากรณี ๓ คนไทยขับรถชนนักเรียนญี่ปุ่นเสียชีวิต ๑ ราย และบาดเจ็บ ๑ รายว่า เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพราะมีผู้เสียชีวิต ซึ่งในเบื้องต้นกระทรวงฯ ได้กำชับสถานทูตไทยในกรุงโตเกียว ให้ติดตามดูแล และประสานกับคนไทยทั้ง ๓ คน เพื่อสอบถามหาสาเหตุและให้ความช่วยเหลือ แต่ทั้ง ๓ คน แจ้งว่าไม่ประสงค์จะเป็นเผยตัว และไม่ต้องการให้เป็นข่าว
อย่างไรก็ตาม คนไทยทั้ง ๓ คนไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยว แต่เป็นคนไทยที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่น จึงไม่กระทบกับมาตรการยกเว้นวีซ่าเข้าญี่ปุ่น ล่าสุด ๑ ใน ๓ คนไทย ได้ติดต่อกับสถานทูตเพื่อขอให้ช่วยเหลือ แต่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

๖. ‘ฮู’ แนะประเทศแพร่เชื้ออีโบลา เพิ่มคัดกรองผู้โดยสารขาออก กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

๗. WHO แนะประเทศ ‘อีโบลา’ คัดกรองคนขาออก ไลบีเรียเร่งล่าผู้ติดเชื้อหนีจากศูนย์กักกัน ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๓)

องค์การอนามัยโลก แนะนำให้เจ้าหน้าที่ในประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเชื้ออีโบลา คัดกรองผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทางออกจากท่าอากาศยาน ท่าเรือ รวมถึงจุดผ่านแดนหลักๆ และต้องหยุดยั้งบุคคลใดๆ ก็ตามที่มีอาการของโรค ไม่ให้ออกนอกประเทศ ด้านไลบีเรียเร่งติดตามผู้ป่วยโรค อีโบลา ๑๗ คน ที่หนีออกจากศูนย์กักกัน และไนจีเรียได้เพิ่มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด โดยมีการกำหนดเขตกักโรค และมีผู้ป่วยที่ถูกกักโรคถึง ๘ คน ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตจากอีโบลาเพิ่มเป็น ๑,๒๒๙ ราย และยอดผู้ติดเชื้อ ๒,๒๔๐ ราย
ด้านการบินไทย ได้ออก ๗ มาตรการป้องกันโรคอีโบลา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร ได้แก่ มาตรการคัดกรองตรวจรับผู้โดยสารและการบริการภาคพื้นดิน มาตรการในการให้บริการบนเครื่องบิน มาตรการในการจัดเตรียมอากาศยานและฆ่าเชื้อโรค มาตรการทำความสะอาดภายในอากาศยาน มาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขอนามัยของพนักงาน มาตรการด้านการรับขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ และมาตรการด้านโภชนาการ

************************************
 โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอังคารที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑. ฟื้นวิกฤติเที่ยวไทย วันชื่นคืนสุขเที่ยว ๓ แม่ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

คอลัมน์สกู๊ปหน้า ๑ รายงานถึงการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้นของ ททท.สนง.ตาก จากการเปิดเผยของ ธมลวรรณ เรืองขจร ผอ.ททท.สนง.ตาก โดยร่วมกับ ททท.สนง.แม่ฮ่องสอน จัดโครงการส่งเสริมท่องเที่ยว “เที่ยว ๓ แม่” คือ แม่สอด แม่สะเรียง และแม่ฮ่องสอน เริ่มต้นโครงการเมื่อวันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๒ สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีขบวนคาราวานรถยนต์เข้าร่วมโครงการ ๖๐ คัน นักท่องเที่ยว ๒๐๐ คน เดินทางท่องเที่ยวแม่สอด ก่อนเลียบลำน้ำสาละวิน ผ่านอำเภอแม่ระมาด ท่าสองยาง ไปยังอำเภอแม่สะเรียง ขุนยวม และสุดท้ายไปสิ้นสุดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ชี้ เส้นทาง ๓ แม่จะเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวธรรมชาติ กับวิถีชุมชนแนวใหม่ ที่เป็นทางเลือกให้คนไทยได้รับความสุขคืนกลับกันมาอย่างเต็มอิ่ม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มคาราวานรถยนต์ที่ขับรถท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเจ้านายพาเที่ยว และบริษัท นำเที่ยว

๒. ไทยคว้าอันดับ ๑ โลก ‘รีสอร์ทติดหาด’ โพสต์ ทูเดย์ / วิเคราะห์ (หน้า ๓)

คอลัมน์โลกมองไทย : เว็บไซต์อีเทอร์โบนิวส์ ดอทคอม รายงานว่า ไทยได้รับรางรางวัลโกลบอล บีชฟร้อนต์ อวอร์ด มาครอง ด้วยจำนวนโรงแรมและรีสอร์ทริมชายหาดมากที่สุดถึง ๑,๒๕๐ แห่ง แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ที่มีจำนวน ๑,๐๑๖ แห่ง เม็กซิโก ๙๔๕ แห่ง สเปน ๗๓๖ แห่ง และกรีซ ๕๗๖ แห่ง
พร้อมวิเคราะห์ว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่อยู่ห่างจากประเทศจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชายหาดยอดนิยมเดิม แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแคริบเบียนก็ตาม แต่ปัจจุบันไทยกำลังกลายมาเป็นคลื่นลูกใหม่ด้านการท่องเที่ยวชายทะเลจากพื้นที่เดิมๆ เนื่องจากสิ่งดึงดูดที่สำคัญ “๓ S” ได้แก่ ทะเล ชายหาด และแสงแดด และแม้จะเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก และปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาของไทยก็เพิ่มขึ้นถึง ๘๘%

๓. ข้าราชการหวั่น คสช. ไล่เช็กบิล งดท่องเที่ยวเมืองนอก เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๔. ขรก. ทัวร์ ตปท.หด ๘๐% การเมืองไม่ชัดห่วงใช้งบ มติชนรายวัน (หน้า ๘)

นายศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายก ทีทีเอเอ เผย ขณะนี้ตลาดกลุ่มข้าราชการที่นิยมเดินทางไปสัมมนาดูงานพร้อมท่องเที่ยว ลดลงถึง ๘๐% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หลังจาก คสช. มีมาตรการเข้มงวดควบคุมรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็น อีกทั้งไม่มีรัฐบาลที่ชัดเจน ทำให้การอนุมัติงบประมาณสำหรับใช้ในการเดินทางล่าช้า และอาจไม่ทันช่วงปิดปีงบประมาณ ที่ปกติจะเป็นช่วงที่กลุ่มข้าราชการนิยมเดินทางมากที่สุด โดยปีนี้แทบไม่มียอดการจองเข้ามาเลย เพราะส่วนใหญ่ก็ยังมีความกังวลเรื่องการใช้งบประมาณ และชะลอการตัดสินใจไปจนกว่าจะมีรัฐบาล
ขณะที่กลุ่มเอฟไอที และกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ยังนิยมเดินทางท่องเที่ยวตามปกติ เห็นได้จากงานเที่ยว ทั่วไทย ไปทั่วโลก เมื่อวันที่ ๑๔ – ๑๗ สิงหาคม ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานกว่า ๒ แสนคน มีเงินสะพัด ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท โดยเส้นทางยอดนิยมคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเมียนมาร์ และระหว่างวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ – ๑ มีนาคม ๒๕๕๘ สมาคมฯ จะจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก อีกครั้ง ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจะจัดใหญ่กว่างานก่อนถึง ๒ เท่า มีผู้ประกอบการท่องเที่ยวมาร่วมงานไม่ต่ำกว่า ๑.๒ พันบูธ

๕. โรงแรมปั๊มยอดโลว์ซีซัน โหมออนไลน์ – หั่นราคา กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

๖. โรงแรม – สายการบินอัดแคมเปญปลุกโลว์ซีซั่น คม ชัด ลึก (หน้า ๖)

๗. แอร์เอเชียโกขายพ่วง ‘ตั๋ว – โรงแรม’ ดึงลูกค้า กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)

ธุรกิจโรงแรม ต่างจัดแคมเปญและโปรโมชั่นเพื่อดึงยอดเข้าพักในช่วงโลว์ซีซั่น หลังจากผลประกอบการไตรมาส ๒ ลดลง โดยโรงแรมเซ็นทารา ระบุ จะไม่ใช้กลยุทธ์ด้านราคา แต่จะรุกขยายตลาดออนไลน์ ดึงตลาดประชุมสัมมนาที่หันมาใช้สถานที่ในประเทศมากขึ้น เช่นเดียวกับโรงแรมในเครือดุสิตธานี ที่เลี่ยงการปรับลดราคาห้องพัก แต่จะจัดแคมเปญ Triple Nights Delight เข้าพักระหว่างวันที่ ๑ สิงหาคม – ๓๑ ตุลาคมนี้ พัก ๒ คืน ฟรี ๑ คืน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ส่วนโรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ จัดแคมเปญแบงคอก ซูเปอร์ เซฟเวอร์ ลดค่าห้องพัก ๒ คนสูงสุด ๒๕% ถึงวันที่ ๓๐ กันยายนนี้ เป็นต้น
ด้านนางแคทลีน ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแอร์เอเชีย เอ็กซ์พีเดีย เผยแผนการรุกตลาดในไทยว่า จะเน้นการขายพ่วงโรงแรมคู่กับตั๋วเครื่องบินในเครือแอร์เอเชีย ในราคาลดพิเศษเฉลี่ย ๒๕% ซึ่งได้เปรียบกว่าบริการออนไลน์ ทราเวล เอเย่นต์รายอื่น เพราะมีการแจ้งเตือนลูกค้าผ่านอีเมลที่มีฐานข้อมูลลูกค้าในไทยราว ๒ แสนคน เพื่อวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ก่อนโปรโมชั่นเริ่ม
นางกรกฎ เอกฐานุต์ ผอ.ฝ่ายการตลาด แอร์เอเชียโก (ประเทศไทย) เผย แอร์เอเชียโกเริ่มจากการมีโรงแรมเพียง ๒ หมื่นแห่ง ในช่วงเริ่มก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๔๘ แต่หลังจากที่เข้าร่วมทุนกับเอ็กซ์พีเดียในสัดส่วน ๕๐ : ๕๐ ในปี ๒๕๕๔ มาจนถึงปัจจุบันมีโรงแรมราว ๓ แสนแห่ง ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่มเป็น ๔ แสนแห่ง โดยบริษัทเตรียมเปิดโมบายแอพพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางเข้าถึงการซื้อขายผ่านมากขึ้น

๘. ทอท. ขานรับผู้โดยสารชาวจีน หลังยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๔)

ทอท. คาดว่าหลังเริ่มใช้มาตรการฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม – ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ จะทำให้ชาวจีนเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น หลังตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๖ ชาวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงปกติของปี ๒๕๕๖ โดยเหลือเฉลี่ย ๕.๖ – ๗ แสนคนต่อเดือน และเพื่อสานต่อนโยบายของภาครัฐในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีน ทอท. พร้อมด้วยหน่วยงานรัฐและเอกชน ได้ร่วมกันจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม อาทิ เพิ่มป้ายภาษาจีนในท่าอากาศยาน จัดช่องทางพิเศษ Chinese Lane รวมถึง ททท. และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ได้จัดพนักงานเสริมและล่ามภาษาจีน ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้น

๙. สศช. ลดจีดีพีปีนี้เหลือแค่ ๒.๐% / ปัจจัยภายนอกรุมหนัก แม้ไตรมาส ๒ ขยายตัวดี ไทยรัฐ (หน้า ๘)

สศช. เปิดเผยจีดีพีในไตรมาส ๒ ว่า ขยายตัว ๐.๔% ดีขึ้นจากไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยติดลบ ๐.๑% ชี้ สาเหตุที่เศรษฐกิจไตรมาส ๒ ขยายตัวดีขึ้น มาจากการใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการส่งออกที่ขยายตัว ๐.๔% ขณะที่ปัจจัยลบมาจากการลงทุนรวมลดลง ๖.๙% พร้อมได้ปรับลดประมาณการเติบโตทั้งปีลงเหลือ ๑.๕ – ๒.๐% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ ๑.๕ – ๒.๕% หลังมีปัจจัยนอกรุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า การส่งออกยังไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังหวังว่า ปีหน้าจีดีพีจะโต ๕ – ๖% เต็มศักยภาพเศรษฐกิจไทย พร้อมยอมรับ หนี้ครัวเรือนเพิ่มมาจากโครงการรถยนต์คันแรก

๑๐. กต.เร่งตาม ๓ คนไทยขับรถชน นร.ญี่ปุ่นดับ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

๑๑. ยุ่นจับ ๓ คนไทยเมาขับชน นร.ดับ เดลินิวส์ (หน้า ๑๔)

๑๒. บัวแก้วสั่งดูแล ๓ โจ๋ไทยเมาขับชน นร.ยุ่นดับ คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

๑๓. วิจารณ์กระหึ่มคนไทยขับรถชนเด็กยุ่น มติชนรายวัน (หน้า ๑๒)

กระทรวงการต่างประเทศ เร่งติดตามคดี ๓ คนไทยเมาสุราแล้วขับรถชนนักเรียนญี่ปุ่นเสียชีวิตและบาดเจ็บ ๑ ราย ที่จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ขณะนี้คนไทยทั้ง ๓ ถูกตำรวจควบคุมตัวในห้องขัง เพื่อรอส่งศาลดำเนินคดีในข้อหาเมาแล้วขับ, ขับขี่รถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาต และขับรถยนต์โดยประมาท ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตและบาดเจ็บ
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เผย ยังไม่ทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่ทราบว่าคนไทยทั้ง ๓ อยู่ในสถานะใด เป็นนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อ หรือเป็นนักท่องเที่ยว พร้อมประเมินว่าหากถูกจำคุกหรือประหาร จะประสานขออภัยโทษ โดยการให้ความช่วยเหลือจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ หรือกฎหมายของประเทศที่ไปทำความผิด และขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความตกลงระหว่างไทยกับประเทศนั้นๆ
ขณะที่คนญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของคนไทยอย่างกว้างขวางและรุนแรง พร้อมเสนอแนะในทำนองว่า รัฐบาลญี่ปุ่นควรยกเลิกการให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าญี่ปุ่นโดยไม่ต้องขอ วีซ่าได้แล้ว

๑๔. ไลบีเรียสั่งยิงทิ้ง อีโบลาข้ามแดน ไทยรอชุดตรวจ คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

นักวิจัยชี้ ไทยต้องมีชุดชีวนิรภัยระดับ ๔ เพื่อรับมือกับไวรัสอีโบลา ขณะที่ไลบีเรียสั่งยิงคน ข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย หลังเกิดเหตุชาวบ้านที่ชุมชนแออัดเวสต์พอยต์ บุกเข้าไปทำลายศูนย์กักกัน ผู้ติดเชื้ออีโบลา ทำให้ผู้ป่วยหลบหนีหรือหายไปราว ๒๐ คน จนเกิดกระแสความวิตกว่าไวรัสอีโบลาจะแพร่ระบาดไปทั่วชุมชนแห่งนี้ ด้านสำนักข่าวดับเบิลยูเอเอ็ม อ้างแถลงการณ์สำนักงานสาธารณสุขสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า หญิงชาวไนจีเรียวัย ๓๕ ปี ที่เสียชีวิตหลังเดินทางมาถึงท่าอากาศยานอาบูดาบี อาจติดเชื้อไวรัสอีโบลา

๑๕. สิงหาพาแม่เที่ยว ไทยโพสต์ / X – cite (หน้า ๒๒)

ภาพข่าว : นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานเปิดงานครอบครัวสุขสันต์ สิงหาพาแม่เที่ยว และปล่อยคาราวานแรลลี่รถบัสและรถยนต์ กระจายตัวไปยังภูมิภาคทั่วประเทศ ที่ สยามนิรมิต

******************************************
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

18/8/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันจันทร์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑. ปักธงเที่ยวไทย ความสุขของคนทั้งมวล (๑) คม ชัด ลึก (หน้า ๒๐)

คอลัมน์กฤษนะทัวร์ยกล้อ โดย กฤษนะ ละไล รายงานบรรยากาศการเปิดงาน “ปักธงเที่ยวไทย เที่ยวได้ทุกคน ครั้งที่ ๑” จัดโดย ททท. ร่วมกับ ทูตอารยสถาปัตย์โครงการขับเคลื่อนและพัฒนาอารยสถาปัตย์ เครือข่ายผู้สูงอายุ ผู้พิการ และองค์กรพันธมิตรอารยสถาปัตย์ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๙ – ๑๐ สิงหาคม ที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมโครงการนี้ว่า เป็นการริเริ่มที่ดีมาก เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และเป็นแบบอย่างที่ดี

๒. คลังเตรียมชง รบ.ใหม่ปฏิรูปภาษี รีดเพิ่มแสน ล. สรรพสามิตขู่จับมอระกู่ ออมสินเมินให้บินไทยกู้ ชาวไร่มันขอนั่ง กก.๔ พืช มติชนรายวัน (หน้า ๑)

กระทรวงการคลัง เร่งปฏิรูปภาษีเสนอรัฐบาลใหม่ โดยจะเดินหน้าเก็บทั้งภาษีมรดก เศษซากสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า คาดจะมีรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นกว่า ๑ แสนล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิตเดินหน้าตรวจสอบสถานบันเทิงที่เปิดขายมอระกู่ ชี้ ผิด พ.ร.บ.ยาสูบ หากตรวจพบสถานบริการอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ขณะที่นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย ททท. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ คปภ. ภายใต้โครงการประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยมี ๔ บริษัท ได้แก่ สยามซิตี้ประกันภัย กรุงไทยประกันภัย เจ้าพระยาประกันภัย และเมืองไทยประกันภัย ร่วมขายประกันภัยนักท่องเที่ยว คาดว่าจะขายประกันภัยในเดือนสิงหาคมนี้ได้ประมาณ ๒ หมื่นกรมธรรม์
นายรุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ รองประธานฝ่ายวิชาการ สทท. และนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน – ชะอำ เผย ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ มากนัก เนื่องจากไทยยังใช้กฎอัยการศึก ทำให้บริษัทประกันภัยในต่างชาติไม่กล้ารับประกันความเสี่ยง ขณะนี้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพฯ และพัทยา กลับเข้ามาเพียง ๓๐ – ๔๐% จากที่หายไป ๕๐ – ๖๐% ส่วนหัวหิน การท่องเที่ยวยังไม่กลับมา จากยอดที่หายไป ๑๐% รายได้หายไปประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูไตรมาสสุดท้ายว่าจะปรับดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากขณะนี้ คสช. พยายามชี้แจงนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยว อาทิ การยกเลิก วีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน ๓ เดือน
ด้านนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กก.ผอญ.ทอท. คาดว่า มาตรการฟรีวีซ่า ๓ เดือน ระหว่างวันที่ ๙ สิงหาคม – ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ จะทำให้ชาวจีนเดินทางมาไทยมากขึ้น ส่วนกรมการบินพลเรือน เตรียมใช้มาตรการทางสังคมเพื่อลงโทษสายการบินที่ทิ้งผู้โดยสาร โดยจะเก็บสถิติการกระทำความผิดของแต่ละสายการบินเพื่อขึ้นบัญชีดำ จากนั้นจะส่งข้อมูลรายชื่อสายการบินให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ สคบ. เผยแพร่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวรับทราบ เพื่อเตือนไม่ให้ใช้สายการบินที่มีปัญหาอีก

๓. อุตฯ ท่องเที่ยวร้อง ‘ประยุทธ์’ หนุนแผนปลุกธุรกิจ ปั้มรายได้ดัน ศก.ปลายปี มติชนรายวัน (หน้า ๘)

ทีมข่าวเศรษฐกิจ รายงานภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอความคิดเห็นและ ข้อเรียกร้องของภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ที่อยากให้ คสช. พิจารณาและเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในช่วงปลายปี
นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผย กฎอัยการศึกไม่ได้ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวมากนัก แม้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งจะหายไป เพราะประกันภัยภัยไม่ครอบคลุม แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น เพราะมาตรการที่ คสช. ดำเนินการอยู่ ทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง และจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวในระยะยาวแน่นอน ล่าสุดได้ให้ ททท. จัดทำแผนส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้บรรยากาศการท่องเที่ยวไฮซีซั่นกลับมาคึกคักมากที่สุด พร้อมให้ ททท.สนง.ต่างประเทศ ชี้แจงทำความเข้าใจว่าไทยสามารถท่องเที่ยวได้ปกติ
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย หลัง ททท. เชิญสื่อต่างชาติกว่า ๑ พันคน เข้ามาดูสถานการณ์ท่องเที่ยวในไทย รวมถึงจัดงานใหญ่ไทยแลนด์ แฮปปี้เนส : สตรีท เฟสติวัล พบว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีน เพราะเดือนสิงหาคม มีชาร์เตอร์ไฟลต์เข้ามา ๖๗๑ เที่ยวบิน ใน ๖ พื้นที่ ทำให้มั่นใจว่าภายในเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ๒๕๕๗ จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามากว่า ๑ ล้านคน และคาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวจีน ๔.๓ ล้านคน ต่ำกว่าปี ๒๕๕๖ ประมาณ ๕ แสนคน แต่ไม่น่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม ททท. ยังคงเร่งโรดโชว์ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองหลัก ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน หลังจากนั้นจะเร่งกระตุ้นยอดขาย โดยจัดทำโปรโมชั่นร่วมกับบริษัทนำเที่ยว และสายการบิน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจองแพ็กเกจเข้ามาในช่วงไฮซีซั่น คาดปี ๒๕๕๗ จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม ๑.๙ ล้านล้านบาท แบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ มีนักท่องเที่ยว ๒๕.๕ ล้านคน ลดลง ๓.๙๔% มีรายได้ ๑.๒ ล้านล้านบาท ลดลง ๐.๓๖% และตลาดในประเทศ มีนักท่องเที่ยว ๑๓๕ ล้านคน / ครั้ง เพิ่มขึ้น ๓% มีรายได้ ๗๐๕,๕๐๐ ล้านบาท
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธาน สทท. เชื่อ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น ภายใต้กฎอัยการศึก จะทำให้ตลาดคนไทยฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียภาษีซึ่งมีกว่า ๒ ล้านคน ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี พร้อมกับมองว่ามาตรการฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน ๓ เดือนสั้นไป น่าจะขยายออกไปเป็น ๑ ปี เพราะตลาดจีนถือว่าทำรายได้มาก ช่วยชดเชยรายได้ตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป อเมริกา
พร้อมอยากให้ คสช. วางกลไกที่ยั่งยืน เพราะการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาวะเช่นนี้ ถือเป็นการประคับประคองการท่องเที่ยวไปก่อน สิ่งที่เป็นห่วงคือ หากทุกอย่างเรียบร้อยลงตัว และระบบการปกครองพิเศษหายไป ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม ซึ่งเท่ากับว่าระยะเวลาที่ทุ่มเทลงไปและเสียโอกาสไปนั้น เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย
ด้านนายเกษียร วัฒนเชาวน์พิสุทธิ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย – จีน ระบุ หากจำเป็นต้องคงประกาศกฎอัยการศึก ก็ต้องยอมรับ แต่จะต้องหามาตรการที่ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่น และพร้อมกลับมาเที่ยวไทยเหมือนสถานการณ์ปกติ พร้อมอยากให้จัดกิจกรรมร่วมระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยว ททท. กลุ่มตัวแทนทหาร ภาคผู้ประกอบการ ตลอดจนนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้ว่า แท้จริงแล้วไม่มีปัจจัยใดน่าเป็นห่วง
ส่วนนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายก แอตต้า อยากให้ คสช. ททท. และกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่มการสื่อสาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผ่านสถานทูต หรือสำนักงาน ททท. ประเทศต่างๆ มากขึ้น เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดี และแสดงให้นักท่องเที่ยวเห็นว่าเมืองไทยท่องเที่ยวได้ตามปกติ หากดำเนินการได้จริง จะทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงไตรมาสสุดท้าย กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

๔. “ท่องเที่ยว” ต้องแก้ให้ตรงจุด ไทยรัฐ (หน้า ๖)

คอลัมน์กล้าได้กล้าเสีย โดย สายล่อฟ้า จี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันแก้ไขปัญหา เพื่อเป็นทางออกในด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงจำนวนมาก ทำให้รายได้ในส่วนนี้หายไป เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงประกาศใช้กฎอัยการศึก ทำให้นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจในความปลอดภัย เลยไม่กล้ามาเที่ยว ซึ่ง คสช.จะต้องคิดตรงนี้ให้หนักและรอบคอบ หากเป็นไปได้หลังตั้งนายกฯ และ ครม. เป็นรัฐบาลบริหารประเทศแล้ว ก็ควรจะยกเลิก “กฎอัยการศึก” เพื่อสร้างบรรยากาศใหม่
พร้อมตั้งข้อสงสัยกับตัวเลขนักท่องเที่ยวของ ททท. ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงว่า กำลังเล่นอะไรกับตัวเลขหรือไม่ เพราะสภาพความเป็นจริงขณะนี้พบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตัวเลข ๔๐ กว่าล้านคนนั้นไม่น่าจะเป็นของจริง เนื่องจากนักท่องเที่ยวอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป ลดลงอย่างชัดเจน กว่า ๕๐% ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่นแทบจะไม่มาเที่ยวไทย ที่เด่นๆ ในขณะนี้จึงต้องพึ่งนักท่องเที่ยวจากจีนเท่านั้น
ดังนั้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงต้องแก้ไขให้ถูกจุดถูกวิธี คสช. ต้องพยายามหาตัวเลขที่เป็นจริงให้ได้ อย่าสอบถามจาก ททท. ฝ่ายเดียว ต้องฟังจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย จะทำให้ได้ตัวเลขที่ถูกต้องชัดเจน รวมถึงควรเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสอย่างที่ คสช. ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการเก็บกวาดขยะที่เกี่ยวกับสถานท่องเที่ยว การจัดระเบียบร้านค้าแผงลอยทั้งในเมืองและชายหาดต่างๆ การจัดการกับมาเฟียที่คุมธุรกิจต่างๆ จัดระเบียบแท็กซี่ การเอารัดเอาเปรียบ และฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

๕. ชี้นักท่องเที่ยวเริ่มกลับเข้าไทย ไทยโพสต์ (หน้า ๗)

นายรุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ รองประธานฝ่ายวิชาการ สทท. และนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน – ชะอำ เผย ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ มากนัก เนื่องจากไทยยังใช้กฎอัยการศึก ทำให้บริษัทประกันภัยในต่างชาติไม่กล้ารับประกันความเสี่ยง ขณะนี้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติในกรุงเทพฯ และพัทยา กลับเข้ามาเพียง ๓๐ – ๔๐% จากที่หายไป ๕๐ – ๖๐% ส่วนหัวหิน การท่องเที่ยวยังไม่กลับมา จากยอดที่หายไป ๑๐% รายได้หายไปประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูไตรมาสสุดท้ายว่าจะปรับดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากขณะนี้ คสช. พยายามชี้แจงนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยว อาทิ การยกเลิก วีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน ๓ เดือน
ล่าสุด สทท. ได้เสนอ คสช. พิจารณาลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ๒ หมื่นบาทต่อปี โดยมีเงื่อนไขว่า นักท่องเที่ยวจะต้องเข้าพักโรงแรมที่ได้มาตรฐาน และมีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น รวมทั้งคาดว่า คสช. จะเร่งอนุมัติการสร้างมาตรฐานโรงแรมภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อให้ทันการวางแผนการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับประเทศปีนี้ ๒ ล้านล้านบาท จากเป้าหมาย ๒.๒ ล้านล้านบาท

๖. ท่องเที่ยวจี้ คสช.เลิกอัยการศึก ข่าวสด (หน้า ๑๐)

เครือข่ายผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวเขตพื้นที่ ๒๐ จังหวัดในภาคอีสาน ร่วมกันจัดกิจกรรมนัดพบเอเย่นต์ เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยว โดยผู้ประกอบการอยากให้ คสช. ยกเลิกกฎอัยการศึกโดยเร็ว เพื่อช่วยผ่อนคลาย และสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา รวมทั้งเจรจากับจีนเพื่อไม่ให้ยกเลิกหนังสือเดินทาง ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจด้านบริการ โรงแรม ที่พัก รถโดยสาร และร้านขายสินค้าของฝากในลักษณะลูกโซ่

๗. มัคคุเทศก์จีนรวมตัวประท้วงไกด์ผีแย่งอาชีพ – อ้าง ตร.เอี่ยว แนวหน้า (หน้า ๗)

๘. โวยไกด์เถื่อน มติชนรายวัน (หน้า ๑๔)

เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนไกด์จีนกลางทั่วประเทศกว่า ๑๐๐ คน จากชมรมมัคคุเทศก์แห่งประเทศไทย รวมตัวกันถือป้ายประท้วงแสดงความไม่พอใจปัญหาไกด์เถื่อนจากจีนมาแย่งอาชีพ ที่บริเวณถนนหน้าพระธาตุ ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง โดยระบุ ไกด์เถื่อนบางรายได้เปิดโรงแรม ธุรกิจร้านอาหารที่เป็นของชาวจีนทำไว้ ทำให้ไม่มีรายได้ในไทย ประกอบกับมีตำรวจบางคนมีพฤติกรรมข่มขู่จะทำร่างกายไกด์ไทย และอ้างว่าเห็นตำรวจบางนายมีพฤติกรรมเรียกเก็บเงินจากไกด์เถื่อน ทำให้ยังสามารถประกอบการชีพได้ตามปกติ อีกทั้งไกด์เถื่อนบางรายมีพฤติกรรมต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไกด์ทั้งหมด และทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

๙. คสช.จ่อคงเป้าจีดีพี ๑.๕ – ๒.๕% หวังลงทุนภาครัฐเห็นผลชัดไตรมาส ๔ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

สคช. เตรียมแถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาส ๒ และแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๗ โดยคาดว่าจะคงกรอบจีดีพีไว้ที่ ๑.๕ – ๒.๕% ขณะที่หลายหน่วยงานปรับลดประมาณการลง โดย ธปท. ปรับลดลงจาก ๒.๗% เหลือ ๑.๕%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวถึง ๔% และช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวถึง ๒% เนื่องจาก คสช. มีความชัดเจนในเรื่องจากเร่งเบิกจ่ายงายประมาณ แต่ต้องดูปัจจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และการส่งออก ที่อาจจะขยายตัวได้เพียง ๑.๕ – ๒% เท่านั้น เนื่องจากช่วง ๖ เดือนแรกของปีนี้ เฉลี่ยมูลค่าการส่งออกไม่มีเดือนไหนทำได้เกิน ๒ หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

๑๐. ต่างชาติเชื่อ ศก.ไทยไม่ ‘ถดถอย’ ไตรมาส ๒ เป็นบวก แต่ยังไม่แกร่งพอ ท่องเที่ยวยังทรุด โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๙)

รอยเตอร์ส รายงานว่าแม้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก หลังจาก คสช. เข้ามาปกครองประเทศ แต่นักวิเคราะห์ต่างชาติต่างเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคได้ โดยคาดว่าน่าจะเติบโตที่ ๑.๖% ขณะที่ปีหน้าน่าจะเติบโตที่ ๔%
พร้อมชี้ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยมาได้ แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่ง โดยการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในภาวะซึมอยู่ต่อไป เช่นเดียวกับยอดขายในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการท่องเที่ยว ที่ยังไม่ฟื้นตัวเข้าที่นัก โดยช่วงไตรมาส ๒ ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ถึง ๑๒.๓% ขณะที่การเข้าพักในโรงแรมต่างๆ คิดเป็นเพียง ๔๘% เท่านั้น

๑๑. รื้อแล้วร้านค้าหาดหัวหิน ทะเลเผา – ส้มตำแห่ลดราคา ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๔)

๑๒. เร่งจัดระเบียบหาดหัวหิน – สมิหลา มติชนรายวัน (หน้า ๑๔)

บรรยากาศที่บริเวณชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังมีนักท่องเที่ยวมานั่งรับประทานอาหาร ที่ร้านค้าทั้ง ๒๒ ร้าน โดยใช้ราคาตามเมนูราคากลาง ของสำนักงานการค้าภายในจังหวัด และไม่มีปัญหานักท่องเที่ยวตำหนิเรื่องการค้าขายเกินราคา ขณะที่ช่วงเย็นผู้ประกอบการได้ทยอยเก็บสิ่งของออกจากร้าน เพื่อให้หน่วยงานราชการเริ่มจัดระเบียบชายหาด คืนความสวยงามให้กับชายหาดตามนโยบายของ คสช.
ด้านนายธำรง เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เผย ได้รับแจ้งจากศูนย์ดำรงธรรมว่ามีเรื่องมีหนังสือร้องเรียนให้จัดระเบียบชายหาดสมิหลา โดยเฉพาะร้านค้าหน้ามหาวิทยาลัยราชมงคล- ศรีวิชัย และร้านค้าบางร้านที่รุกล้ำชายหาดสมิหลา โดยอยากให้ปรับปรุงให้สวยงาม และรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างที่ล้ำไปในที่สาธารณะ ด้านเทศบาลนครสงขลา เผย ได้รับหนังสือร้องเรียนแล้ว และจะเร่งตั้งคณะกรรมการประชุม เพื่อหาแนวทางในการจัดระเบียบชายหาดตามคำสั่งของ คสช.

๑๓. ‘สุวรรณภูมิ’ เข้มออกบัตรเข้าพื้นที่พิเศษ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๗)

นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เผย ขณะนี้กรรมการตรวจสอบกำลังเร่งสอบสวนกรณีที่มีผู้นำบัตรอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าพื้นที่พิเศษของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปขาย คาดจะทราบตัวผู้กระทำผิดใน ๑ – ๒ สัปดาห์ หรือภายในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมยึดใบอนุญาต ที่ให้ไปหลายร้อยใบคืน คาดจะมี ๑๐ – ๒๐% ที่เป็นบัตรที่ไม่ถูกต้อง และจะปรับปรุงมาตรการตรวจสอบผู้ขอใช้บัตรให้มีความรัดกุมมากขึ้น รวมทั้งกำหนดผู้รับผิดชอบหากมีการนำไปใช้ในทางที่ผิด

๑๔. แพทย์ไร้พรมแดนคาด ๖ เดือน สามารถคุมไวรัส ‘อีโบลา’ ได้ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

๑๕. เคนยาปิดชายแดนหนีอีโบลา มติชนรายวัน (หน้า ๑๕)

กระทรวงสาธารณสุขเคนยา ประกาศปิดชายแดนที่ติดกับกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอนแล้ว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา และห้ามผู้ที่เดินทางจากเซียร์ราลีโอน กีนี และไลบีเรีย เดินทางเข้าประเทศ ยกเว้นเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ และพลเมืองชาวเคนยาที่ต้องการกลับประเทศ แต่ต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อน
ขณะที่สายการบินเคนยา แอร์เวย์ส ประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปยังเมืองหลวงของไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน และสายการบินแกมเบีย เบิร์ด ของประเทศแกมเบีย ได้ประกาศยกเลิกเที่ยวบินไปเซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย และไนจีเรียแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ มีรายงานว่าที่สเปนกำลังตรวจสอบผู้ติดเชื้อ อีโบลาอีกรายหนึ่ง หลังจากบาทหลวงเสียชีวิต ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสอีโบลาอยู่ที่ ๑,๑๔๕ ราย

๑๖. ‘อีโบลา’ กระทบธุรกิจการบิน โลกวันนี้รายวัน (หน้า ๕)

คอลัมน์รายงาน โดย กองบรรณาธิการ รายงานถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัส อีโบลา รวมถึงมาตรการในการป้องกันของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะทางเครื่องบิน ที่เป็นเส้นทาง ออกนอกประเทศที่เร็วและสะดวก โดยหลายประเทศได้ลดเที่ยวบินไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงสูง

**************************************
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอาทิตย์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑. ‘ทัวร์จีน’ ทะลักเที่ยวไทยคึก ! หลังงดค่าวีซ่า ไทยรัฐ (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ที่ผ่านมา ททท. ได้จัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทย หลังเริ่มใช้มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศคนละ ๑ พันบาท เป็นเวลา ๓ เดือน โดยมีนายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กก.ผจก.ทอท. และสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย – จีน ให้การต้อนรับ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจีนเป็นอย่างมาก
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท เผย มาตรการฟรีวีซ่าทำให้การทำตลาดง่ายขึ้น โดย ททท. จะเร่งทำตลาด ด้วยการติดต่อกับพาร์ตเนอร์ทำโฆษณาโปรโมตท่องเที่ยว รวมถึงในเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรปด้วย และจากการเข้ามาของ คสช. ทำให้นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นและ
ความปลอดภัยมากขึ้น เชื่อจะช่วยกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นกว่าช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง คาดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทย ๔.๓ ล้านคน พร้อมเตรียมขยายเวลามาตรการฟรีวีซ่าออกไปหากมีผลตอบรับดี
นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กก.ผจก.ทอท. เผย จะจัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนระหว่างวันที่ ๑๕ – ๒๑ สิงหาคมนี้ โดยท่าอากาศยานแต่ละแห่งจะสลับกันจัดกิจกรรม และจะจัดอีกครั้งช่วงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของชาวจีน พร้อมยอมรับ มีความกังวลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสอีโบลา แต่ในภาพรวมการเดินทางของนักท่องเที่ยวยังเป็นปกติ ท่าอากาศยานทั้ง ๖ แห่ง มีการตรวจร่างกายและสุขภาพจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงอย่างละเอียด หากมีแนวโน้มมีอาการเข้าข่ายก็จะรีบนำส่งโรงพยาบาล
ขณะที่เว็บไซต์ “เดอะบีชฟรอนท์คลับ.คอม” ได้จัดสำรวจพื้นที่เมืองท่องเที่ยวชายทะเลใน ๑๐๙ ประเทศทั่วโลก เพื่อรวบรวมข้อมูลสถิติและรายละเอียดของที่พักริมชายหาดในแต่ละประเทศ หรือ “โกลบัล บีช ฟรอนท์ อวอร์ด” ประจำปี ๒๕๕๗ พบว่า ไทยมีที่พักติดชายหาดมากเป็นอันดับ ๑ ของโลก ทั้งโรงแรม รีสอร์ต และบูติกโฮเต็ล คิดเป็นจำนวนทั้งหมด ๑,๒๕๐ แห่ง อันดับ ๒ สหรัฐอเมริกา มีที่พักติดชายหาด ๑,๐๑๖ แห่ง และอันดับ ๓ เม็กซิโก มีที่พักติดชายหาดรวม ๙๔๓ แห่ง นอกจากนี้ เกาะสมุยยังติดอันดับ ๑ “แหล่งท่องเที่ยวริมทะเล” ที่มีที่พักติดหาดมากที่สุดในโลก ตอกย้ำนักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบจังหวัดชายทะเลทางภาคใต้ของไทย

๒. ธุรกิจทัวร์เฮ ! รับ ‘ฟรีวีซ่าจีน’ ๙ ส.ค. – ๘ พ.ย.นี้ ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๔๐)

ผู้ประกอบการนำเที่ยวเร่งขายแพ็กเกจทัวร์มาไทยมากขึ้น หลังเริ่มใช้มาตรการฟรีวีซ่าตั้งแต่วันที่ ๙ สิงหาคม – ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ โดยแอตต้าเตรียมเดินสายโรดโชว์ ประชาสัมพันธ์แพ็กเกจท่องเที่ยวและมาตรการดังกล่าว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนมาไทยปีนี้ ๔ ล้านคน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่มี ๔.๗ ล้านคน พร้อมเชื่อมั่นว่า กระแสความนิยมของนักท่องเที่ยวจีน และสัญญาณการตอบรับที่ดีในการเดินสายโรดโชว์ เมืองฉงชิ่ง หนานหนิง และฉางซา ที่ผ่านมา จะดึงตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้เติบโตเกิน ๓.๕ ล้านคนแน่นอน และล่าสุดเตรียมนำผู้ประกอบการ ๑๐๐ ราย ร่วมโรดโชว์ในหัวเมืองใหญ่ของจีน อย่างปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ในวันที่ ๑ กันยายนนี้

๓. ‘ยูเอ็น’ ยกเที่ยวไทยฮิต ท็อป ๑๐ คนมามากสุด โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๘)

องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) เปิดเผยรายงานด้านการท่องเที่ยวฉบับ ๒๐๑๔ ระบุว่า ปี ๒๐๑๓ ที่ผ่านมา ๑๐ ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากที่สุด ได้แก่ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา สเปน จีน อิตาลี ตุรกี เยอรมนี สหราชอาณาจักร รัสเซีย และไทย ตามลำดับ โดยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยถึง ๒๖.๕ ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก ๒๒.๔ ล้านคนในปี ๒๐๑๒ นับเป็นครั้งแรกที่ไทยติดอยู่ใน ๑๐ อันดับของ UNWTO นอกจากนี้ ไทยยังอยู่อันดับที่ ๗ ของ ๑๐ ประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลกด้วย โดยมีรายได้ถึง ๔.๒๑ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มจากปี ๒๐๑๒ ซึ่งอยู่ที่ ๓.๓๘ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

๔. สายการบินแห่ลด ๓๐ – ๕๐% จูงใจไทยเที่ยว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๑)

สายการบินเกือบ ๒๐ แห่ง ต่างจัดโปรโมชั่นลดราคาตั๋วพิเศษในงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๗ สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยลดราคาตั๋วลงกว่า ๕๐% หรือใช้กลยุทธ์ซื้อตั๋วแถมที่พัก และส่วนใหญ่เป็นโปรโมชั่นเฉพาะในงาน
ทั้งนี้ สายการบินที่มาออกงานมากที่สุดคือ สายการบินสัญชาติจีน อาทิ คาเธ่ย์ แปซิฟิก และ ดราก้อนแอร์ จากฮ่องกง จัดโปรโมชั่นไป – กลับ กรุงเทพฯ – ฮ่องกง ๖.๗ พันบาท สปริง แอร์ไลน์ส์ จัดโปรโมชั่นไป – กลับ กรุงเทพฯ - เซี่ยงไฮ้ ๙,๙๔๕ บาท ซึ่งถูกกว่าสายการบินทั่วไป ๓๕% ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ จัดโปรโมชั่นห้องพักฟรี ๑ คืนในจีน เมื่อซื้อตั๋วไปลงจีน และแอร์ไชน่า จัดโปรโมชั่นไป – กลับกรุงเทพฯ – ปักกิ่ง ๘ พันบาท เป็นต้น
นอกจากนี้ สายการบินในอาเซียนก็รุกหนักตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศด้วย อาทิ การูด้าแอร์ไลน์ ของอินโดนีเซีย ได้จัดโปรโมชั่นไป – กลับ กรุงเทพฯ – บาหลี ๘.๗ พันบาท ไทเกอร์แอร์ จัดโปรโมชั่น กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ เที่ยวละ ๑.๕ พันบาท ถูกกว่าปกติ ๕๐% และสายการบินมาเลเซีย จัดโปรโมชั่นไป – กลับ กรุงเทพฯ – กัวลาลัมเปอร์ ๔,๙๙๐ บาท ถูกกว่าปกติ ๓๗% เป็นต้น

๕. ลอยแพผู้โดยสาร กระทบความเชื่อมั่นชาร์เตอร์ไฟลต์ ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๔)

สกู๊ปรายงานถึงปัญหาสายการบินลอยแพผู้โดยสาร ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากรมการบินพลเรือน (บพ.) จะออกกฎเหล็กเพื่อคุมเข้มและป้องกัน แต่ปัญหาก็ยังวนเวียนกลับมา ซ้ำรอยเดิม ตามแนวโน้มของธุรกิจการบินแบบเช่าเหมาลำที่เฟื่องฟูขึ้นตามการขยายตัวของนักท่องเที่ยว
ด้านแอตต้า และทีทีเอเอ ระบุ ปัญหาลอยแพนักท่องเที่ยว ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจเช่าเหมาลำ พร้อมแนะแนวทางป้องกัน ควรเริ่มตั้งแต่การควบคุมอย่างเข้มงวดของ บพ. ที่ควรกวดขันไปยังสายการบินที่มีจำนวนเครื่องบินเพียง ๑ – ๒ ลำ เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนเครื่องกะทันหันเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ ส่วนผู้ประกอบการนำเที่ยวก็ควรระมัดระวังใน
การเลือกใช้สายการบินมากขึ้น และผู้บริโภค ก็ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของสายการบินก่อนเดินทางเสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการลอยแพที่เกิดขึ้น

๖. เมียนมาร์คลอด ‘E – Visa’ รองรับนักท่องเที่ยวทะลัก ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๑๑)

สกู๊ปนำเสนอรายละเอียดขั้นตอนการขอวีซ่าในเมียนมาร์ โดยทางการเมียนมาร์เตรียมเปิดเว็บไซต์ www.myanmarevisa.gov.mm ให้บริการออกวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (อี – วีซ่า) ให้กับนักท่องเที่ยว อย่างไม่จำกัดจำนวน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น

๗. ‘อีโบลา’ ลามเศรษฐกิจ / เตือนไทยอย่าชะล่าใจ อีกปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังฉุดส่งออก – บริโภค – ท่องเที่ยว ธปท. เตรียมทบทวน ศก. เพิ่มปัจจัยเสี่ยง ‘อีโบลา’ ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๑)

รายงานข่าวนำเสนอผลกระทบในด้านต่างๆ จากการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง สศค. ชี้ ทำให้การท่องเที่ยวโลก และการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัว เพราะคนกลัวไม่กล้าขึ้นเครื่องบิน ขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ หากมีการแพร่ระบาดในวงกว้างขึ้น ก็ต้องมีแผนรองรับความเสี่ยง
ด้าน สทท. เผย การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา ยังไม่กระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวไทย เพราะระบบควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข บวกกับมาตรการของท่าอากาศยานในการคัดกรองผู้โดยสาร ถือเป็นระบบที่ได้มาตรฐาน วางใจได้ อีกทั้งยอดนักท่องเที่ยวจากทวีฟแอฟริกา มีสัดส่วนการเดินทางเข้าไทยเพียงหลักพันต่อปี ดังนั้น หากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้งดเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศจึงไม่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ส่วนการบินไทย ได้เลี่ยงบินเส้นทางพื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาด และเตรียมพร้อมในการหยุดบิน หากมีการแพร่ระบาดมายังแอฟริกาใต้

๘. สธ.ของบ ๑๐๐ ล้าน สกัด ‘อีโบลา’ แพร่ไทย นำเข้า ๓๐๐ ชุดทดสอบ คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมของบประมาณจาก คสช. กว่า ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังไวรัสอีโบลา เผย ห้องแล็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจยืนยันเชื้อได้ใน ๘ ชม. ลดเวลาการกักกันตัวผู้ต้องสงสัยว่าป่วย พร้อมจะใช้งบประมาณ ๙ แสนบาท นำเข้าชุดทดสอบจาก ๓ ประเทศ รวม ๓๐๐ ชุด โดยคาดว่าจะถึงไทยในสัปดาห์หน้า

๙. ม็อบเขมรเดือดยกพลปิดด่าน บีบไทยปล่อยตัวพ่อค้าของก๊อบปี้ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ที่ผ่านมา ชาวกัมพูชากว่า ๓๐๐ คน ได้ชุมนุมประท้วงปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศ – ปอยเปต โดยใช้รถเข็น รถสองล้อ นับร้อยคันมาจอดปิดขวางสะพานมิตรภาพ เพื่อกดดันให้ทางการไทยปล่อยตัวชาวกัมพูชาที่ถูกจับกุมคดีลักลอบขนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เข้าไทย ขณะที่ฝ่ายไทยหวั่นจะบานปลายกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว พร้อมสั่งห้ามคนไทยเข้า – ออกชั่วคราว เผย เป็นฝีมือของนายทุนกัมพูชาที่ปลุกระดมคนมาประท้วง เพราะกลัวขาดทุน หลังลงทุนซื้อสินค้าก๊อบปี้แบรนด์เนมมากักตุน แต่ถูกฝ่ายไทยสั่งห้ามนำเข้ามาขายในตลาดโรงเกลือ ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้เจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย จนได้ข้อยุติ ผู้ชุมนุมยอมเปิดด่านแล้ว

๑๐. ปิดด่าน กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

ภาพข่าว : กลุ่มพ่อค้าเสื้อผ้ามือสองชาวกัมพูชา ปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศ – ปอยเปต ฝั่งปอยเปต เพื่อเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยชาวกัมพูชาที่ถูกจับข้อหาขนสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เข้ามาขายตลาดโรงเกลือ ล่าสุดทางการไทยและกัมพูชา ได้ร่วมกันเจรจาจนสามารถเปิดช่องจราจรได้ชั่วคราวแล้ว

๑๑. รถไฟทับดับ ข่าวสด (หน้า ๑๔)

เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุชาวไต้หวันตกรถไฟเสียชีวิต บริเวณสถานีรถไฟ ถ้ำกระแซ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จากการสอบสวนทราบว่าผู้เสียชีวิตพร้อมเพื่อน ๑๒ คน เดินทางมาท่องเที่ยวไทย โดยขึ้นรถไฟขบวนที่ ๒๐๗ สายธนบุรี – น้ำตก เพื่อชมทางรถไฟสายมรณะ เมื่อรถไฟถึงสถานีถ้ำกระแส ผู้เสียชีวิตได้กระโดดลงไปขณะที่รถไฟยังจอดไม่สนิท ทำให้พลาดตกลงไปในราง และถูกรถไฟทับเสียชีวิต

๑๒. ดับอนาถ บ้านเมือง (หน้า ๑)

ภาพข่าว : นายอาเธอร์ ลิน ชาวไต้หวัน อาชีพไกด์อิสระที่กำลังจะลงรถไฟที่สถานีถ้ำกระแซ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แต่กระเป๋าสะพายที่คล้องคอได้ไปเกี่ยวกับราวจับดึงร่างนายอาเธอร์ไว้ ทำให้เสียหลักล้มลงร่างพลิกเข้าใต้ท้องรถ จนถูกล้อรถไฟทับเสียชีวิต

*********************************************
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันเสาร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑. ททท. ลุยโรดโชว์ ตปท. ฟื้นยอดครึ่งหลัง กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๒)

๒. อนุมัติฟรีค่าธรรมเนียมวีซ่า ดึงตี๋ – หมวยเที่ยวเมืองไทย เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๓. ท่องเที่ยวส่งสัญญาณฟื้น โหมโปรโมตมั่นใจ ๓ เดือนตลาดจีนทะลุล้านคน ไทยโพสต์ (หน้า ๗)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย วันนี้ (๑๖ สิงหาคม) ททท. จะจัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามแผนสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของไทยว่า พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมคาดว่าช่วง ๓ เดือน (สิงหาคม – ตุลาคม) ที่ออกมาตรการฟรีวีซ่า จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทย ๑ ล้านคน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ช่วงดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทย ๑.๒๓ ล้านคน
กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของจัดกิจกรรมไทยแลนด์ แฮปปี้เนส สตรีทเฟสติวัล เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยล่าสุดพบว่าชาร์เตอร์ไฟลต์เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวกลับมา โดยมีจำนวน ๖๗๑ เที่ยวบิน ใน ๖ จุดหมาย ส่วนตลาดยุโรปเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ๖.๗๙% ในช่วง ๖ เดือนแรก ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานในกลุ่มยุโรป เร่งทำตลาด โดยเฉพาะเยอรมนี สเปน และอิตาลี ที่อยู่ในช่วง
การเดินทางฤดูร้อน รวมทั้งมีแผนสร้างการรับรู้ล่วงหน้าผ่านการจัดโรดโชว์ในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ควบคู่กับการกระตุ้นยอดขาย โดยจัดทำ Joint Promotion กับบริษัททัวร์และสายการบิน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายจริง
ส่วนตลาดสแกนดิเนเวีย คาดว่าผ่านช่วงต่ำสุดและกำลังจะฟื้นตัว โดยเตรียมใช้แคมเปญ Bangkok Extended Weekend Package แถมที่พักฟรี ๒ คืนในกรุงเทพฯ ส่วนตลาดตะวันออกกลาง ที่กำลังชะลอตัวจากปัญหาสงครามในภูมิภาค จะมีการจัดแพ็กเกจซัมเมอร์ฮอลิเดย์ ร่วมกับบริษัททัวร์ของสายการบินเอมิเรตส์ ฮอลิเดย์ และกาตาร์ แอร์เวย์ จัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวหยุดยาวหลังเดือนแห่งการถือศีลอด และอิสราเอล จะร่วมกับสายการบินรอยัล จอร์แดน และบริษัทอิสซ์ต้า บริษัททัวร์รายใหญ่ จัดแพ็กเกจเข้ามาในช่วงเดือนสิงหาคมนี้
พร้อมคาดว่าปีนี้จะมีรายได้ลดลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีรายได้รวม ๑.๙ ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดต่างประเทศ ๑.๒ ล้านล้านบาท ลดลง ๐.๓๖% จากจำนวนนักท่องเที่ยว ๒๕.๕ ล้านคน ลดลง ๓.๙๔% และตลาดในประเทศ มีรายได้ ๗.๐๕ แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓% จากนักท่องเที่ยว ๑๓๕ ล้านคนครั้ง เพิ่มขึ้น ๓% เช่นกัน

๔. สนับสนุน ททท. เดลินิวส์ (หน้า ๕)

คอลัมน์สังคมข่าว โดย อันดามัน แนะให้ คสช. ให้การสนับสนุน ททท. เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวไทย เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยวเป็นรายได้ตรง และส่วนใหญ่เป็นเงินสด ซึ่งสามารถเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้ทันที นอกจากนี้ ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้นานาชาติเห็นว่า การปกครองของไทยโดยทหารไม่น่ากลัวอย่างที่คิด รวมถึงน่าจะต่ออายุราชการ นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. ออกไป เพราะทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง และเพื่อสานงานที่ค้างอยู่ให้เดินหน้าไปตามเป้าหมาย

๕. นักลงทุนห่วงเลือกตั้งช้า ๑ ปีปฏิรูปประเทศ ‘ไม่เสร็จ’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

๖. บิ๊กตู่อ้อนต่างชาติเชื่อมั่นไทย เบนเข็มลงทุนตลาดหุ้น เดลินิวส์ (หน้า ๖)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้พบปะกับพบนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อชี้แจงโรดแมพปฏิรูปประเทศ โดยได้ขอให้ นักลงทุนเข้าใจถึงสถานการณ์ของไทยว่า มีความซับซ้อน และต้องใช้เวลาในการแก้ไข พร้อมยืนยัน จะสนับสนุนความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุนกับต่างชาติต่อไป
ส่วนความกังวลเรื่องของกฎอัยการศึกที่อาจมีผลกระทบนั้น พบว่า นักลงทุนไม่ได้มีความกังวลเพราะระบบการค้า การเงิน ยังทำได้ตามปกติ ส่วนการท่องเที่ยว มีความกังวลว่าอาจมีปัญหาด้านการทำประกันชีวิต ซึ่งสิ่งที่ คสช. จะดำเนินการคือ ชี้แจงว่าไทยมีความปลอดภัยด้านการเดินทาง เหตุการณ์สงบเรียบร้อย และหากเกิดเหตุการณ์ ทาง คสช. ก็พร้อมจะดูแล โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการจัดอีเวนต์กระตุ้นการท่องเที่ยว สอดรับกับแผนสร้างให้ปี ๒๕๕๘ เป็นปีแห่งการท่องเที่ยว ยืนยัน หากไม่มีปัจจัยใดมาฉุดโรดโรดแมพของ คสช. ก็พร้อมจะพิจารณายกเลิก กฎอัยการศึกทันที
นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีความกังวลเรื่องการเลือกตั้งที่ล่าช้ากว่าแผน เพราะการปฏิรูปประเทศมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย รัฐบาลอาจทำไม่สำเร็จภายใน ๑ ปี ซึ่งทางหัวหน้า คสช. ย้ำว่า จะไม่ทำทุกเรื่อง แต่จะจัดลำดับความสำคัญ โดยจะให้ความสำคัญกับการลงทุนของต่างประเทศเป็นอันดับแรกๆ อย่างไรก็ตาม หลังจากได้มีการพูดคุยกัน นักลงทุนก็มีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

๗. ร้านหาดหัวหินขายราคากลาง ข่าวสด (หน้า ๑๖)

๘. จัดระเบียบ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๕)

เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้แจกเมนูอาหารราคากลางให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารริมชายหาดหัวหิน รวมถึงจัดทำป้ายราคากลางขนาด ๒ x ๔ เมตร ที่บริเวณทางลงชายหาดและชายหาดทั้ง ๒ ด้าน ตามนโยบายการจัดระเบียบชายหาด และเตรียมรื้อร้านค้าและสิ่งปลูกสร้าง กึ่งถาวรทั้ง ๒๒ ร้านค้า ในวันที่ ๑๘ สิงหาคมนี้ ด้านพ่อค้าแม่ค้าเผย มีลูกค้าสั่งอาหารรับประทานจำนวนมาก จนยอดขายอาหารเพิ่มขึ้นมาก เพราะเห็นว่าราคาอาหารเหมาะสม ทำให้อยากรับประทานอาหารมากขึ้น

๙. ย้ำอีโบลาเข้าขั้น ‘ภาวะสงคราม’ ไทยโพสต์ (หน้า ๑)

๑๐. อีโบลาระบาดแรงเกินคาด มะกันสั่งทูตเร่งอพยพด่วน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๑๐)

องค์การอนามัยโลก เผย มียอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสอีโบลาใน ๔ ประเทศแอฟริกาตะวันตกเพิ่มเป็น ๑,๐๖๙ รายแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานมาตรการรับมือระหว่างประเทศครั้งใหญ่ เพื่อจัดการกับการแพร่ระบาด พร้อมชี้ ยอดผู้เสียชีวิตยังไม่สะท้อนระดับวิกฤติของจริง และจำเป็นต้องมีมาตรการพิเศษเพิ่มเติมเพื่อควบคุมโรคติดต่อนี้ คาดการแพร่ระบาดจะเกิดต่อเนื่องไปอีกระยะ ขณะที่แพทย์ไร้พรมแดน ยอมรับเชื้อระบาดเร็วจนรับมือไม่อยู่
ด้านคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) และทางการจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันขันกีฬาโอลิมปิกเยาวชน ที่เมืองหนานจิง ได้ประกาศห้ามนักกีฬาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาด เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาทางน้ำและกีฬาต่อสู้แล้ว เพื่อรับประกันความปลอดภัยของนักกีฬาทุกคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน
ส่วนสหรัฐอเมริกา ยืนยัน จะทุ่มเทช่วยเหลือไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน เพื่อยับยั้งแพร่ระบาด ของโรค พร้อมแนะนำให้สมาชิกครอบครัวของเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำเซียร์ราลีโอนเดินทางออกจากประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ หลังก่อนหน้านี้ได้สั่งอพยพครอบครัวนักการทูตออกจากไลบีเรีย เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่น ประกาศจะมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินในการต่อสู้กับไวรัสอีโบลาแก่ประเทศในแอฟริกาตะวันตกราว ๑.๕ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับแอฟริกาใต้ ที่ตัดสินใจส่งห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่มายังฟรีทาวน์ เมืองหลวงของเซียร์ราลีโอน เพื่อลดปัญหาการส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจสอบยัง ที่อื่นๆ

๑๑. กระเทยทุบฝรั่ง ไทยรัฐ (หน้า ๑๕)

คอลัมน์ข่าวสั้นทันโลก : เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุสาวประเภทสองทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชายชาวอเมริกัน ที่บริเวณหน้าบาร์เบียร์ในซอยบัวขาว ย่านพัทยากลาง หน่วยกู้ภัยได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลพัทยาเมโมเรียล จากการสอบถามทราบว่า สาวประเภทสองดังกล่าว ไม่พอใจที่นักท่องเที่ยวไม่เข้าไปนั่งดื่มในบาร์เบียร์ จึงถอดรองเท้าส้นสูงฟาดที่หน้าผาก แล้ววิ่งหลบหนีไป

๑๒. สุขสันต์ ข่าวสด (หน้า ๔)

๑๓. สิงหาพาแม่เที่ยว บ้านเมือง (หน้า ๔)

ภาพข่าว : นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานเปิดงานครอบครัวสุขสันต์ สิงหาพาแม่เที่ยว และปล่อยคาราวานแรลลี่รถบัสและรถยนต์ กระจายตัวไปยังภูมิภาคทั่วประเทศ ที่ สยามนิรมิต

**************************************
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

15/8/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันศุกร์ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑. HELLO ! Travel ‘Thailand Gourmet’ เพื่อนเที่ยว – เพื่อนกิน ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๒)
๒. ททท. จับมือ HELLO ! เปิดตัวนิตยสารฉบับพิเศษ โลกวันนี้รายวัน (หน้า ๙)
สกู๊ปรายงานบรรยากาศการเปิดตัวนิตยสารฉบับพิเศษ HELLO ! Travel ‘Thailand Gourmet’ ตามติด ๑๐ คนดังไปชิมร้านอร่อยสุดโปรด ใน ๓๔ จังหวัดทั่วทั้ง ๕ ภูมิภาคของไทยจัดทำโดย นิตยสาร HELLO ร่วมกับ ททท. โดยมีนายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. และวราภรณ์ ศิริบุญมา กก.ผจก.บจก.เบอร์ด้า (ประเทศไทย) เป็นประธานแถลงข่าว รวมทั้งแขกรับเชิญพิเศษมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยว และแนะนำอาหารอร่อย

๓. ปล่อยแรลลี่ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)
ภาพข่าว : นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. ปล่อยคาราวานแรลลี่ “ครอบครัวสุขสันต์ สิงหาพาแม่เที่ยว” ณ ลานหน้าโรงละครสยามนิรมิต เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศประจำเดือนสิงหาคมนี้ โดยมีผู้สนใจร่วมกิจกรรม ๑,๐๙๐ คน

๔. ถกขึ้นประกันทัวร์ แอตต้าวอนรัฐจัดประชาพิจารณ์ก่อนขยับ หวั่นเพดาน ๕ เท่าทำเอสเอ็มอีเดี้ยงระนาว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๖)
แอตต้า เตรียมทำหนังสือถึงกรมการท่องเที่ยว ให้พิจารณาจัดเวทีประชาพิจารณ์ผู้ประกอบการบริษัททัวร์ ก่อนจะออกกฎหมายเพิ่มวงเงินประกันบริษัททัวร์ที่จดทะเบียนใหม่ ซึ่งจะปรับขึ้นกว่า ๕ เท่า โดยทางกรมฯ จะต้องชี้แจงถึงสาเหตุการปรับเพิ่มวงเงินในครั้งนี้ รวมถึงการบริหารจัดการเงินประกัน เนื่องจากภาคเอกชนมองว่า หากปรับขึ้นเพื่อต้องการแก้ปัญหาบริษัทเถื่อน ดูไม่สมเหตุสมผล เพราะ     ทำให้บริษัททัวร์ที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบได้รับความเดือดร้อนไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี  โดย  เห็นว่าภาครัฐควรจะเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าออกการออกกฎหมายใหม่
ด้านนางธิดา จงก้องเกียรติ ผอ.สำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เผย กรมการ-ท่องเที่ยว อยู่ระหว่างรวบรวมมติทั้งหมดของคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวฯ ที่เห็นชอบให้ปรับเพิ่มวงเงินประกัน ๕ เท่า เพื่อเสนอไปยัง สนช. ต่อไป ระบุ ที่ผ่านมาทุกฝ่ายต้องการให้ปรับเพิ่มวงเงิน เพราะเห็นถึงความจำเป็นในการคัดกรองบริษัทที่ดี และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็น เนื่องจากทุกประเทศในแถบอาเซียนวางวงเงินประกันที่สูงกว่าไทย  

๕. โรงแรม กระทุ้งบีโอไอหนุนแผนปรับธุรกิจ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๒)

๖. จี้รัฐคุมโรงแรมโชว์ใบอนุญาต ดันเอกชนนอกคอกเข้าระบบ เดลินิวส์ (หน้า ๗)
นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย เผย ต้องการอยากให้ภาครัฐพิจารณาเพิ่มหลักเกณฑ์สนับสนุนการลงทุนที่เอื้อต่อธุรกิจโรงแรมโดยตรง เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ทำรายได้ราว ๓๐% ของรายได้จากการท่องเที่ยว โดยแนวทางที่ต้องการมากที่สุดคือ มาตรการส่งเสริมโรงแรมเก่าที่ต้องการรีโนเวท ด้วยการลดหย่อนภาษี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในวงกว้างมาก เนื่องจากปัจจุบันตลาดต่างชาติชะลอตัว ทำให้รายได้ห้องพักและร้านอาหารลดลงหนักสุดในรอบหลายปี
รวมถึงต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการบังคับให้โรงแรมทุกแห่ง ที่ลงโฆษณาบริการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ และตามบูธงานท่องเที่ยว ต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาตการจดทะเบียนเป็นโรงแรมที่ถูกกฎหมาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวเห็นอย่างชัดเจน และเป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อป้องกันโรงแรมนอกระบบเข้ามาทำธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบัน พ.ร.บ.ธุรกิจโรงแรมยังมีช่องโหว จนไม่สามารถปราบปรามกลุ่มโรงแรมนอกระบบได้อย่างหมดสิ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้สร้างอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะโรงแรมต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบการก่อตั้งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรปรับเปลี่ยนการใช้งาน อาทิ จดทะเบียนเป็นธุรกิจโรงแรมแต่ปรับเปลี่ยนมาเป็นการให้เช่ารายเดือน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย และระบบความปลอดภัยที่ใช้งานยังแตกต่างกัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับผู้พักอาศัยได้

. เร่งบูมท่องเที่ยว เดลินิวส์ (หน้า ๗)
คอลัมน์หมายเหตุสีบานเย็น กล่าวถึงการเดินหน้าจัดระเบียบสังคมในด้านต่างๆ ของ คสช. ซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็ว และได้รับความเชื่อมั่นจากกับประชาชนเป็นอย่างมาก แต่ในด้านการท่องเที่ยว มองว่ามีความคืบหน้าน้อยมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาคเอกชนรอว่า คสช. จะมีมาตรการอะไรออกมา ประกอบกับยังไม่มีการยกเลิกกฎอัยการศึก ทำให้หลายประเทศไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจในครั้งนี้ ค่อนข้างจะต่อต้านการเดินทางมาของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสัมมนา หลายประเทศได้ย้ายไปจัดในประเทศเพื่อนบ้านแทน ซึ่งที่น่าเสียดายโอกาสเป็นอย่างมาก
ส่วนช่วงไฮซีซั่นปีนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวอาจจะเจอมรสุมจากการเมือง แต่ก็ต้องมีการปรับกลยุทธ์ด้วยว่า จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกครั้ง โดยมองว่า ยุทธศาสตร์ด้านท่องเที่ยวในขณะนี้ยังไม่มีอะไรใหม่ที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมา ทั้งที่ถือว่าเป็นรายได้อันดับต้นๆ ของประเทศยิ่งใกล้เปิดเออีซีในปี ๒๕๕๘ ไทยจำเป็นต้องเตรียมยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวไว้ให้พร้อม ไม่เช่นนั้นจะเสียส่วนแบ่งตลาดด้านท่องเที่ยวให้กับเพื่อนบ้าน หากยังนิ่งเฉยอยู่

๘. โอกาสในวิกฤติของ คสช. – ททท.ไทยโพสต์ (หน้า ๕)
คอลัมน์เปลว สีเงิน คนปลายซอย กล่าวถึงอนุสาร อสท. ฉบับประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗ เฉลิมพระชนมพรรษามหาราชินี ซึ่งสวยสะดุดตา พร้อมกับคิดว่า เมื่อครบปี ๑๒ ฉบับ อสท. น่าเย็บรวมเล่มเป็นแต่ละปีไป เชื่อจะมีคนซื้อหรือหากจะแจกเพื่อการศึกษาตามโรงเรียน ก็จะมีประโยชน์เป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ผู้เขียนมองว่า นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคณะ คสช. เข้ายึดอำนาจ มี ๑ ผลงานที่ต่างประเทศชื่นชม มีการนำเสนอทั้งสื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ เป็นภาพบวกอยู่ในขณะนี้คือ การจัดระเบียบชายหาด ที่หาดป่าตอง หาดสุรินทร์ ของภูเก็ต คืนหาดให้เป็นสถานที่พักผ่อนสาธารณะสวยงามดังเดิม โดยสื่อต่างชาติโดยเฉพาะ CNN ได้นำเสนอข่าวชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นโอกาสในวิกฤติ
พร้อมอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ หาเงินเข้าประเทศ  โดยไม่ต้องไปลงทุน เพียงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว เพิ่มศักยภาพ ททท. ให้ทำแผนหาเงินเข้าประเทศ  ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และระยะเฉพาะหน้า โดยน่าจะฉวยโอกาสที่ต่างชาติชื่นชมผลงานด้านคืนชายหาดให้นักท่องเที่ยว ปลุกและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้รีบวางแผนเข้ามาเที่ยวเมืองไทยในช่วงไฮซีซันที่จะถึงนี้
ชี้ ททท. มีศักยภาพอยู่แล้ว และทำอยู่แล้ว แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญ วางเป้า วางนโยบายตรงนี้อีกซักนิด เชื่อว่าปลายปีที่เศรษฐกิจซบเซา การท่องเที่ยวจะเป็นอ็อกเทนที่ช่วยให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ดี ตอนนี้โอกาสเปิด ททท. พร้อม รออีก ๒ จังหวะคือ ตั้งรัฐบาล ตั้งนายกฯ เมื่อมีรัฐบาลบริหารก็ยกเลิกกฎอัยการศึก เมื่อเลิกกฎอัยการศึก ละลายภาพเผด็จการครองประเทศ เท่ากับทลายกำแพงที่ขวางกั้นการท่องเที่ยวไทย ทุกอย่างคืนภาวะปกติ รัฐบาลกับ ททท. ช่วยกันตบแต่งบ้าน คอยเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว ตลอดจนดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวก เชื่อนักเที่ยวจะหลั่งไหลเข้ามา เพราะชื่อไทย คนไทย อาหารไทย ความหลากหลายของไทย หาดทราย ชายทะเลไทย จะเป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทย และปีหน้าจะเข้าสู่ AEC พื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในวิสัยทัศน์ ททท. จะไม่อยู่แค่พื้นที่ของไทยเท่านั้น ต้องเป็นพื้นที่ ๑๐ ประเทศ เป็นตลาดทำเงินเข้าประเทศนอกเหนือจากบ้านตัวเองด้วย โดยมองว่า ททท. น่าไปร่วมลงทุนบริหาร หรือขอรับสัมปทาน เพื่อบริหารจัดการท่องเที่ยวในจุดที่มีแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่ติดต่อ และใกล้เคียงกับประเทศกัน อย่างพม่า กว้างกว่าไทย ๒-๓ เท่า อาณาจักรพุกามเก่าแก่และเกิดก่อนไทย ๒ - ๓ พันปี หลายเมือง หลายสถานที่ประวัติศาสตร์ยังน่าเที่ยว น่าศึกษา แต่การบริหารจัดการเพื่อการท่องเที่ยวยังไม่มี เพราะยังไม่พร้อมด้านประสบการณ์
หาก ททท. ใช้ศักยภาพเข้าไปร่วมบริหาร หรือไปสัมปทาน ลงทุนบริหารจัดการเพื่อการท่องเที่ยว น่าจะเป็นการลงทุน “มิติใหม่” ของไทย ของ ททท. ควบคู่กับ AEC ที่ผู้เขียนคิดว่า คสช.น่าจะสนใจ และวางแผน วางนโยบาย บนความเป็น "ธุรวิสาหกิจบริการ" ที่ใช้เพียงความชำนาญเท่านั้น เป็นทุนไปลงทุน

๙. ลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว แรงส่งฟื้นธุรกิจไฮซีซั่น กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๑)
คอลัมน์จับกระแส โดย สรัญญา จันทร์สว่าง กล่าวถึงกรณี สทท. เตรียมเสนอ คสช. ให้พิจารณานักท่องเที่ยวคนไทยนำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว อาทิ ค่าโรงแรม ที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ มาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงิน ๒ หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวว่า นับเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ยิ่งอนุมัติได้เร็ว ก็น่าจะมีผลดีต่อไฮซีซั่น เพราะโดยภาพรวมธุรกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจไทยยังต้องลุ้นอยู่ว่า จะกลับมาฟื้นตัวได้จริงตามคาด ในฤดูกาลขายไตรมาสสุดท้ายนี้หรือไม่

๑๐. เที่ยวไทยแกร่ง โพสต์ ทูเดย์ / วิเคราะห์ต่างประเทศ (หน้า ๓)
คอลัมน์โลกมองไทย นำเสนอทัศนะของ มิเชล แกรนท์ ผจก.ด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวแห่งยูโรมอนิเตอร์ ที่แสดงทัศนะผ่านเว็บไซต์ข่าวสารด้านการท่องเที่ยว “ทราเวิลโล” ระบุว่า เสน่ห์ของไทยด้นการท่องเที่ยวมีความแข็งแกร่งอย่างมาก และมากเกินกว่าที่เหตุการณ์ความไม่สงบทางการจะสามารถกัดกร่อนลงได้
ปัจจัยหนึ่งทำให้การท่องเที่ยวไทยแข็งแกร่งคือ นักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย และมาเลเซีย ที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากถึง ๕๔% ระหว่างปี ๒๐๐๖ – ๒๐๑๓ และมีการคาดการว่านักท่องเที่ยวทั้ง ๓ ชาติจะเพิ่มขึ้นอีกใน ๕ ปีข้างหน้าที่ ประกอบกับมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ราคาสมเหตุสมผล และการทำงานของภาครัฐและภารเอกชน ที่วางกลยุทธ์ส่งเสริม สนับสนุน และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไว้เป็นอย่างดี และมีกาลงมือทำอย่างรวดเร็ว  

๑๑. “พาณิชย์” สั่งค้าภายในจังหวัดเข้มราคาอาหารแหล่งท่องเที่ยว ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๙)

๑๒. คุมราคาอาหารแหล่งท่องเที่ยว ไทยรัฐ (หน้า ๙)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กำชับให้สำนักงานการค้าภายในจังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ตรวจสอบการจำหน่ายอาหารบริเวณแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภค โดยต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่าสถานที่ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ   มาประกอบด้วยว่าราคาจำหน่ายสมเหตุสมผลหรือไม่
ทั้งนี้ ในแง่ของระเบียบปฏิบัติ ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการส่วนจังหวัด สามารถออกมาตรการกำหนดราคาแนะนำ โดยกำหนดราคาแนะนำสำหรับการขายสินค้าที่มีปัญหาได้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม หรือให้ผู้ค้ากำหนดราคาเองโดยให้บวกกำไรได้ไม่เกิน ๓๐% หากผู้ค้ารายใดขายเกินราคาแนะนำ สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ โดยมีโทษจำคุก ๗ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑.๔ แสนบาท กรณีฉ้อโกง มีโทษจำคุก ๓ ปี ปรับไม่เกิน ๖ พันบาท

๑๓. เมนู หัวหินลดราคาฮวบ เผยถูกลงเกิน ๕๐% ผู้ค้ายอม ๑๘ ส.ค.นี้รื้อถอน ! ข่าวสด (หน้า ๑)

๑๔. รื้อร้านรุกหาดหัวหิน ๑๘ ส.ค.นี้ จัดระเบียบใหม่ – ติดป้ายราคาอาหาร ภูเก็ตลุยขอคืนพื้นที่ ๕ หาดท่องเที่ยว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๕)
การแก้ปัญหาร้านค้าริมชายหาดหัวหิน ขายอาหารแพงเกินจริงได้ข้อยุติ โดยจะมีการตั้งราคาเมนูอาหารใหม่ ปรับลดลงเกิน ๕๐% อาทิ ส้มตำ ๑๕๐ บาท ลดเหลือ ๔๕ บาท อาหารทะเลเผา ๙๐๐ บาท เหลือ ๓๕๐ – ๕๐๐ บาท เป็นต้น ขณะที่ผู้ขายต่างพอใจผลสรุปการจัดระเบียบ เชื่อจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ด้านเทศบาลเมืองหัวหิน เตรียมเริ่มรื้อถอน ๒๒ ร้านค้าที่รุกหาด ในวันที่ ๑๘ สิงหาคมนี้ คาด ๕ วันแล้วเสร็จ แล้วจะวางหมุดวางผังร้านค้ากันใหม่ มีพื้นที่เก็บอุปกรณ์ จุดประกอบอาหาร   เว้นทางเดิน และมีรูปแบบเป็นระเบียบสวยงาม
ส่วนที่จังหวัดภูเก็ต ได้เริ่มรื้อถอนร้านค้าและสถานประกอบการที่สร้างรุกพื้นที่หาดใน ๓ พื้นที่หลักคือ หาดกะหลิม หาดไตรตรัง ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ หาดสุรินทร์ หาดบางเทา ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง และหาดในยาง ในพื้นที่อุทยานฯ สิรินาถ อำเภอถลาง ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๗

๑๕. ชาวจีนโกหกเรื่องเที่ยวมากสุด กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๒๙)
โฮเทลส์ ดอทคอม เผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดพักผ่อน จากผู้ตอบแบบสอบถาม ๒,๔๙๕ รายใน ๒๘ ประเทศทั่วโลก พบว่า ชาวจีนประมาณ ๖๗% ยอมรับว่า จะโกหกเรื่องการไปพักร้อนให้เพื่อนและครอบครัวฟัง ขณะที่ชาวเยอรมัน เป็นอันดับ ๒ ที่ ๖๔% และเกาหลีใต้เป็นอันดับ ๓ ที่ ๔๘% โดยเหตุผลที่นักท่องเที่ยวแต่งเรื่องไปเที่ยวของตนคือ เพื่อสร้างความประทับให้กับคนอื่น นอกจากนี้ ยังพบว่านักท่องเที่ยวที่จริงใจมากที่สุดคือ ชาวเม็กซิกัน ที่มีเพียง ๘% เท่านั้นที่ยอมรับว่าโกหกเรื่องเที่ยว รองลงมาคือ ฮ่องกง 

๑๖. ค้าน “จอนจีฮยอน” เป็นทูตการท่องเที่ยว ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๔)
ประธานการท่องเที่ยวเกาหลี ได้จัดพิธีมอบตำแหน่งทูตการท่องเที่ยวให้กับนักแสดงสาว “จอนจีฮยอน” ที่โด่งดังจากซีรีส์เรื่อง My Love from the Star โดยเฉพาะในจีนแผ่นดินใหญ่ ซีรีส์เรื่องดังกล่าวได้เข้าไปสร้างกระแสจนจอนจีฮยอน และพระเอกของเรื่องกลายเป็นซูเปอร์สตาร์
ขณะเดียวกันได้มีกระแสคัดค้านว่าจอนจีฮยอน ไม่เหมาะสม เนื่องจากเคยรับงานพรีเซ็นเตอร์น้ำแร่ Hongda Bingchuan Mineral Water จากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ชาวเกาหลีบางส่วนเชื่อว่าเป็นเป็นการฉีกหน้าเกาหลีอย่างแรง
อย่างไรก็ตาม ทางการท่องเที่ยวเกาหลีได้ออกแถลงถึงเรื่องนี้ว่า ทางการท่องเที่ยวได้ตัดสินใจแต่งตั้งจอนจีฮยอน ให้มาทำหน้าที่ก่อนที่จะเปิดประเด็นเกี่ยวกับน้ำแร่ Hongda Bingchuan แล้ว และแม้จะเกิดเรื่องเข้าใจผิด แต่ทางการท่องเที่ยวก็เชื่อว่าชื่อเสียงของจอนจีฮยอน กับซีรีส์ My Love from the Star น่าจะช่วยบูมการท่องเที่ยวเกาหลีได้

๑๗. ผวา อีโบลาโสมขาวงดบิน เคนยา’ ‘ไนจีเรียวิตกเชื้อแพร่ไปนอก ลากอสASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๓)
สายการบินเคเอแอล ของเกาหลีใต้ ได้ระงับเที่ยวบินไป – กลับเคนยา เพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอีโบลา แม้จะยังไม่มีรายงานว่าพบผู้ป่วยในประเทศนี้ ด้านกินี ได้ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ขณะที่ไนจีเรียยอมรับ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น ๑๑ ราย พร้อมเป็นห่วงว่าเชื้อจะแพร่ออกไปนอกเมืองลากอส

๑๘. คุมเข้ม อีโบลา ชายแดน สธ.ตามชาวร้อยเอ็ด ๑ ราย มติชนรายวัน หน้า ๑๐)
กรมควบคุมโรค เดินตามกฎขององค์การอนามัยโลก คุมเข้มแนวชายแดนทั่วประเทศ พร้อมย้ำ ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าข่ายเฝ้าระวังโรคติดเชื้อรุนแรงแม้แต่รายเดียว ล่าสุดอยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรคอีโบลาจากชาวร้อยเอ็ด ๑ ราย ที่เพิ่งกลับจากไนจีเรีย

๑๙. นักท่องเที่ยวโวยตำรวจจราจร ข่าวสด (หน้า ๑๑)

๒๐. ๒ นักท่องเที่ยวโวยตำรวจพัทยา สยามรัฐ (หน้า ๑๔)
เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวอาหรับเอมิเรตส์ และนักท่องเที่ยวชาวคูเวต ได้ถือใบสั่งค่าปรับในข้อหาขับรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย เข้าร้องเรียนต่อ ผกก.สภ. เมืองพัทยา เนื่องจากค่าปรับแพงกว่าความเป็นจริง โดยถูกปรับ ๒ พันบาท และตำรวจยังพูดจาไม่สุภาพ จึงได้ขอเข้าพบตำรวจระดับผู้มีอำนาจเพื่อขอความเป็นธรรม
ด้าน ผกก.สภ.เมืองพัทยา ได้พูดคุยกับ ๒ นักท่องเที่ยว พร้อมได้ตักเตือนเรื่องการสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ และได้มอบเสื้อให้เป็นที่ระลึก รวมทั้งได้เรียกตำรวจจราจร ๒ นาย มาว่ากล่าวตักเตือน ไม่ให้ปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวเช่นนี้อีก
*******************************************
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th