ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

19/9/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันศุกร์ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗

๑. ททท. เจาะตลาดทัวร์ยุ่นรับปลายปี เดลินิวส์ (หน้า ๑๔)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย ททท. เตรียมเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยว “จาตา ทัวริสซึ่ม เอ็กซ์โป เจแปน ๒๐๑๔” ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๘ กันยายนนี้ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจาก ๑๕๐ ประเทศทั่วโลก มาร่วมงาน พร้อมนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศจำนวน ๑ พันคูหา ต่อผู้ประกอบการนำเที่ยวญี่ปุ่นกว่า ๕๐๐ ราย และชาวญี่ปุ่นอีกนับหมื่นคนที่จะมาร่วมงาน
โดย ททท. ได้นำแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ๕ อันดับที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นสนใจ ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต บางแสน พัทยา และเชียงใหม่ รวมถึงจะจัดงาน “อะเมซิ่ง ไทยไนท์” ในคืนวันที่ ๒๔ กันยายนนี้ โดยได้เชิญผู้ประกอบการนำเที่ยวทั้งภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชนญี่ปุ่นเข้ารับฟังสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยในช่วงปลายปี รวมถึงนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จะร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งนี้ด้วย และสุดท้ายจะนำเสนอความเป็นไทย หรือไทยเนส อาทิ มวยไทย นวดแผนไทย การทำอาหารไทย เป็นต้น เพื่อเป็นจุดขายสำคัญสำหรับปีนี้

๒. ททท. แก้เกมคนไทยแห่เที่ยวญี่ปุ่น ไทยรัฐ (หน้า ๗)

๓. กระตุ้นท่องเที่ยว เดลินิวส์ (หน้า ๗)

นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. เผย ททท. ได้ลงนามเอ็มโอยูกับเมืองเซนได เพื่อดึงชาวญี่ปุ่นจากเมืองเซนไดมาเที่ยวไทย เนื่องจากเที่ยวบินที่บินจากไทยไปยังเมืองเซนได ทั้งเที่ยวบินปกติหรือแบบเช่าเหมาลำ ต้องการผู้โดยสารเดินทางในเที่ยวกลับ โดย ททท. ได้รุกทำการตลาดลักษณะนี้ จนมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางกับเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำได้หลายเที่ยวบิน รวมทั้งได้จัดโรดโชว์ในเมืองรอง ได้แก่ ฮอกไกโด ชิซุโอกะ อาคิตะ คานากาวะ และอิชิกาว่า
พร้อมเผย สถานการณ์นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นช่วง ๘ เดือนที่ผ่านมา ยังติดลบ ๒๐.๖๑% หรือมีจำนวน ๘๐๗,๙๐๙ คน เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง และการฟื้นตลาดต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่รวดเร็วเหมือนตลาดจีน หากถึงสิ้นปี ๒๕๕๗ มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาไทยเท่ากับปี ๒๕๕๖ คือ ๑.๕๓ ล้านคนก็ถือว่าดีแล้ว
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนญี่ปุ่นมากขึ้น ททท. จึงอาศัยจังหวะของการจัดงานจ้าต้า ทัวริซึ่ม เอ็กซ์โป เจแปน ๒๐๑๔ ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๘ กันยายนนี้ เชิญนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ไปกล่าวแถลงการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมทั้งสื่อมวลชนของญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะประชาสัมพันธ์เมืองรองของไทยที่อยู่ในโครงการ “เมืองต้องห้าม...พลาด” ที่คาดว่าคนญี่ปุ่นน่าจะชื่นชอบด้วย

๔. ที่ปรึกษา รมว.ท่องเที่ยว กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๒๘)

คอลัมน์ BUZZINESS โดย @ktmkt กล่าวถึงนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ว่า เปิดตัวทีมที่ปรึกษาได้น่าสนใจ โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอักกพล พฤกษะวัน อดีตรองผู้ว่าการ ททท. แม่ทัพด้านการวางแผนและนโยบายอันดับต้นๆ ให้กับการท่องเที่ยวไทย ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง และมีคุณสมบัติด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือ เป็นคนทำงานมุ่งมั่น และไม่โอนอ่อนตามแรงบีบคั้นของการเมือง แม้สุดท้ายต้องไปนั่งในตำแหน่งที่ปรึกษาก่อนเกษียณอายุ แต่ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ถือว่าเหมาะอย่างยิ่งกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลในยุคที่ตั้งใจจะเข้ามาปฏิรูปประเทศ ดังนั้น ไว้ใจได้แน่ว่า รมว.กอบกาญจน์ จะเป็นมือใหม่ของวงการท่องเที่ยว แต่ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน และหากตั้งใจเข้ามา สางปมแก้ปัญหาได้จริง โอกาสที่จะดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตได้ไม่ยาก

๕. ‘บิ๊กตู่’ แจงกดดัน ! พูดใส่บิกินี ขอโทษอังกฤษแล้ว หลักฐานใหม่คดีฆ่า ๒ ฝรั่ง ดีเอ็นเอก้นบุหรี่ตรง ‘อสุจิ’ พ่อแม่แหม่มร่ำไห้ดูศพลูก ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๖. เบนเข็มสืบจากบุหรี่ ผลดีเอ็นเอตรงกับอสุจิ ๒ ฆาตกร พุ่งเป้าคนไทยนิยมสูบ ‘แอลเอ็ม’ นายกฯ จี้คดี ขอโทษพูดเรื่องบิกินี เดลินิวส์ (หน้า ๑)

๗. สื่อนอกซัด “บิ๊กตู่” หมิ่นแหม่ม นายกฯ รับเสียใจ – ขอโทษ สั่ง ตร.เข้มดูแลนักท่องเที่ยว ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

๘. เริ่มใหม่คดีฆ่านักท่องเที่ยว จับตาโรฮิงญา ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

๙. มุ่งล่าชายเอเชีย นับหนึ่งใหม่คดี ๒ ฝรั่ง พ่อแม่เหยื่อบินรับศพ บิ๊กตู่ขอโทษพูดถึงบิกินี คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งติดตามหาคนร้ายที่ก่อเหตุฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ได้เริ่มนับ ๑ ใหม่ หลังผลการตรวจดีเอ็นเอไม่ตรงกับผู้ต้องสงสัยที่ควบคุมตัวไว้ โดยขณะนี้ได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มบุคคล ๓ กลุ่มคือ กลุ่มคนไทยที่อยู่บนเกาะ กลุ่มแรงงานต่างด้าว และกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยกัน
โดยขณะนี้ได้ให้น้ำหนักไปที่กลุ่มแรงงานต่างด้าวมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มโรฮิงญา เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมโหดเหี้ยมทารุณ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดประเด็นนายคริสโตเฟอร์ อลัน แวร์ เพื่อนของผู้เสียชีวิตออกจากผู้ต้องสงสัย เนื่องจากยังมีวัตถุพยานสำคัญอีกหลายชิ้นซึ่งกำลังรอผลพิสูจน์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ปล่อยตัวนายคริสโตเฟอร์ กลับอังกฤษแล้ว หลังผลการตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
พร้อมจะเร่งติดตามหาชายชาวเอเชียที่พบในกล้องวงจรปิด ที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม รวมทั้งหาข่าวความเคลื่อนไหวของผู้ชายไม่ต่ำกว่า ๒ คน ที่นั่งอยู่บริเวณโขดหินทางผ่านไปยังจุดที่เกิดเหตุ หลังพบก้นบุหรี่ยี่ห้อแอลเอ็มตกอยู่ ๑ มวนที่หน้าโขดหิน และนำไปตรวจสอบพบว่า มีดีเอ็นเอ ๒ ชนิดหรือ ๒ คนในบุหรี่มวนเดียว และตรงกับดีเอ็นเออสุจิที่พบในศพของ น.ส.ฮานนาห์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตั้งหลักสืบสวนใหม่ให้ลึกที่สุด
ด้านนายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ส่งกำลัง อ.ส.ชุด ฉก.ท่าเพชร ๒๐ นาย ไปสนับสนุนตำรวจที่จุดตรวจบริเวณท่าเทียบเรือเกาะเต่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยว ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าออกเป็นจำนวนมากตามปกติ
นายประภาส อินทนปสาธน์ ผอ.ททท.สนง.สุราษฎร์ธานี ระบุ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่และของประเทศ เพราะภาพข่าวได้สื่อสารไปอย่างรวดเร็ว แต่มั่นใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งคลี่คลายคดีและจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ พร้อมได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ต่างประเทศได้รับทราบ เนื่องจากเกาะเต่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ ๘ แสนคน หากการคลี่คลายคดีและติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นการลดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของประเทศ และกอบกู้ภาพลักษณ์กลับคืนมาได้เร็ว
ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง ๒ ได้เดินทางมาถึงไทยเพื่อรับศพแล้ว โดยยังอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจ และไม่ต้องการให้รายละเอียดใดๆ ต่อสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ทางญาติไม่ติดใจกับผลการชันสูตรแต่อย่างใด แต่ฝากถึงสื่อมวลชนให้ช่วยนำเสนอข่าวในมุมมองที่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ให้กระทบ และช่วยคำนึงถึงครอบครัวผู้เสียชีวิต
ด้านสื่อต่างประเทศได้รายงานข่าว สถานทูตอังกฤษรู้สึกไม่สบายใจที่ได้ยิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พูดถึงการใส่ชุดบิกินีเดินตามชายหาดของนักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติ อาจไม่ปลอดภัย จนต้องติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวขอโทษชาวต่างชาติ กรณีได้กล่าวตักเตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงความเหมาะสม และอันตรายในการใส่ชุดบิกินิเที่ยวในไทย จนอาจทำให้ชาวต่างชาติไม่พอใจ ยืนยัน ไม่มีเจตนาที่จะดูถูกใคร เพียงแต่ต้องการเตือนว่าบางครั้งต้องระมัดระวังในบางสถานที่หรือบางเวลา และรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย และตำรวจเร่งติดตามหาคนร้าย และเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยขณะนี้ยังปิดเกาะและตรวจเข้มคนเข้า - ออก โดยเชื่อว่าจะหาตัวคนร้ายได้ รวมทั้งได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทยแล้ว

๑๐. ททท. ทำงานหนัก / อาชญากรข้ามชาติ เดลินิวส์ (หน้า ๕)

คอลัมน์สังคมข่าว โดย อันดามัน กล่าวถึงช่วงไฮซีซั่นปีนี้ว่า ททท. คงต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อชักชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย หลังช่วงที่ผ่านมาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า นักท่องเที่ยวทั้งจากอเมริกา และยุโรป เดินทางเข้ามาน้อยมาก ยิ่งช่วงนี้ประสบปัญหา ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษถูกทำร้ายจนเสียชีวิตที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด เพื่อกอบกู้หน้าตาของประเทศกลับคืนมา
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ยืนยัน ยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะยังมีกลุ่มคนที่พยายามเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวอาจไม่เดินทางมาไทย ทั้งนี้ มีบทวิจัยจากทีไอเจ ระบุว่า ไทยกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของ กลุ่มอาชญากรข้ามชาติจากทุกมุมโลกมากถึง ๒๒ แก๊ง ซึ่งฟังดูแล้วน่าตกใจ เพราะไม่รู้ว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยอยู่ตรงไหน พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งพัทยา ภูเก็ต กระบี่ และพังงา แฝงไปด้วยกลุ่มคนเหล่านี้ คนไทยต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากหวังจะพึ่งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารคงไม่ไหวแน่นอน

๑๑. ขยับตัวช้า ข่าวสด (หน้า ๔)

คอลัมน์ข่าวข้นคนเข้ม โดย สันตะวา กล่าวถึง นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาว่า ขยับตัวช้าเกินสำหรับกรณีเหตุการณ์ฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลำพังการฟื้นฟูการท่องเที่ยวก็หนักอยู่แล้ว ยิ่งมาเกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำเติมเข้าไปอีก ยิ่งเป็นงานหิน

๑๒. คดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษ โพสต์ ทูเดย์ (หนา A ๔)

คอลัมน์สังคมโพสต์ทูเดย์ โดย นายโรงเล่า กล่าวถึงคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษที่ เกาะเต่า ที่ทำให้ภาพลักษณ์ไทยเสียหายอีกครั้ง อีกทั้งการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในยุคข่าวสาร ไร้พรมแดน จึงมีข่าวหลุดออกมาในลักษณะ “มั่ว” และมี “ข่าวลวง” แต่ก็เชื่อว่าผลสุดท้ายหากมีการเร่งรัดอย่างรอบคอบของเจ้าหน้าที่ และฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องประชาสัมพันธ์เชิงรุก จะสามารถกู้ภาพลักษณ์บ้านเมืองสงบร่มเย็น และธรรมชาติสวยงามกลับมาได้
ในมุมมองกลับกัน เทศกาลฟูลมูนปาร์ตี้ ที่จัดขึ้นทุกเดือนจนกลายเป็นเทศกาลแสดงออกอย่างเสรี และแฝงด้วยสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด รวมถึงการก่อคดีอาชญากรรม ผู้ประกอบการในพื้นที่ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และผู้ที่มีหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัย จะมีมาตรการการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่อย่างไร หรือจะเป็นอีกหนึ่งวัวหายแล้วล้อมคอก เพื่อให้ชื่อเสียของการท่องเที่ยวไทยเผยแพร่ออกไปเป็นระยะๆ พร้อมติง อย่าเอาแต่รายได้ อย่าละเลยหน้าที่ เรื่องนี้ต้องถึงมือประธาน คสช. อีกหรือ

๑๓. ฆ่าหนุ่มสาวอังกฤษ ไทยรัฐ (หน้า ๑๙)

คอลัมน์เลขที่ ๑ วิภาวดีฯ โดยเพลิงมรกต กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษที่เกาะเต่า พร้อมระบุว่า คดีนี้ถือเป็นคดีใหญ่ เป็นคดีระดับชาติที่ท้าทายฝีมือของรัฐบาลใหม่ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะในสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่ใดๆ ย่อมเกิด คดีอาชญากรรมขึ้นมาได้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วตำรวจในฐานะผู้รักษากฎหมายต้องติดตามจับกุมคนร้ายให้ได้ เพื่อแสดงให้ต่างชาติเห็นถึงประสิทธิภาพของกฎหมาย และเป็นหนทางเดียวที่จะเยียวยาภาพพจน์การท่องเที่ยวของเมืองไทย

๑๔. ประจานท่องเที่ยวไทย บางกอก ทูเดย์ (หน้า ๗)

คอลัมน์สังเวียนการเมือง โดย อัคคี กัมปนาท กล่าวถึงข่าวเชิงลบที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย ล่าสุด เกิดเหตุฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า รวมถึงเหตุหญิงไทยกระโดดลงบ่อจระเข้ ที่ฟาร์มจะเข้สมุทรปราการ ยังไม่รวมข่าวก่อนหน้าที่มีนักท่องเที่ยวถูกทำร้ายและปล้นทรัพย์
โดยได้ตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับจิตสำนึกในการทำธุรกิจท่องเที่ยวของคนบางคน ของธุรกิจบางกลุ่ม ถึงทำให้ไม่สนใจที่จะห่วงใยภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย ทั้งๆ ที่ปีนึงมีรายได้จากการท่องเที่ยวไหลเข้าประเทศระดับล้านล้านบาทแล้ว เหตุใดจึงไม่มีใครคิดเรื่องการสร้างความเข้มแข็งในด้านการระมัดระวังป้องกันให้กับนักท่องเที่ยวในทุกกรณีบ้าง อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมมือกับแต่ละจังหวัด สร้างทีมการ์ดที่เข้มแข็งเพื่อมาคอยดูแลนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ
ส่วนฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ ที่เปิดทำธุรกิจมา ๓๐ – ๔๐ ปี แต่กลับปล่อยให้มีข่าวลือที่ ไม่ดีออกมา และเมื่อตกเป็นข่าวก็ประจานธุรกิจท่องเที่ยวไทย ขณะที่สื่อมวลชนบางส่วนแทนที่จะเสนอข่าวในเรื่องการระมัดระวังป้องกัน กลับเสนอข่าวว่าผู้เสียชีวิตมีสภาพจิตผิดปกติ เป็นโรคซึมเศร้า กลายเป็นว่าผู้เสียชีวิตผิด พร้อมฝากถึง นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ช่วยออกมาตรการให้ภาคธุรกิจรู้จักระวังป้องกัน ไม่ปล่อยให้ประจานการท่องเที่ยวไทยรายวันเช่นนี้

๑๕. วธ.สร้างหนังกู้ภาพลักษณ์ประเทศ ไทยรัฐ (หน้า ๑๕)

๑๖. ทุ่ม ๒๐ ล.สร้างหนังวัฒนธรรมไทย ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๙)

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เผย วธ. เตรียมดำเนินการสร้างภาพยนตร์เพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของประเทศ โดยจะสร้างภาพยนตร์ ๓ ประเภท ได้แก่ ๑. ภาพยนตร์สารคดีความยาว ๗ นาที ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ ๒. เปิดให้ประชาชนทั่วไปส่งผลงานสารคดีความยาว ๕ นาทีเข้าประกวด และจะคัดเลือกนำมาจัดฉายช่วงเทศกาลปีใหม่ และ ๓. จัดสร้างภาพยนตร์เรื่องยาว โดยตั้งเป้าจัดฉายโรงภาพยนตร์ในประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศสมาชิกอาเซียน ขณะนี้อยู่ระหว่างการทาบทามตัวนักแสดง ทั้งจากจีน เกาหลี และญี่ปุ่น โดยจะใช้เวลาจัดสร้างประมาณ ๖ เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน ๒๕๕๘
ส่วนเนื้อหาของภาพยนตร์ ได้กำหนดให้ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรม และภาพลักษณ์ของประเทศ เผยแพร่ไปในต่างประเทศทั่วโลกในโอกาสต่างๆ รวมทั้งในสื่อสาธารณะ และสำนักข่าวต่างประเทศ โดยมอบหมายให้สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินการทั้ง ๓ เรื่อง สำหรับภาพยนตร์เรื่องยาว ได้ตั้งงบปี ๒๕๕๗ จัดสร้างไว้ ๒๐ ล้านบาท

๑๗. กินเจ ๒ รอบเงินสะพัด ๕.๑ หมื่น ล. ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๙)

๑๘. ‘กินเจ’ ๒ รอบเงินสะพัด ๕ หมื่น ล. / คนถือศีลบ่นอุบอาหารแพงเท่าตัว มติชนรายวัน (หน้า ๙)

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจปี ๒๕๕๗ ว่า คาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า ๕.๑ หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงสุดในรอบ ๗ ปี เนื่องจากมีการกินเจ ๒ รอบคือ รอบแรกระหว่างวันที่ ๒๔ กันยายน – ๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ และรอบ ๒ ระหว่างวันที่ ๒๔ ตุลาคม – ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ และคาดว่าการ ใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ น่าจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส ๔ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ ๔ – ๕% และทำให้ทั้งปีจะขยายตัวได้ ๒%

๑๙. นักท่องเที่ยวโลกเพิ่ม ๔.๖% ‘อเมริกา – เอเชีย’ โตเร็วสุด กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๒๙)

องค์การการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของสหประชาชาติ เผย จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่มขึ้น ๔.๖% ในช่วงแรกของปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในอเมริกา เอเชีย และบางพื้นที่ของยุโรป
----------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

18/9/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๗

๑. ททท. ร่วมงาน OTDYKH – Leisure ไทยรัฐ (หน้า ๒๔)

คอลัมน์โสมชบาจ๊ะจ๋า โดย โสมชบา กล่าวถึง ททท. ที่เดินหน้ากระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปีให้มากที่สุด โดยนายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. ได้เดินทางไปร่วมงาน OTDYKH - Leisure ตลาดท่องเที่ยวใหญ่ของรัสเซีย และกลุ่มเครือรัฐเอกราชที่กรุงมอสโก เพื่อไปเจรจากับปีกัส ทัวริสติก ที่นำนักท่องเที่ยวรัสเซียเข้าไทยมากที่สุด ให้ส่งนักท่องเที่ยวมาไทยให้เข้าเป้า

๒. ททท. ชูสินค้าใหม่ดึงนักท่องเที่ยว ‘รัสเซีย’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)

ททท. จัดงาน Networking Brunch ที่โรงแรมเคมพินสกี เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย เพื่อเป็นเวทีพบปะกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว และสื่อมวลชนรัสเซีย โดยมีนายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ผอ.ภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ททท. บรรยายข้อมูลสรุปสถานการณ์ของไทย และแนะนำสินค้าการท่องเที่ยวไทย โดยจะนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวใหม่ อาทิ บูติคโฮเทล หรือพูลวิลล่า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแบบครอบครัว การจัดงานแต่งงาน หรือฮันนีมูน รวมถึงกลุ่มตลาดเชิงสุขภาพ พร้อมคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวรัสเซียเข้าไทย ๑.๙๓ ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น ๑๐.๕๕%
ส่วนปี ๒๕๕๘ ททท.สนง.มอสโก กำหนดจัดโครงการวันเดอร์ลัสต์ รัสเซียน เพื่อให้นักท่องเที่ยวส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวของตนเอง ผ่านช่องทางโซเชียล มีเดีย โดยมีสมาร์ท แอพพลิเคชั่น บรรจุข้อมูล ๖ พื้นที่ท่องเที่ยวหลัก และ ๒ ตลาดเฉพาะกลุ่ม คือ สปา และลักชัวรี่ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกสถานที่ท่องเที่ยว กิจกรรม ประมาณการค่าใช้จ่าย รวมถึงค้นหารายชื่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในไทย

๓. เชื่อยอดนักท่องเที่ยวฟื้น Q ๔ แนวหน้า (หน้า ๑๑)

คอลัมน์ชีพจรธุรกิจ : นางภัทรพร สิทธิวนิช ผอ.ฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว ททท. เผยภาพรวมการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรกว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ๑๖% โดยอ้างอิงจากจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม ๒๕๕๗ ที่มีจำนวน ๘.๙ ล้านคน ขณะที่ช่วงเดียวกันของ ปี ๒๕๕๖ อยู่ที่ ๑๐.๗ ล้านคน เป็นผลมาจากปัญหาทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส ๔ ปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น เชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์หลายอย่างในไทยเริ่มคลี่คลาย และมีแนวโน้มไปในทางที่ดี

๔. สทน. วอนหนุน ‘ตลาดในประเทศ’ จี้รัฐวิจัยข้อมูลนักท่องเที่ยวเชิงลึก กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๒)

นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายก สทน. กล่าวถึงนโยบายการส่งเสริมตลาดในประเทศของ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาว่า ยังไม่ชัดเจน และอยากให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ เพราะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดวิกฤติมาโดยตลอด โดยอยากให้เข้ามาปรับปรุงตั้งแต่พื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว ซึ่งต้องศึกษาการเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง และสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น รวมทั้งควรทำวิจัยพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวในเชิงลึก เจาะลงในแต่ละตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางรูปแบบสินค้า ให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ส่วนมาตรการต่างๆ ที่มีอยู่แล้วนั้น อยากให้มีความชัดเจนมากขึ้นใน ๒ ประเด็น คือ ๑. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวประเภทเอสเอ็มอี โดยต้องการให้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ในการนำเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และ ๒. มาตรการด้านการนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษี ที่เคยกำหนดวงเงินไว้ ๒ หมื่นบาท ในสมัยที่ คสช. ดูแล แต่เมื่อมีรัฐบาลจัดตั้งขึ้นมา กลับมีกระแสข่าวว่าจะปรับลดเหลือ ๑.๕ หมื่นบาท จึงต้องการให้มีความชัดเจนและแน่นอนในนโยบาย

๕. ไทยเที่ยวไทย เดลินิวส์ (หน้า ๗)

คอลัมน์เปิดตะกร้าข่าว : นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายก สทน. ต้องการให้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กำหนดมาตรการกระตุ้นการเดินทางในกลุ่มไทยเที่ยวไทยให้มากขึ้น ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้และทำให้เกิดการเดินทาง

๖. ผลดีเอ็นเอไม่ตรงผู้ต้องสงสัย คุมตัวเพื่อนอังกฤษสอบเพิ่ม กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

๗. แฉผลตรวจอสุจิฆาตกรหื่นมีมากกว่า ๒ คน  ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๘. ผลตรวจ ‘ดีเอ็นเอ’ พลิก ฆ่าทัวริสต์ไม่ตรงกับผู้ต้องสงสัย ปรับแผนใหม่ตามล่าฆาตกร ล็อกอีก ๒ ต่างด้าว – เพื่อนสนิท เดลินิวส์ (หน้า ๑)

๙. ล็อกเพื่อนฝรั่งคลี่ปมสังหาร ผลดีเอ็นเออสุจิมี ๒ คน บัวแก้วส่งสารเสียใจ / ตร.เจอหลักฐานกางเกงเปื้อนเลือด คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

ความคืบหน้าคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุดสถาบันนิติเวชวิทยา ได้เผยผลการชันสูตรศพนายเดวิด วิลเลี่ยม พบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตคือ ถูกตีศีรษะ และจมน้ำ ส่วนของ น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย พบว่าถูกตีศีรษะเช่นกัน และผลการตรวจสอบดีเอ็นเอจากคราบอสุจิที่พบในตัวของ น.ส.ฮานน่าห์ พบว่าเป็นของคน ๒ คน และไม่ตรงกับของผู้ต้องสงสัยคนใด คาดว่ากลุ่มฆาตกรเป็นคนนอก ส่วนผลการตรวจเสื้อผ้าเปื้อนเลือดในกระเป๋าเดินทางของนายเดวิด ยังไม่ออก
นอกจากนี้ ผลการตรวจดีเอ็นเอที่พบในก้นบุหรี่ ๓ มวน ที่ตกอยู่ห่างจากจุดที่พบศพ พบว่ามวนแรก มีรอยลิปสติกสีแดงติดอยู่ มวนที่ ๒ พบดีเอ็นเอผสมของคน ๒ คน และมวนที่ ๓ พบดีเอ็นเอของชายอีก ๑ คน ซึ่งเป็นคนละคนกับที่พบในมวนที่ ๒ ส่วนเส้นผมในมือ น.ส.ฮานนาห์ นั้นยังไม่สามารถชี้ชัดดีเอ็นเอได้ เนื่องจากอาจมีการกัดสีผมมาก่อน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงคดีดังกล่าวว่า มีผู้ต้องสงสัยหลายกลุ่ม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่คนร้ายจะเป็นแรงงานต่างด้าวและนักท่องเที่ยวด้วยกัน พร้อมได้กำชับให้สร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
ขณะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ ได้ส่งสารแสดงความเสียใจในนามรัฐบาลและประชาชนไทย ถึงนาย Philip Hammond รมว.ต่างประเทศของอังกฤษ โดยขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความปลอดภัยให้ชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาท่องเที่ยวและอาศัยอยู่ในไทย
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้กำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทำงานเป็นทีม และในวันนี้ (๑๘ กันยายน) จะเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสั่งการให้ส่วนท้องถิ่นและส่วนภูมิภาค ช่วยกันดูแลในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว
ด้านเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเข้าพบ พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อขอทราบผลชันสูตรศพ ๒ นักท่องเที่ยว เพื่อรายงานให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทราบ ล่าสุดครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง ๒ คน อยู่ระหว่างเดินทางมายังไทย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สถานทูตไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนเรื่องการติดตามคดีมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทางหนึ่ง
ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว และประชาชนบนเกาะเต่า ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบในด้านความรู้สึกกับคนเกาะเต่าอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะโหดเหี้ยมแบบนี้มาก่อน ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวบนเกาะเต่าต้องกระทบไปด้วย พร้อมฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้เร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ให้ได้โดยเร็ว เพื่อกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเกาะเต่า อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมบนเกาะเต่าพบว่า บริเวณท่าเทียบเรือที่ให้บริการพบว่า ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าออกอย่างต่อเนื่อง

๑๐. สื่อผู้ดีชูปัญหาอันธพาล ปมฆาตกรรมเกาะเต่า โพสต์ ทูเดย์ / วิเคราะห์เศรษฐกิจ (หน้า ๓)

คอลัมน์โลกมองไทย รายงานถึงคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ โดยนำเสนอรายงานของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนต์ ของอังกฤษ ที่นำเสนอรายงานพลิกประวัติศาสตร์เกาะเต่า โดยชี้ประเด็นว่า แม้เกาะเต่าจะขึ้นชื่อเรื่องความเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ภายใต้พื้นทรายที่ขาวละเอียดดุจแป้ง สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้แฝงความน่ากลัวไว้ไม่น้อย เพราะเคยถูกใช้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษระหว่างปี ๑๙๓๐ – ๑๙๔๐ ก่อนที่ความสวยงามของชายหาดและน้ำทะเล จะดึงดูดแบ็กแพ็กเกอร์ต่างชาติเข้ามาบุกเบิกสถานที่แห่งนี้ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี
โดยรายงานย้ำว่า สถานที่สวยงามแห่งนี้เป็นสถานที่แห่งความตายของพลเมืองชาวอังกฤษทั้ง๒ คน พร้อมเปิดเผยสถิติว่ามีชาวอังกฤษถูกฆาตกรรมในไทยแล้วถึง ๑๓ ราย ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา ซึ่งทางกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ อ้างว่าเป็นการกระทำของแก๊งอันธพาลที่ไม่มีเหตุผลและโหดร้าย พร้อมได้ทิ้งท้ายว่า ไทยยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมของชาวอังกฤษเสมอ แม้จะผ่านช่วงการเมืองวุ่นวายมาก็ตาม ถึงกระนั้นไทยก็ยังมีปัญหาใหญ่เรื่องแก๊งอันธพาลที่เด่นชัดที่ยังคงย่ำยีกฎหมายไทย ขณะที่ตำรวจก็ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวได้

๑๑. แก้ปัญหาแบบบูรณาการ ฟื้นภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ไทยโพสต์ (หน้า ๒)

บทบรรณาธิการ กล่าวถึงคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เป็นความอื้อฉาวและทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยอีกครั้ง โดยระบุ กรณีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่นับวันจะยิ่งเกิดขึ้นถี่ และบ่อยครั้งที่กระบวนการทางกฎหมายไม่สามารถดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิดได้ หรือไม่ก็เกิดความล่าช้าในการดำเนินการติดตามคดี เกิดความเสื่อมเสียกับประเทศอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้กำชับเพื่อเร่งรัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ให้ติดตามคนร้ายมาโดยเร็วที่สุด รวมทั้งต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับคนต่างชาติ และกำชับมาตรการสำคัญ อย่างการนำชาวต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนให้ครบ หากพบนำแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนมาทำงานต้องได้รับโทษ ซึ่งเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรีบดำเนินการ
ส่วนการฟื้นฟู ก็ควรเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือหน่วยงานเฉพาะเจาะจงอย่าง ททท. โดยจะต้องตั้งหลักกันอย่างเป็นระบบบูรณาการทุกกระบวนการ ทั้งด้านกฎหมาย คือในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกระทรวงแรงงาน ที่ต้อดำเนินมาตรการตัดไฟแต่ต้นลม ขึ้นทะเบียนแรงงานเพื่อนบ้านที่มีมากมายทั้งในระบบและนอกระบบ ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. จะต้องเร่งรัดทำงานควบคู่ด้านการเยียวยา อำนวยความสะดวก ฟื้นฟูจิตใจ ให้การช่วยเหลือทั้งทางตรงและทางอ้อม กับบรรดาญาติของผู้ที่เสียหายหรือนักท่องเที่ยวทุกชาติทุกภาษา
เชื่อหากมีการประสานความร่วมมือกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เด็ดขาด ทั้งกระบวนทางกฎหมาย และฟื้นฟูภาพลักษณ์เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ย่อมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเรียกความไว้วางใจกลับคืนมาสู่ประเทศได้ ชี้ ภาพลักษณ์ของประเทศไทย และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องมีมาตรการรับมือทั้งการป้องกันปัญหาและแก้ไขอย่างบูรณาการ เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบกับความเชื่อมั่นของประเทศ และความไว้เนื้อเชื่อใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่อคนไทยทั้งชาติ

๑๒. คดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษ คม ชัด ลึก (หน้า ๕)

คอลัมน์ที่นี่ กม.๔.๕ โดย แทนไทย กล่าวถึงคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ซึ่ง ทำให้ชื่อเสียงประเทศไทยเสียหายอีกครั้ง เพราะมีการเผยแพร่สถิตินักท่องเที่ยวอังกฤษที่เสียชีวิตในต่างประเทศ ปรากฏว่าไทยเป็นอันดับ ๒ รองจากสเปน
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าเรื่องสถิติต้องดูให้ละเอียด โดยเฉพาะสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเหล่านั้นเสียชีวิตว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร สื่อไทยเองที่นำเรื่องนี้ไปตีแผ่ ก็ควรจะต้องทำการบ้านเพิ่มด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตนั้นคืออะไร ต้องให้ความเป็นธรรมต่อประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ คดีนี้ยังทำให้ได้เห็นในอีกแง่มุมในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในยุคที่ทหารเป็นใหญ่ เมื่อทุกฝ่ายขยันติดตามหาหลักฐาน เพราะคดีไม่มีพยานรู้เห็น ตำรวจจำเป็นต้องใช้ความสามารถด้านนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการสืบสวนสอบสวน จนกระทั่งได้เบาะแสสำคัญ และน่าจะนำไปสู่การจับกุมฆาตกรตัวจริงได้ในที่สุด

๑๓. ‘หม่อมอุ๋ย’ กางแผนฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๒)

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้แจงนโยบายรัฐบาลกับหัวหน้าส่วนราชการ โดยจะดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจเป็น ๓ ชุดได้แก่ ชุดที่จะดำเนินการภายใน ๓ เดือน ชุดเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของประเทศ และชุดวางอนาคตประเทศ โดยระยะ ๓ เดือน จะเร่งให้เกิดการจ้างงาน เร่งอนุมัติโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เร่งให้ประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมทันที และจะเพิ่มรายได้จากเกษตรกร
นอกจากนี้ จะฟื้นภาคการท่องเที่ยว ที่เริ่มมีสัญญาณดีขึ้นแล้ว จากนักท่องเที่ยวที่เคยลดลงเหลือ ๑.๕ ล้านคน ในช่วงเดือนมิถุนายน จะกลับมาถึง ๒ ล้านคนในเดือนสิงหาคม และเชื่อว่าสิ้นปีจะกลับมาที่ ๒.๓ ล้านคนได้ รวมทั้งจะลงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส ๒ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา และรถไฟทางคู่ เพื่อสร้างรากฐานของประเทศ

๑๔. สรรพสามิตเล็งยกเลิกภาษี ‘สนามกอล์ฟ – ธุรกิจสปา’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๕)

๑๕. สรรพสามิตปิ๊งเลิกภาษีกอล์ฟ – สปา / สนองนโยบาย ‘สมหมาย’ ให้เป็นสากล / กระตุ้นท่องเที่ยวดึงต่างชาติเข้าไทย มติชนรายวัน (หน้า ๘)

กรมสรรพสามิต เตรียมยกเลิกจัดเก็บภาษีสนามกอล์ฟและธุรกิจสปา ตามนโยบายของ นายสมหมาย ภาษี รมว.การคลัง ที่ต้องการให้ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และส่งเสริมสุขภาพประชาชน

๑๖. ยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๗)

คอลัมน์เกาะกระแส โดย ก้อนกรวด มองว่าแนวโน้มการยกเลิกกฎอัยการศึกคงต้องรอ อีกนาน ล่าสุดมีคำยืนยันจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ว่า ยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง พร้อมเตรียมตั้งกองทุนจำนวน ๒๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับและชดเชยกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวแล้วประสบเหตุ เพื่อแก้ปัญหาบางบริษัทไม่รับประกันภัยกับการเดินทางเข้ามาในประเทศที่ประกาศกฎหมายพิเศษดังกล่าว
---------------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

17/9/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพุธที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๗

๑. ตร.เค้นสอบ ๓ ต่างด้าวพันฆ่านักท่องเที่ยว กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

๒. นายกฯ สั่งล่ามือฆ่าฝรั่ง คุมตัวต่างด้าวตรวจ DNA ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

๓. รีด ๖ คนงานพม่าฆ่าเปลือย ๒ ฝรั่ง ยึดยีนส์เปื้อนเลือดส่งตรวจดีเอ็นเอ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๔. ผลพิสูจน์พบคราบอสุจิ เค้น ๖ พม่า คลี่ปมฆ่า ‘หนุ่ม – สาว’ ผู้ดี อังกฤษเต้นส่งกงสุลสางคดี ประวิตรสั่งปิดเกาะตามไล่ล่า เดลินิวส์ (หน้า ๑)

๕. บิ๊กตู่สั่งทหาร. – ตร. ไล่ล่ามือฆ่าฝรั่ง ลั่นคนไทยรับไม่ได้ ผู้ว่าฯ ติดกล้องเพิ่ม สถานทูตผู้ดีเตือนเที่ยวไทยอันตราย / เค้นต่างด้าวไร้หลักฐาน – พบขนสีทองอุ้งมือเหยื่อ คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

๖. บุกเกาะเต่าดูจุดฆ่า ๒ นักท่องเที่ยว ‘กงสุลผู้ดี’ จี้คดี ปล่อย ๖ พม่า – ไม่เกี่ยว นายกฯ สั่งล่าฆาตกร สื่อนอกประโคมข่าว มติชนรายวัน (หน้า ๑)

๗. ข่าวฆ่าคนอังกฤษ ๒ ราย กระทบท่องเที่ยวไทย โลกวันนี้รายวัน (หน้า ๑)

ความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุด ตำรวจได้ส่งชุดสืบสวนหลายชุดลงพื้นที่เกาะเต่า เพื่อเร่งหาเบาะแสคนร้าย โดยพุ่งเป้าไปที่แรงงานต่างด้าว และเชื่อว่าขณะนี้คนร้ายยังคงหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ โดยในเบื้องต้นได้ควบคุมตัว ๖ แรงงานชาวพม่าที่ต้องสงสัยมาสอบสวน หลังค้นห้องพักพบกางเกงยีนส์เปื้อนเลือด และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงมีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกับคนร้ายที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด คาดคนร้ายจะใช้จอบเป็นอาวุธในการสังหาร
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้สั่งให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายและคลี่คลายคดีโดยเร็ว ชี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ตลอดจนประชาชน ต้องร่วมกันชี้แจงต่อนักท่องเที่ยวในพื้นที่ และเตือนให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังจุดเสี่ยง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้กำชับให้ตำรวจปิดเกาะเพื่อจับตัวค้นร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด เพราะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ
ด้านนายไมเคิล แฮนคอร์ด กงสุลอังกฤษ ประจำประเทศไทย พร้อมด้วย พล.ต.ต.อภิชัย ธิอามาตย์ ผบก.ทท. และสื่อมวลชนต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังเกาะเต่า เพื่อประชุมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ขณะที่ พล.ต.ต.เกียรติพงศ์ ขาวสำอางค์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการคลี่คลายคดีที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลเกาะเต่า เพื่อติดตามคลี่คลายคดี โดยมีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและจัด ระบบการให้ข่าว โดยจะมีการสรุปและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ผ่านมามีการให้ข่าวอย่างไม่เป็นระบบ สร้างความสับสนให้แก่สังคม
ส่วนนายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เร่งติดตั้งไฟฟ้าเพิ่มในจุดที่เสี่ยงอันตรายรอบเกาะ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการติดกล้องวงจรปิด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดกับนักท่องเที่ยว
นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ผอ.ภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ททท. ยอมรับ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดนี้ในช่วงไฮซีซั่น เนื่องจากมีการเผยแพร่ข่าวออกไปอย่างแพร่หลาย ล่าสุด ทาง ททท.สนง.ลอนดอน ได้ทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการไปยังสื่อมวลชนอังกฤษแล้ว โดยมีใจความหลักว่า ประเทศไทยเสียใจและไม่สบายใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว อีกทั้งสังคมไทยเองก็ไม่ยอมรับกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น และจะพยายามจับตัวคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด
นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. เผย ได้ให้ ททท.สนง.ลอนดอน ติดตามความเคลื่อนไหวของชาวอังกฤษ ต่อทัศนคติของข่าวดังกล่าว พร้อมประสานตำรวจไทยให้สรุปคดีโดยเร็ว เพื่อให้เห็นว่าหน่วยงานไทยใส่ใจในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ ได้ให้ ททท.สนง.ต่างประเทศทั้ง ๒๖ แห่งทั่วโลก ติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนในประเทศนั้นๆ ว่ามีมุมมองความคิดเห็นต่อข่าวที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาและแก้ไขตรงจุด
ด้าน สทท. จะใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศึกษา และขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้ช่วยกำชับลูกค้าต่างชาติอีกครั้งว่า ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวไม่ควรประมาทในการดูแลชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมอยากให้รัฐบาลใช้จุดแข็งเรื่องการมีอำนาจบริหารจัดการที่รวดเร็วเบ็ดเสร็จกว่าที่ผ่านมา เข้ามาปรับโครงสร้างด้านการดำเนินการตามกฎหมาย และขั้นตอนกระบวนการทางยุติธรรมกับคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติให้รวดเร็วมากกว่านี้
ส่วนแอตต้า คาดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบในระยะสั้นต่อตลาดยุโรป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบ พร้อมเรียกร้องให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน โดยควรเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไทยยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก และเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก ทำให้มุมมองนักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจเห็นว่า ไทยยังไม่ปลอดภัยที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหามาตรการยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อย่างเข้มข้น หลังเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
นางวรรณี ไทยพาณิช นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะพะงัน เผย สมาคมฯ จะร่วมกับสมาคมโรงแรมเกาะพะงัน และชาวอำเภอเกาะพะงัน จัดพิธีไว้อาลัยให้แก่ ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่บริเวณศาลา ๘ เหลี่ยม ท่าเทียบเรือเกาะพะงัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีลูกค้าแจ้งขอคืนห้องพัก โดยมียอดจองห้องพักล่วงหน้าช่วงไฮซีซั่นตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ เกือบเต็มหมดแล้ว
ด้านสื่อต่างๆ ของอังกฤษ ต่างรายงานข่าว ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกฆาตกรรมในไทย พร้อมเผย ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มีนักท่องเที่ยวอังกฤษถูกฆาตกรรมในไทยแล้ว ๑๑ ราย พร้อมเตือนชาวอังกฤษให้ระมัดระวังตัวในการเดินทางมาไทย

๘. การ์ตูนล้อเลียน ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๗)

การ์ตูนล้อเลียนคอลัมน์เศรษฐกิจ เศรษฐกวน เขียนถึงคดีฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษว่า ทำให้คนไทยเจ็บอีก ๑ รายคือ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

๙. ต้องรวดเร็วโปร่งใส คดีฆ่านักท่องเที่ยว แนวหน้า (หน้า ๓)

คอลัมน์วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย โดย สุทิน วรรณบวร เขียนถึงเหตุการณ์แรงงานต่างด้าวทำร้ายนักท่องเที่ยวในไทย โดยล่าสุดได้เกิดเหตุฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ซึ่งทางตำรวจไทยได้พุ่งเป้าว่า น่าจะเป็นฝีมือของแรงงานต่างด้าว ขณะที่สื่ออังกฤษส่วนใหญ่มุ่งความสงสัยไปยังเพื่อนนักท่องเที่ยวด้วยกัน พร้อมได้ให้ความเป็นธรรมในการเสนอข่าว โดยสัมภาษณ์ผู้แทน ททท.ประจำกรุงลอนดอน ซึ่งได้ให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวเกี่ยวกับเกาะเต่า พร้อมยืนยันว่าทางตำรวจไทยกำลังเร่งดำเนินการสืบสวน เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และแสดงความเสียใจต่อ ญาติมิตรของครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย
ทั้งนี้ ผู้เขียนได้กล่าวชื่นชมตัวแทน ททท.ประจำกรุงลอนดอน ที่รับมือกับสื่ออังกฤษได้อย่างมืออาชีพ สามารถสร้างวิกฤติให้เป็นเป็นโอกาส โดยให้ข้อมูลเชิงประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวบนเกาะเต่า ให้สื่อในอังกฤษนำไปประกอบข่าว พร้อมมองว่า ข่าวเรื่องแรงงานต่างด้าวทำร้ายนักท่องเที่ยว ทั้งคดีแรงงานชาวกัมพูชา เตะทรายไล่นักท่องเที่ยวที่ชายหาดเมืองพัทยา และข่าวการฆาตกรรม ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ เป็นภารกิจเร่งด่วนของ คสช. ที่ต้องกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว หากตำรวจไม่สามารถปิดคดีนี้ได้อย่างโปร่งใส หรือไปจับแพะมาลงโทษเพื่อให้ปิดคดีอย่างมีเงื่อนงำ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยต้องตกต่ำลงสู่ก้นเหวอย่างแน่นอน

๑๐. ททท. มั่นใจปี ๕๘ ตลาดจีนฟื้น งัดออนไลน์แก้ทัวร์ศูนย์เหรียญ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๐)

๑๑. ทัวร์ศูนย์เหรียญคืนชีพ / เล็งใช้ออนไลน์สกัด เดลินิวส์ (หน้า ๖)

นายพงศธร เกษสำลี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เผย ททท. เตรียมเปลี่ยนแผนการทำตลาดท่องเที่ยวในจีนใหม่ ให้เป็นแบบเข้าถึงตัวนักท่องเที่ยวมากขึ้น ด้วยการใช้การประชาสัมพันธ์แบบออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนโดยตรง และป้องกันการซื้อทัวร์ไม่มีคุณภาพหรือทัวร์ศูนย์เหรียญ ที่ผู้ประกอบการเริ่มกลับมาใช้มากขึ้น หลังจากกฎหมายควบคุมทัวร์คุณภาพของรัฐบาลจีน เริ่มลดความเข้มงวดลง
นอกจากนี้ จะหันมาใช้รูปแบบการทำตลาดเหมือนกับ ททท.สนง.ออสเตรเลีย ที่เคยประสบปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญมาก่อน โดย ททท. จะต้องสร้างการรับรู้ให้ตรงเป้าหมาย เน้นไปที่การให้ความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรูปแบบของทัวร์ พร้อมยอมรับการท่องเที่ยวไทย เคยประสบปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญมาก่อนที่ออสเตรเลีย แต่ก็เคยล้างรูปแบบนั้นไปได้ และกลับมาเป็นทัวร์คุณภาพได้อีกครั้ง
พร้อมเผยถึงการจัดโรดโชว์ ๒ ครั้งใหญ่ในเมืองรองและเมืองหลักของจีนว่า ได้รับการตอบรับ ที่ดี และเมื่อรวมกับมาตรการฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน ทำให้แนวโน้มตลาดจีนเริ่มติดลบน้อยลง เมื่อเทียบกับ ๒ เดือนที่ผ่านมา และคาดว่าปีนี้โอกาสที่จะกลับมาอยู่ในภาวะปกติมีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะยังมีแผนจะกระตุ้นตลาดครั้งใหญ่อีก ๒ ครั้ง โดยเตรียมเข้าร่วมงาน ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล ทราเวล มาร์ท (ซีไอทีเอ็ม) ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๖ พฤศจิกายนนี้ เพื่อเปิดตัวแคมเปญใหญ่ประจำปี ๒๕๕๘ ภายใต้ชื่อ ปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ในกลุ่มบริษัททัวร์รายใหญ่ รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับการท่องเที่ยวไทย ภายหลังประสบปัญหาทางการเมือง และเตรียมนัดหมายนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เข้าพบกับประธานองค์กรการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชาชนจีน (ซีเอ็นทีเอ) อย่างเป็นทางการ เพื่อสานสัมพันธ์สร้างความมั่นใจทางการท่องเที่ยวระดับรัฐต่อรัฐโดยตรง เชื่อจะมีผลในด้านการสร้างความเชื่อมั่นที่ดีต่อตลาดจีนมาก และมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมให้ตัวเลขตลาดจีนกลับมาแตะระดับสูงมากกว่า ๕ ล้านคน ตามที่บริษัทนำเที่ยวจากจีนเคยคาดการณ์ไว้
ด้านนายเกษียร วัฒนเชาวน์พิสุทธิ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน ระบุ ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ เป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจให้กับบริษัททัวร์ในไทยมาก โดยคาดว่าจะเสนอปัญหานี้ไปที่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้ทราบ เพราะถือเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน และ ไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ ซึ่งจะส่งผลเสียกับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยในอนาคต รวมถึง เป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพด้วย

๑๒. ท่องเที่ยวหวังรายได้นักปั่นปีหน้า ๑.๒ พัน ล. กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๐)

๑๓. มหกรรมปั่นสองล้ออินเตอร์ฯ อวดเทรนปีหน้า บ้านเมือง (หน้า ๑๐)

๑๔. จัดงานมหกรรมจักรยาน แนวหน้า (หน้า ๘)

ททท ร่วมกับ บจก.เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ (นีโอ) และผู้ประกอบการจักรยานไทย กว่า ๑๐ ราย จัดงานอินเตอร์เนชั่นแนล บางกอกไบค์ ๒๐๑๔ ระหว่างวันที่ ๒ - ๕ ตุลาคม ๒๕๕๗ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยใช้งบประมาณการจัดงานกว่า ๑๕ ล้านบาท คาดว่ามีผู้มาร่วมงานกว่า ๑.๕ แสนคน สร้างรายได้กว่า ๑๔๐ ล้านบาท
นางภัทรพร สิทธิวนิช ผอ.ฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว ททท. เผย ปัจจุบันการขี่จักรยานเพื่อการท่องเที่ยวได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยขณะนี้มีนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการขี่จักรยานกว่า ๒.๖ แสนคน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า ๙๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ ประมาณ ๒.๘ หมื่นคน สร้างรายได้กว่า ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มคุณภาพที่ต้องเร่งส่งเสริม พร้อมคาดว่าหลังมีการกระตุ้นและประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ เพิ่มมากขึ้น จะทำให้ปีหน้านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น ๓.๒ แสนคน สร้างรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยว ๑.๒ พันล้านบาท

๑๕. เจาะแผนโกย ๒.๒ ล้านล้าน ภายใต้บังเหียน ‘กอบกาญจน์’  ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๔๐)

๑๖. ภารกิจใหม่ ‘กอบกาญจน์’ ‘แม้ไม่ใช่คนท่องเที่ยว... แต่มาด้วยใจจริง’ ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๒๒)

สกู๊ปนำเสนอนโยบายในการทำงาน และยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา คนใหม่

๑๗. สบช่องชง รมว.ท่องเที่ยวเร่งสางปัญหารับเออีซี ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๔๐)

ภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เรียกร้องให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งปัญหาโรงแรมเถื่อน การวางรากฐานการท่องเที่ยวระยะยาว และการแก้ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนกันระหว่างกรมการท่องเที่ยว และ ททท.

๑๘. ปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ไทยรัฐ (หน้า ๑๒)

คอลัมน์แวดวงรอบกรุง โดย ฤกษ์ฤทธิ์ ดีใจกับนายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. ที่นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เห็นด้วยตามที่ ททท. เสนอ ด้วยการประกาศนโยบายด้านการท่องเที่ยวปีหน้า ให้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย” พร้อมตั้งเป้ารายได้จาก ๒ ล้านล้านบาทในปีนี้ เป็น ๒.๒ ล้านล้านบาทในปีหน้า

๑๙. ใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อนำเสน่ห์ไทย เดลินิวส์ (หน้า ๕)

ตรีศูล ชอบแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ที่เสนอต่อ สนช. ให้ใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อนำเสนอเสน่ห์ไทย สร้างแรงจูงใจให้ทั้งธุรกิจและท่องเที่ยว เพราะนับตั้งแต่ซีรีส์ดังของเกาหลี “แดจังกึม” ก็ได้ยินเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่ขาดการลงมือทำ พร้อมเสนอให้ตั้ง รมว.วัฒนธรรม เป็นเจ้าภาพ และมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นคณะทำงาน รวมทั้งเชิญเอกชนมืออาชีพมาร่วม อาทิ ค่ายแกรมมี่, เวิร์คพ้อยท์, อินเด็กซ์

๒๐. กสิกรฯ คาดเทศกาลกินเจใน กทม. สะพัด ๓.๗ พันล้าน เดลินิวส์ (หน้า ๗)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เทศกาลกินเจปีนี้ซึ่งจะเริ่มระหว่างวันที่ ๒๔ กันยายน – ๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ จะมีเงินสะพัดในกรุงเทพฯ กว่า ๓.๗ พันล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๕.๖% เมื่อเทียบกับ ปีที่ผ่านมา โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ ๒๔๐ บาทต่อคน

๒๑. มุมมองคนทำหนังกับ ‘หนังโปรโมตไทย’ มติชนรายวัน (หน้า ๑)

สกู๊ปนำเสนอมุมมองของคนทำหนัง เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่จะลงทุนสร้างภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ประเทศไทย เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยมองว่าน่าจะทำหนังที่เกี่ยวข้องความเป็นไทยที่ไม่เหมือนชาติอื่น อาทิ ความน่ารักของคนไทย วิถีชีวิตของคนไทย ตลอดจนการแก้ปัญหาต่างๆ อาทิ การถูกโกง หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกเอาเปรียบอย่างไร เป็นต้น

๒๒. ‘คัลแมกี’ พ่นพิษ เหนือ – อีสานอ่วม ใต้คลื่นแรง – เรืองดให้บริการ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

หลายจังหวัดยังมีฝนตกอย่างหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยที่จังหวัดนครนายก ฝนตกหนักต่อเนื่องกัน ๓ วัน ทำให้น้ำป่าจากอุทยานฯ เขาใหญ่ ไหลลงอ่างเก็บน้ำวังบอนจนล้นทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตรในอำเภอปากพลี สูงร่วม ๒ เมตร
ส่วนที่จังหวัดปราจีนบุรี ระดับน้ำในคลองยางรับน้ำจากอุทยานฯ เขาใหญ่ ในอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร ๔ หมู่บ้าน สำนักงานศูนย์ป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยปราจีนบุรี ได้จัดส่งเรือท้องแบน และสุขาลอยน้ำไปช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย
ด้านจังหวัดเชียงใหม่ หลังเกิดฝนตกหนักตั้งแต่กลางดึกถึงเช้ามืด ทำให้น้ำป่าจากดอยสุเทพ ไหลเข้าท่วมถนนห้วยแก้ว หน้าห้างสรรพสินค้าเมย่า ระดับน้ำสูง ๕๐ ซม. ทำให้รถจักรยานยนต์และรถขนาดเล็กที่ผ่านไปมาเครื่องดับหลายคัน รวมทั้งมีน้ำไหลบ่าลงคูเมืองเชียงใหม่เอ่อล้นท่วมถนน รอบคูเมืองเชียงใหม่อีกหลายจุด นอกจากนี้ วัดดอยปุยในเขตอุทยานฯ ดอยสุเทพ - ปุย ได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำกัดเซาะดินใต้หอฉัน ทำให้เสาคานหอฉัดทรุดหลังคาเสียหายบางส่วน
ส่วนที่จังหวัดพังงา มีฝนตกหนักต่อเนื่อง ๒ – ๓ วัน ทำให้น้ำในคลองทุ่งมะพร้าวล้นทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร ขณะที่เรือประมงและเรือนำเที่ยวบริเวณท่าเทียบเรือท่าด่าน หมู่ ๒ ตำบลเกาะปันหยี ต้องจอดเทียบท่างดออกจากฝั่ง เนื่องจากกระแสน้ำเชี่ยวกราก เกรงได้รับผลกระทบจากคลื่นลมแรง ส่งผลให้ร้านขายของที่ระลึกต้องปิดไปด้วย เพราะนักท่องเที่ยวยกเลิกการลงเรือเที่ยวในอ่าวพังงา และที่อำเภอเกาะยาว ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เรือข้ามฟากต้องหยุดให้บริการชั่วคราว
ส่วนที่จังหวัดภูเก็ต มีฝนตกหนักตั้งแต่เช้ามืด ทำให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นขวางถนนหาดกมลา -หาดป่าตอง อำเภอกะทู้ รถไม่สามารถผ่านได้ ทำให้การจราจรติดขัด เป็นต้น
สำนักข่าวต่างประเทศ ทั้งเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์ รายงานข่าวพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีเคลื่อนออกจากฟิลิปปินส์และเข้าสู่พื้นที่ทางใต้ของจีน รวมถึงเกาะฮ่องกงและเกาะไหหนาน ที่ความเร็วลมประมาณ ๑๓๗ – ๑๔๔ กม.ต่อ ชม. สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของจีน ได้ประกาศอพยพประชาชนราว ๙ หมื่นคน ออกจากพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยพายุฝนกระหน่ำและน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่ท่าอากาศยานในฮ่องกงประกาศระงับเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกราว ๕๐๐ เที่ยวบิน ตั้งแต่ค่ำวันที่ ๑๕ กันยายน เป็นต้นมา ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างและได้รับผลกระทบจากการเดินทางล่าช้าเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรืออุบัติเหตุที่ร้ายแรงแต่อย่างใด นอกจากนี้ พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีจะเคลื่อนไปทางเวียดนามเป็นอันดับต่อไป

------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th




16/9/57

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอังคารที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๗

๑. ก.ท่องเที่ยวผลิตหนังดัน ‘เที่ยวไทย’  กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๔)

๒. กอบกาญจน์สั่งดึงนักท่องเที่ยว / กลุ่มแปลงเพศ – ลองสเตย์ / โกยรายได้ ๒.๒ ล้านล้านบาท เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๓. ‘กอบกาญจน์’ ชู ๙ ข้อโหมเที่ยวไทย คม ชัด ลึก (หน้า ๖)

๔. รมว.ท่องเที่ยวมอบนโยบาย มติชนรายวัน (หน้า ๘)

๕. ‘กอบกาญจน์’ชู ๔ นโยบายขับเคลื่อนท่องเที่ยว ไทยโพสต์ (หน้า ๗)

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบนโยบายให้กับหน่วยงานในสังกัด โดยชูนโยบาย ๔ ข้อคือ ๑. การทำงานทุกอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ๒. ลดความซ้ำซ้อนและจัดสรรการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ๓. บูรณาการทำงานทั้งในองค์กร ภาครัฐ และเอกชน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงจุด และ ๔. การวางแผนการทำงาน โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาเที่ยวไทย อาทิ กลุ่มรักการแปลงเพศ กลุ่มลองสเตย์ เป็นต้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคนเพิ่มมากขึ้น และช่วยผลักดันรายได้การท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเป้าหมาย ๒.๒ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๘
พร้อมเผยแผนการทำงานว่า จะประกอบด้วย ๙ เรื่องหลัก ได้แก่
๑. การประกาศให้ปี ๒๕๕๘ เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ซึ่งนอกจากกิจกรรมของ ททท. แล้ว จะร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมที่ได้รับงบประมาณ ถ่ายทำภาพยนตร์ในแนวคิดใกล้เคียงกับ Lost in Thailand ที่เคยสร้างกระแสให้กับตลาดจีนมาแล้ว
๒. เร่งใช้โซเชียลมีเดียในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยได้แต่งตั้งนายธีรศานต์ สหัสสพาศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดออนไลน์มาเป็นที่ปรึกษาจัดทำแผนออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว
๓. เน้นการทำตลาดคุณภาพ โดยกลุ่มที่สร้างฐานการตลาดไว้ดีอยู่แล้วก็ให้ทำต่อเนื่อง
๔. ปรับปรุงคุณภาพการบริการรองรับนักท่องเที่ยว ด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ
๕. เน้นปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ แทนการนำงบมาจัดอีเวนต์
๖. การพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบกลุ่มจังหวัด (คสัสเตอร์) ตามที่ สทท. เสนอ
๗. สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย โดยเพิ่มกลุ่มอาสาสมัครท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ
๘. ส่งเสริมไทยให้เป็นจุดหมายท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ของอาเซียน เพราะเป็นกลุ่มที่กระตุ้นรายได้ในช่วงฟื้นฟูได้เร็วที่สุด
๙. การร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา พัฒนาบุคลากรตามกรอบอาเซียน

ระบุ จากนี้ไปการทำงานต่างๆ จะเน้นความรวดเร็ว พร้อมให้ทุกหน่วยงานนำเสนอแผนเป็นรายสัปดาห์ เพื่อติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด ส่วนการบูรณาการด้านการท่องเที่ยว จะต้องเสริมแพ็กเกจเพื่อการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางมาชมกีฬาไทย โดยเฉพาะปลายปีนี้จะมีการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน บีชเกมส์ ซึ่งถ่ายทอดสดไปทั่วโลก กระทรวงฯ จะใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมทั้งทุกหน่วยงานจะต้องเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด และเตรียมหารือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำหลักสูตรการเรียนภาษาเพื่อผลิตมัคคุเทศก์ให้อยู่ในหลักสูตรด้วย

๖. “อุ๋ย” สุดมั่น ๓ เดือนฟื้นเศรษฐกิจ / คลังวางฐานขึ้น “แวต”- ดันประเทศสู่โลกโซเชียล ไทยรัฐ (หน้า ๘)

เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ที่ผ่านมา รมว.กระทรวงเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้เข้าทำงาน และมอบนโยบายให้กับหน่วยงานในสังกัด โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน จะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ใน ๓ เดือน
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย จากนี้ไปอยากให้เน้นความสามัคคี และยึดหลัก ๔ ประการคือ ทำงานโปร่งใส ลดความซ้ำซ้อนภายในกระทรวง มีการบูรณาการเชื่อมโยงกัน และต้องทำงานรวดเร็ว โดยทุกหน่วยงานต้องจัดทำแผนปฏิบัติการทำงานเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้รัฐมนตรีติดตามงาน ส่วนเป้าหมายรายได้ในปี ๒๕๕๘ จำนวน ๒.๒ ล้านล้านบาทนั้น มี ๙ ประเด็นที่ต้องดำเนินการ อาทิ การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และต้องกระจายแหล่งท่องเที่ยวจากจังหวัดใหญ่ ไปยังจังหวัดรอง หาแนวทางให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินมากขึ้น สร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อม และเน้นใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล เป็นต้น

๗. เบิกโรง รมต. ‘ประยุทธ์ ๑’ วิสัยทัศน์ – ขายฝันหรือทำจริง ? ไทยโพสต์ (หน้า ๘)

สกู๊ปนำเสนอวิสัยทัศน์ และนโยบายของ รมว.กระทรวงต่างๆ ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

๘. นโยบายกระทรวงเศรษฐกิจ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๒)

นโยบายต่างๆ ของกระทรวงด้านเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะชูปี ๒๕๕๘ เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย ดันไทยเป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวในอาเซียน, เน้นจับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มเฉพาะ อาทิ ทัวร์เพื่อสุขภาพ เสริมความงาม, ทำหนังสั้น Lost in Thailand ๔ เรื่อง และดันการท่องเที่ยวในปี ๒๕๕๗ ให้มีรายได้ ๒.๒ ล้านล้านบาท ตามเป้าหมายเดิม

๙. ท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มที่ดี ไทยรัฐ (หน้า ๔)

คอลัมน์บุคคลในข่าว โดย อินทรีเหล็ก เชื่อว่า การท่องเที่ยวไทยยังมีแนวโน้มที่ดี โดยนายศุกรีย์สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. แจ้งว่า ไทยยังเป็นที่นิยมและอยู่ในใจของผู้สูงอายุชาวฝรั่งเศส ยืนยันโดยข้อมูลเว็บไซต์ Retrait - etranger.fr และนิตยสารออนไลน์ Lexpress.fr พบว่า ไทยติด TOP ๕ เป็นที่ชื่นชอบสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ
ขณะที่ตลาดจีน นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. เปิดเผยว่า งาน Amazing Thailand Road Show to China ไทยประสบผลสำเร็จอย่างดีในการขยายตลาดเนื่องจากมีจุดแข็งเรื่อง ความมีน้ำใจ อัธยาศัยไมตรี ผลไม้ไทย ชายหาดและทะเลยังเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวจีนและตลาดยุโรปก็ยังคึกคัก นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ททท. ย้ำว่า จากการประเมินที่นำคณะเอเย่นต์ทัวร์ ๑๐๐ บริษัทจากเยอรมนี มาร่วมสัมมนาที่ไทย คาดว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่ซื้อแพ็กเกจทัวร์อีก ๒๐% โดยตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวเยอรมันไว้ที่กว่า ๗ แสนคน

๑๐. ดึงเซเลบญี่ปุ่นมาถ่ายสารคดีในไทย กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

คอลัมน์ BUZZINESS โดย @ktmkt กล่าวถึง นายพงศธร เกษสำลี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ ททท. ว่า เริ่มทยอยปล่อยแผนกระตุ้นตลาดญี่ปุ่น ล่าสุดมอบหมายให้ ททท.สนง.โตเกียว ดึงเซเลบริตี้นักแสดงชื่อดังของญี่ปุ่น Nishioka Tokuma พร้อมภรรยาและบุตรสาวซึ่งเป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม เดินทางมาถ่ายทำสารคดีท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของเมืองพัทยา โดยชื่อรายการว่า Happy Travel with Family / Land of Smile กำหนดออกอากาศทางช่อง TABI Channel ซึ่งมีผู้ชมครอบคลุมกว่า ๓ ล้านคนทั่วญี่ปุ่น พร้อมนำไปเผยแพร่ทาง Facebook ของสถานีอีกด้วย เรียกว่าใช้สื่อตรงถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัว
นอกจากนี้ เตรียมนำวีดีทัศน์ชุด Thailand Best Friend Forever มาตัดต่อเป็นสารคดีสั้น ความยาว ๓๐ วินาที ฉายทางสื่อ Outdoor Screen ในย่าน Yurakucho ที่มีผู้สัญจรไปมากว่า ๕ แสนคนต่อวัน และในย่าน ShinJuku ซึ่งมีผู้สัญจรไปมากว่า ๑.๒ ล้านคนต่อวัน วางแผนเผยแพร่ ๒๘ ครั้งต่อวัน ช่วงระหว่างวันที่ ๑๕ กันยายน – ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ รวมจำนวนที่จะเผยแพร่ต่อสายตาผู้ชมถึง ๘๔๐ ครั้ง

๑๑. เสนอขาย เดลินิวส์ (หน้า ๗)

คอลัมน์เปิดตะกร้าข่าว : นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. เผย ได้ร่วมกับ ทอท. และคิงเพาเวอร์ ทำตลาดกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในกลุ่มเมืองรอง อาทิ เสิ่นหยาง ชิงเต่า โดยนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากจีนและไทย ร่วมพูดคุยเพื่อเสนอแหล่งท่องเที่ยวในไทย หลังจากนักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวจากเหตุการณ์ทางการเมือง

๑๒. หนังช่วยชาติ ข่าวสด (หน้า ๒)

บทบรรณาธิการ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามใช้สื่อบันเทิง ทั้งเพลงและภาพยนตร์ เพื่อประโยชน์ด้านการสื่อสารและการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยมองว่าสื่อภาพยนตร์เป็นเพียงส่วนที่ส่งเสริมได้ แต่คงเป็นตัวนำหลักไม่ได้ เพราะการใช้สื่อบันเทิงเพื่อประโยชน์ด้านภาพลักษณ์ และธุรกิจของประเทศนั้น เป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผู้สร้างภาพยนตร์ จุดอ่อนที่สุดในวงการภาพยนตร์ไทยที่ผ่านมา ไม่ใช่โปรดักชั่น นักแสดง หรืองบประมาณ แต่เป็นบทภาพยนตร์ โดยหลายเรื่องพยายามปั้นภาพลักษณ์ที่ดีให้กับไทย ให้ชาวต่างชาติชื่นชม จนขาดความเป็นธรรมชาติ และมีข้อสังเกตด้วยว่า ทั้งหนังดีและ หนังทำเงินที่ผ่านมา ล้วนเป็นฝีมือของเอกชน

๑๓. ตร.ปิดเกาะเต่าล่าฆาตรกรฆ่า ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

๑๔. ปิดเกาะล่ามือฆ่า ๒ นักท่องเที่ยว ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

๑๕. ฆ่าเปลือยหนุ่มสาวอังกฤษ ทุบหัวเละ สยองเกาะเต่า ตร.ปิดท่าเรือตามล่าไอ้โหด ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๑๖. สังเวย ‘ปาร์ตี้’ ริมหาด ฆ่าเปลือย ๒ หนุ่มสาว ‘แดนผู้ดี’ เดลินิวส์ (หน้า ๑)

๑๗. สยองเกาะเต่า ๒ ฝรั่งผู้ดีถูกฆ่าริมหาด ผละปาร์ตี้แอบมาจู๋จี๋ คนร้ายเกิดอารมณ์ / ตร.ปิดล้อมพื้นที่ล่า – มุ่งต่างด้าว คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

๑๘. ฆ่าโหด ๒ นักท่องเที่ยวอังกฤษ ปิดเกาะเต่าล่า ทุบหัวข่มขืนแหม่ม ตร.ตั้งปมเพื่อนเกย์ กับแรงงานต่างด้าว มติชนรายวัน (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุ ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกฆาตกรรมที่บริเวณปลายแหลม จปร. หาดทรายรี ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยที่เกิดเหตุพบศพ ๒ นักท่องเที่ยวทราบชื่อคือ นายเดวิด วิลเลียม และ น.ส.ฮานน่าห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ ชาวอังกฤษ นอนเปลือยกายเสียชีวิต สภาพศพของนายเดวิด ถูกทำร้ายด้วยของแข็งและพบร่องรอยการต่อสู้ โดยมีจอบดายหญ้าซึ่งมีคราบเลือดตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ขณะที่ศพของ น.ส.ฮานน่าห์ มีร่องรอยการถูกข่มขืนด้วย
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตเดินทางมาเที่ยวเกาะเต่า ตั้งแต่วันที่ ๒๗ สิงหาคม ที่ผ่านมา แต่มากันคนละกลุ่ม ทั้งคู่ได้เข้าร่วมงานปาร์ตี้ที่มักจัดงานใกล้ริมหาด และพูดคุยกันถูกใจกัน จึงชวนกันออกไปเที่ยวต่อกันตามลำพัง จนมาพบศพในช่วงเช้า
ด้าน พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภาค ๘ และ พล.ต.ต.เกียรติพงศ์ ขาวสำอางค์ ผบก.ตำรวจภูธร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุทันที พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ปิดเกาะเพื่อหาคนร้าย ในเบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวในละแวกที่เกิดเหตุ มาพบเห็นทั้งคู่พลอดรักกันจึงเกิดอารมณ์ และพยายามจะข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวจนเกิดการต่อสู้ กระทั่งมีการใช้จอบดายหญ้าทำร้ายจนเสียชีวิตดังกล่าว หรืออาจเป็นคู่เกย์ของนายเดวิด ที่ไม่พอใจที่นายเดวิด ออกมากับ น.ส.ฮานน่าห์ เพราะจากการสอบปากคำพบพิรุธบางอย่าง
นายประภาส อินทนปสาธน์ ผอ.ททท.สนง.สุราษฎร์ธานี ระบุ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน พร้อมเป็นห่วงว่าคู่แข่งขันด้านการท่องเที่ยวจะหยิบประเด็นนี้มาโจมตี ทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย พร้อมกับเชื่อว่าหากตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้เร็ว ก็จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ระดับหนึ่ง
นางวรรณี ไทยพานิชย์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ระบุ การฆาตกรรมนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ หากสาเหตุเกิดจากแรงงานต่างด้าวจริง จะต้องเร่งดำเนินการจัดระเบียบ เนื่องจากสถานประกอบการบนเกาะเต่าใช้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก พร้อมกับเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะสั้น และตำรวจควรเร่งจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว
ด้านสำนักข่าวเอพีและเอเอฟพี รวมถึงสื่ออังกฤษหลายสำนัก ได้รายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุ พบ ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเป็นศพเปลือยไม่ไกลจากบังกะโลที่พักริมหาดของเกาะเต่า แหล่งท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการังชื่อดังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบเบื้องต้นสภาพศพพบมีแผลหลายจุด รวมทั้งพบเสื้อผ้าของเหยื่อและจอบเปื้อนคราบเลือดอยู่ใกล้กับศพผู้เสียชีวิตด้วย ตำรวจจึงตั้งประเด็นสงสัยว่าทั้ง ๒ อาจถูกทำร้ายด้วยจอบ และขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง เพื่อแกะรอยติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

๑๙. กระโดดบ่อจระเข้ฆ่าตัวตาย หญิงวัย ๖๕ เครียด ไทยรัฐ (หน้า ๑)

จากกรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอภาพผู้หญิงคนหนึ่ง กระโดดลงไปในบ่อเลี้ยงจระเข้ภายในฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จนถูกฝูงจระเข้รุมกัดกินเสียชีวิตนั้น ทางผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ไปยัง สภ.เมืองสมุทรปราการ ยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง โดยได้รับแจ้งจากเจ้าของฟาร์มจระเข้ว่า มีผู้หญิงกระโดดลงไปในบ่อจระเข้จริง จนถูกฝูงจระเข้รุมกัดจนเสียชีวิต
ด้านเจ้าของฟาร์มระบุ รู้สึกเสียใจและเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะพยายามป้องกันอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ผู้เสียชีวิตกระโดดลงไปในบ่อเอง ส่วนญาติผู้เสียชีวิตไม่ติดใจเอาความ เผย หญิงดังกล่าวเป็นน้องสาวเจ้าของโรงน้ำแข็งรายใหญ่ย่านร่มเกล้า มีอาการซึมเศร้ามาหลายวัน และหนีออกจากบ้าน คาดสาเหตุของการฆ่าตัวตาย เนื่องจากเครียดเรื่องส่วนตัว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ เพื่อสังเกตการณ์ และสำรวจบ่อเลี้ยงจระเข้พบว่า ยังคงมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินทางมาเที่ยวอย่างต่อเนื่อง จากการสอบถามนักท่องเที่ยวชาวไทยต่างบอกว่า ไม่ทราบข่าวดังกล่าว

๒๐. ชาวดัตช์อาการป่วยดีขึ้น รอแถลงผลเลือดอีโบลารอบ ๒ วันนี้ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๔)

อาการป่วยของชายชาวเนเธอร์แลนด์ดีขึ้น ส่วนผลตรวจเลือดเพื่อหาเชื้ออีโบลา จะมีการแถลงผลการตรวจในวันที่ ๑๖ กันยายนนี้ ด้านกระทรวงสาธารณสุข ยืนยัน เป็นไปไม่ได้ที่ไวรัสอีโบลาจะ กลายพันธุ์ จนเปลี่ยนวิธีการติดเชื้อสารคัดหลั่ง มาเป็นทางเดินหายใจ
------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันจันทร์ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๗

๑. เร่งดึงญี่ปุ่นอยู่ไทยยาว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๕)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย ททท. ได้หารือกับนักธุรกิจของญี่ปุ่น เพื่อวางแนวทางส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มลองสเตย์ตลาดญี่ปุ่น ให้เลือกมาไทยแทนมาเลเซีย พร้อมเตรียมเจรจายืดอายุการให้วีซ่าเป็น ๑ ปี หรือมากกว่านั้น และปรับหลักเกณฑ์การขอพักให้สะดวกขึ้น เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้
นายเอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย – ญี่ปุ่น เผย ที่ผ่านมากลุ่มลองสเตย์ชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาพักในไทยยังมีไม่มาก และจำกัดเฉพาะที่เชียงใหม่เท่านั้น นอกจากนี้ พฤติกรรมคนญี่ปุ่นไม่นิยมทิ้งบ้านเพื่อเดินทางท่องเที่ยวเป็นเวลานาน หากต้องการผลักดันตลาดดังกล่าว น่าจะส่งเสริมเป็นฤดูกาล อาทิ ฤดูหนาว คนญี่ปุ่นอาจหนีหนาวมาในช่วงเวลาสั้นๆ

๒. ททท. โหมท่องเที่ยววิถีไทย มติชนรายวัน (หน้า ๑๑)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย ททท. ได้จัดทำแผนปีการท่องเที่ยววิถีไทย ๒๕๕๘ เพื่อกระตุ้นตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้ชื่อ discovery thainess ๒๐๑๕ เพื่อประชาสัมพันธ์ปีการท่องเที่ยววิถีไทยในตลาดทั่วโลก พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าออกเป็น ๗ กลุ่มโดยใช้สัญลักษณ์สี ภายใต้ชื่อ “สีรุ้งแห่งความสุข” และกำหนดกรอบการทำงานทั้งหมดให้แล้วเสร็จในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อนำไปเปิดตัวในงาน WTM ๒๐๑๔ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยจะเชิญนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ไปร่วมเปิดตัวด้วย พร้อมจะร่วมมือกับภาคเอกชน อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี บัตรเครดิต สายการบิน โรงแรม บริษัทนำเที่ยว โหมประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางที่ทุกฝ่ายเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง
นอกจากนี้ มีแผนจะเสนอขยายวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวยุโรปจาก ๓๐ วัน เป็น ๖๐ วัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวยุโรปที่เดินทางมาหลายจุดหมายในอาเซียนในทริปเดียวกัน ให้สามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กลางเดินทางเข้า – ออก และสามารถไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านได้ ล่าสุด ททท. อยู่ระหว่างประเมินผลตอบรับมาตรการฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน หากมีแนวโน้มที่ดี ก็จะเสนอขอต่ออายุมาตรการดังกล่าว
นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผย นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอแนวทางการทำตลาดต่างๆ ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค เพราะประหยัดงบประมาณ มากกว่าการไปโรดโชว์ และยังฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวได้เร็วกว่า

๓. จับทางถูก ไทยรัฐ (หน้า ๑๐)

คอลัมน์แวดวงรอบกรุง โดย ฤกษ์ฤทธิ์ มองว่า นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. จับทางถูก ที่นำผู้บริหารเข้าพบ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นำเสนอแผนปฏิบัติการการท่องเที่ยวปี ๒๕๕๘ ชูเป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมและผ้าไทยของรัฐบาล หากทำได้โดยให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าไทยท่องเที่ยว จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นไปในตัว

๔. กระตุ้นการขายช่วงฤดูหนาว / ประเพณีแซนโฏนตา ไทยรัฐ (หน้า ๔)

คอลัมน์บุคคลในข่าว โดย อินทรีเหล็ก : นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ผอ.ภูมิภาคภาคยุโรป ททท. กระตุ้นการขายในช่วงฤดูหนาวผ่าน Frontline Agents โดย ททท.สนง.กรุงโรม ช่วยขยายผลร่วมกับพันธมิตรธุรกิจในอิตาลี สายการบิน Ethihad จัดกิจกรรมการแข่งขันขายตั๋วเครื่องบินและแพ็กเกจเที่ยวไทย เริ่มเดือนนี้ – มกราคม ๒๕๕๘ คาดจะเข้าถึงนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า ๕ หมื่นราย
พร้อมเชิญชวนเที่ยวงานรำลึกพระยาไกรภักดี ประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมืองลือเลื่องกล้วยแสนหวี ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ ณ อนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

๕. ปลัด วธ.ปัดรวม วธ. – ท่องเที่ยวฯ ชี้ ๒ กระทรวงทำงานเต็มที่อยู่แล้ว คม ชัด ลึก (หน้า ๑๐)

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เผย ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องการรวม วธ. เข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ตามที่มีกระแสข่าว ยืนยัน วธ. ได้ทำงานบูรณาการกับทุกกระทรวงอยู่แล้ว โดยในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็มีความร่วมมือกันมาโดยตลอด ขณะนี้ถือว่าทั้ง ๒ กระทรวงเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนจะมีการรวมกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาลและเป็นเรื่องของอนาคต

๖. แอร์พอร์ตลิงก์อันตราย เรียกถกด่วนส่อหยุดวิ่ง ยอมรับวิ่งแค่ ๔ ขบวนยังไม่ได้ซ่อม ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

ผู้บริหารแอร์พอร์ตลิงก์ ยอมรับ รถ ๕ ขบวนจะวิ่งได้อีกไม่เกิน ๒ เดือน ก็จะครบ ๑.๓ ล้าน กม. ถึงเกณฑ์ซ่อมบำรุงใหญ่เหมือนอีก ๔ ขบวนที่จอดไปแล้ว พร้อมเตรียมหารือด่วนในสัปดาห์นี้เพื่อหาข้อสรุปว่าจะต้องหยุดให้บริการหรือไม่ เผย มีความเป็นไปได้สูงที่อาจต้องหยุดวิ่งเพื่อความปลอดภัย

๗. เข้มหาดใหญ่สกัดคาร์บอมบ์ป่วนกินเจ จับตาปิกอัพมิตซูฯ ‘เจะอามิง’ หนุนถกทุกกลุ่มดับไฟใต้ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๗)

๘. สั่งตรึงหาดใหญ่ ๒๔ ชั่วโมง สกัดปิกอัพหวั่นคาร์บอมบ์ คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

แหล่งข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงชายแดนภาคใต้ เผย ทหารได้สนธิกำลังคุมเข้มรักษาความปลอดภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจการค้าใจกลางเมือง ตลอด ๒๔ ชม. โดยเน้นเฝ้าสังเกตรถต้องสงสัยและวัตถุต้องสงสัยทุกชนิด เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อเหตุสร้างสถานการณ์ โดยเฉพาะรถกระบะที่ถูกปล้นมาจากจังหวัดสงขลา หวั่นนำมาประกอบเป็นคาร์บอมบ์ พร้อมสั่งคุ้มเข้มต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ ๒๒ กันยายน – ๒ ตุลาคมนี้ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักท่องเที่ยว

๙. น้ำป่าทะลักปราจีน วัด บ้านเรือนจม ๖๐ ซม. ‘พิจิตร – พิมาย’ ยังท่วม ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๑๐. บุรีรัมย์จมบาดาล เตือน “คัลแมกี” จ่อถล่มซ้ำ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

ยังคงมีฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และถนนหลายสายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดบุรีรัมย์ จันทบุรี ปราจีนบุรี พิจิตร พิษณุโลก อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ที่ยังมีน้ำท่วมสูงในหลายพื้นที่ ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความร่วมมือของมนุษย์ ได้เดินทางมาตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วม และมอบถุงยังชีพให้กับชาวบ้านตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี จะกระทบไทยในวันที่ ๑๖ – ๑๘ กันยายนนี้ ทำให้ไทยมีฝนตกเพิ่ม
----------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอาทิตย์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๗

๑. ต่างชาติฮิต – ใช้ชีวิตเกษียณในไทย ข่าวสด (หน้า ๖)

นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. เผย ไทยยังเป็นที่นิยมและอยู่ในใจของผู้สูงอายุชาวฝรั่งเศส ยืนยันได้จากข้อมูลในเว็บไซต์ของฝรั่งเศส Retraitetranger.fr ที่แนะนำการใช้ชีวิตหลังเกษียณในต่างประเทศ และ lexpress.fr นิตยสารออนไลน์ของฝรั่งเศส ที่ได้จัดอันดับการลงคะแนนเสียงของชาวฝรั่งเศส ปรากฏว่ามีไทยติดอันดับ ๑ ใน ๕ ประเทศที่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ เพราะเห็นว่าไทยให้ประสบการณ์ชีวิตแบบใหม่

๒. วางตัว ‘อิทธิฤทธิ์’ ประธาน สทท. สานต่อท่องเที่ยว ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๔๐)

สทท. วางตัว นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ และรองประธาน สทท. เป็นประธาน สทท. คนใหม่ เนื่องจากมีผู้สมัครเพียงรายเดียว อีกทั้งสมาชิกและกรรมการทุกฝ่ายอยากเปิดโอกาสให้ตัวแทนจากทุกภาคส่วนโดยไม่มีการแข่งขัน ซึ่งจะนำไปสู่การทำงานร่วมกัน และผลักดันการท่องเที่ยวให้บรรลุเป้าหมายที่วางได้
ด้านนายอิทธิฤทธิ์ เผย ได้ฟอร์มทีมเบื้องต้นแล้ว โดยจะคัดเลือกสมาชิกให้ครอบคลุมทุก ภาคส่วน และจะเร่งผลักดัน ๔ เรื่องคือ ดูแลแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาบุคลากร พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการท่องเที่ยว และเตรียมความพร้อมสู่เออีซี โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้นำการท่องเที่ยวในระดับอาเซียน

๓. ท่องเที่ยวลุ้นยกเลิกกฎอัยการศึก ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๑๒)

ภาคเอกชนท่องเที่ยว อยากให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เข้ามา แก้ไขปัญหาต่างๆ ด้านการท่องเที่ยว ทั้งการยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อฟื้นการท่องเที่ยวให้ทันช่วงปลายปี การจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยว แก้ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม แก้ปัญหาไกด์เถื่อน โรงแรมที่ จดทะเบียนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

๔. ส่องธุรกิจท่องเที่ยว ‘ไทย – ญี่ปุ่น’ เดสติเนชั่นในฝัน ‘ทัวริสต์ ๒ แผ่นดิน’ ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๒๒)

สกู๊ปรายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างไทย – ญี่ปุ่น จากการเปิดเผยของภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยว โดยพบว่าช่วง ๗ เดือนแรกมีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าไทย ๖.๗ แสนคน ลดลง ๒๐% ขณะที่คนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นราว ๖๘%
นายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงโตเกียว เผย จากปัจจัยด้านการอ่อนค่าของเงินเยน และเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงหันมากระตุ้นให้คนญี่ปุ่นเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ แทนการท่องเที่ยวต่างประเทศ ทำให้คนญี่ปุ่นเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศลดลง พร้อมดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น ทำให้ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเกิน ๑๐ ล้านคนเป็นครั้งแรก และเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นได้ดุลสะพัดด้านการท่องเที่ยว คือมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา มากกว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางออก พร้อมตั้งเป้าปี ๒๐๒๐ หรืออีก ๕ ปีข้างหน้า จะมีนักท่องเที่ยวเข้าญี่ปุ่นถึง ๒๐ ล้านคน
ด้านนางณิตยา อ่วมพิทยา ผอ.ททท.สนง.โตเกียว คาดปีนี้จะมีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ขณะที่ชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาไทย แม้จะลดลงบ้างในช่วงต้นปี แต่ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ที่ผ่านมา และคาดว่าจะสามารถกลับมาอยู่ในอัตราใกล้เคียงกับปี ๒๕๕๕ ที่มีประมาณ ๑.๓ ล้านคน จากปี ๒๕๕๖ ที่มีประมาณ ๑.๕ ล้านคน โดย ๖ เดือนแรกที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาไทยลดลง ๒๐%
ด้าน อสท.ญี่ปุ่น เผย จะเน้นขายความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงความหลากหลายของอาหาร และแหล่งช็อปปิ้ง ฯลฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถมาเยือนได้หลายๆ ครั้ง ขณะที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เตรียมเพิ่มเที่ยวบินไปญี่ปุ่น พร้อมคาดว่าปีนี้จะมีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นมากกว่า ๖ แสนคน เพิ่มขึ้นกว่า ๓๐%

๕. รมว.กอบกาญจน์ นักบริหารมืออาชีพ / เลือกตั้งประธาน สทท. / ประธานบอร์ด ททท.คนใหม่ ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๓๖)

คอลัมน์สังคมฐาน โดย พริกกะเหรี่ยง กล่าวถึง นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ว่า ได้รับการตอบรับจากคนทั่วไปเป็นอย่างมาก และตั้งความหวังไว้เอาไว้สูง เพราะเป็นนักบริหารมืออาชีพ มีเครดิตกับนักลงทุนญี่ปุ่นมาก และมีนักธุรกิจรุ่นใหญ่ทั้งในและนอกวงการคอยเป็นพี่เลี้ยง หนึ่งในนั้นคือ ชฎาทิพย์ จูตระกูล ที่คอยช่วยเหลือด้านความคิดอย่างเต็มที่ เชื่อเป้าหมายรายได้ ๒.๒ ล้านล้านบาท คงไม่ไกลเกินเอื้อม และการเดินทางไปโรดโชว์ในงานท่องเที่ยว “จาต้า เอ็กซ์โป” ปลายเดือนนี้ น่าจะเป็นปฐมบทในการฟื้นความเชื่อมั่นทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน และอุตสาหกรรม ดึงนักลงทุนญี่ปุ่นกลับมาปักหลักในเมืองไทย
ส่วนความคืบหน้าการสรรหาประธาน สทท. คนใหม่ ที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ ๗ ตุลาคมนี้ คาดว่านายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก จะได้รับตำแหน่ง ส่วนกรรมการคนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ส่วนความเคลื่อนไหวของประธานบอร์ด ททท.คนใหม่ คาดว่าจะเป็น กลินท์ สารสิน กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่น่าจะรับลูกทำงานเป็นทีมเดียวกับรัฐบาลได้ ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิที่ขาดอยู่อีก ๒ คน ยังไม่เปิดเผย

๖. ทีไอเจเผยผลวิจัย ๒๒ แก๊งโจรข้ามชาติ อาละวาดในไทย กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) เผยผลงานวิจัยเกี่ยวกับแก๊งอาชญากรรมต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในไทย พบมี ๒๒ แก๊งใหญ่ที่มีการรวมตัวกันอย่างชัดเจน อาทิ แก๊งรัสเซียและโรมาเนีย ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการปลอมแปลงบัตรเอทีเอ็มและบัตรเครดิต ด้วยการสกิมมิ่งข้อมูลบัตรภายในเวลา ๓๐ วินาที แล้วนำบัตรไปตระเวนกดเงินตามตู้เอทีเอ็มในแหล่งท่องเที่ยว เมื่อได้เงินมาก็จะไปซื้อทองส่งกลับประเทศ ส่วนแก๊งอเมริกา เน้นโจรกรรมทรัพย์ตามบ้านจัดสรร เจาะตู้เซฟธนาคาร ขโมยอัญมณี เป็นต้น พร้อมเตรียมจัดสัมมนาใหญ่ “โฉมหน้าใหม่ของอาชญากรรมที่มาพร้อมกับการเปิดเสรีเออีซี” เพื่อเตือนภัยรับเออีซี

๗. จับไกด์เถื่อน ไทยรัฐ (หน้า ๑๕)

คอลัมน์ข่าวสั้นทันโลก : เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ที่ผ่านมา ชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลาง ๓๐ คน ได้รวมตัวกันแสดงพลังต่อต้านมัคคุเทศก์ต่างชาติชาวจีนที่บริเวณซอยหน้าพระธาตุ และสามารถจับกุมไกด์เถื่อนชาวจีนได้ ๒ ราย พร้อมประสานตำรวจสายสืบส่งตัวไป สน.ชนะสงคราม และแจ้งข้อหา สร้างความรำคาญให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าไกด์ดังกล่าวมีใบสั่งงานมัคคุเทศก์ ปรากฏชื่อบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏชื่อไกด์และตราประทับของตำรวจท่องเที่ยวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้เก็บไว้หลักฐานเพื่อเอาผิดกับบริษัททัวร์ต่อไป

๘. แม่ฮ่องสอนอ่วม ฝนถล่มดินสไลด์ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๙. ต้านเขื่อน สะเอียบฝาก ‘บิ๊กตู่’ วอนหยุดผลักดันแก่งเสือเต้น เหตุต้องโค่นป่า ๑๑ จว. – หมื่นไร่ ‘บิ๊กป๊อก ‘ลุยตรวจน้ำเจ้าพระยา’ ข่าวสด (หน้า ๑)

หลายจังหวัดยังคงเกิดฝนตกหนักและดินถล่ม โดยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดฝนตกหนักในพื้นที่แนวชายแดนบ้านรักไทย และบ้านนาป่าแปก อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ทำให้น้ำป่าจากลำน้ำแม่สะงาไหลเข้าท่วมไร่นาของราษฎร และเกิดดินสไลด์ปิดทับเส้นทางเข้าพระตำหนักปางตอง และหมู่บ้าน รักไทย แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรได้ แขวงการทางจังหวัดได้นำเครื่องจักรเข้าไปเปิดเส้นทางเร่งด่วนแล้ว และตลอดเส้นทางขึ้นไปยังพระตำหนักปางตอง และหมู่บ้านท่องเที่ยวบ้านรักไทย ยังถูกปกคลุมไปด้วยหมอกที่เกิดจากไอฝน พร้อมเตือนนักท่องเที่ยวที่ไม่ชำนาญทาง ควรเปลี่ยนถ่ายใช้บริการรถยนต์ในพื้นที่จะดีที่สุด
ส่วนที่จังหวัดสุโขทัย กำลังเร่งซ่อมพนังแตก หลังถูกแม่น้ำยมกัดเซาะจนขาด และที่จังหวัดแพร่ ชาวบ้านชาวสะเอียบ อำเภอสอง รวมตัวกันคัดค้านการสร้างเขื่อนลุ่มน้ำยม – แก่งเสือเต้น พร้อมขอให้รับฟังเสียงประชาชนลุ่มน้ำยม เนื่องจากป่า ๓ – ๔ หมื่นไร่จะถูกทำลาย
ด้านจังหวัดนครราชสีมา เกิดน้ำท่วมในเขตเทศบาลตำบลพิมาย ขณะที่น้ำในแม่น้ำมูลและลำน้ำจักรราช มีระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลพิมายได้สั่งเจ้าหน้าที่เตรียมกระสอบทรายไว้ป้องกัน และให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงได้นำถุงยังชีพเข้าไปช่วยเหลือราษฎร และที่จังหวัดชัยนาท พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และคณะได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยา โดยพบยังมีภาวะปกติ ไม่มีแนวโน้มจะเกิดอุทกภัยแต่อย่างใด

๑๐. เตือนภัยอีโบลากลายพันธุ์ ฮูไฟเขียวเลือดผู้ป่วยรักษา กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

ผอ.องค์การอนามัยโลก ยืนยัน ใช้เลือดผู้ป่วยรักษาผู้ติดเชื้ออีโบลาได้ แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาด ขณะที่ทีมแพทย์ศูนย์โรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา หวั่นไวรัสอีโบลากลายพันธุ์ ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ ด้านไอเวอรี่โคสต์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน ได้สั่งปิดพรมแดน ห้ามค้าเนื้อสัตว์ป่า หวังสกัดการแพร่ระบาด ส่วนคิวบา เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญ ๑๖๕ คน ไปยังแอฟริกาตะวันตก เพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยอีโบลา

๑๑. บินไทยห้ามโหลด ‘ลิเธียม’ พาวเวอร์แบงก์จำกัดความจุ ผวาไฟไหม้กลางเวหา ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๑๒. เข้มแบตฯ สำรองห้ามพกขึ้นเครื่อง โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๓)

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการบินไทย ออกมาตรการคุมเข้ม เพิ่ม “แบตเตอรี่ลิเธียม” เป็นวัตตุอันตราย รวมถึงแบตเตอรี่สำรองมือถือ หรือพาวเวอร์แบงก์ ห้ามโหลดใต้ท้องเครื่องบิน และให้พกขึ้นเครื่องได้ความจุไม่เกิน ๓๒,๐๐๐ mAh เท่านั้น เหตุแบตเตอรี่ลิเธียมเกิดความร้อนแล้วไฟประทุ หวั่นจะเกิดไฟไหม้ลุกลามทำอันตรายต่อเครื่องบิน หลังเคยเกิดมาแล้วกับสายการบินต่างชาติ
---------------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันเสาร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๗

๑. รมว.ท่องเที่ยวสั่งบูรณาการหน่วยงานขับเคลื่อนตลาด กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๒)

๒. ผุด “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” ไทยรัฐ (หน้า ๙)

๓. กอบกาญจน์นัดมอบงาน ๑๕ ก.ย. เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๔. กอบกาญจน์ชูปี ๕๘ ท่องเที่ยววิถีไทย มติชนรายวัน (หน้า ๕)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. ได้นำคณะผู้บริหาร ททท. เข้าประชุมกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา อย่างไม่เป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้นำเสนอแผนปฏิบัติการท่องเที่ยวประจำปี ๒๕๕๘ ซึ่งจะนำเสนอปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทย หรือ Discover Thainess ๒๐๑๕ เพื่อผลักดันรายได้การท่องเที่ยวให้ถึงเป้าหมาย ๒.๒ ล้านล้านบาท พร้อมรับฟังข้อเสนอในการปรับปรุงแผนในบางประเด็น เพื่อให้นำกลับมานำเสนอใหม่ระหว่างที่ รมว.มีกำหนดจะมอบนโยบายให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ในวันที่ ๑๕ กันยายนนี้
ด้านนางกอบกาญจน์ มีแนวคิดให้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ทำงานแบบบูรณาการร่วมกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการทำงานสูงสุด พร้อมยืนยันบทบาทของตัวเอง จะเป็นผู้ประสานงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเป็นไปตามทิศทางที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการใช้เครื่องมือในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้น จะเน้นการตลาดสมัยใหม่ หรือ modern marketing โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาทำตลาดมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

๕. ททท. จับมือพันธมิตรกระตุ้นตลาดสิ้นปี สยามรัฐ (หน้า ๖)

นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการ ททท. เผย ททท. ได้ร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน จัดทำปีการท่องเที่ยววิถีไทย ๒๕๕๘ ภายใต้แคมเปญ Discover Thainess ๒๐๑๕ ซึ่งได้สรุปแนวทางเบื้องต้นอยู่ ๔ เรื่องคือ ๑. ข้อสรุปการใช้ชื่อปีท่องเที่ยว เพื่อโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ในตลาดโลก ๒. จัดหมวดสินค้าทางการท่องเที่ยว ๗ กลุ่ม เน้นกระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึกถึงวิถีไทย ๓. ภาคีพันธมิตรในเวทีโลกหลายกลุ่มธุรกิจตื่นตัวพร้อมเข้าร่วมโครงการ และ ๔ กระทรวงที่เกี่ยวข้องขานรับเต็มที่ทุกแห่ง
ในส่วนของการจัดหมวดหมู่สินค้า จะจัดโดยการใช้สัญลักษณ์ของสี ภายใต้ชื่อ “สีรุ้งแห่งความสุข” เชื่อมโยงความรู้สึกของนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้าถึงวิถีไทย ๗ กลุ่ม พร้อมจะร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตร ทั้งกลุ่มบัตรเครดิตระดับอินเตอร์เนชั่นแนล กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย และกลุ่มบัตรเครดิตธนาคาร รวมทั้งจะหารือร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้ามาสนับสนุนเพิ่มอีกทาง และจะมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอดปี ๒๕๕๘ กับสื่อนานาชาติในค่ายใหญ่ของโลก เพื่อให้ปีการท่องเที่ยววิถีไทย เข้าถึงนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นรายได้ในปี ๒๕๕๘

๖. ททท. จัดกิจกรรมพิเศษเกี่ยวกับครอบครัว สยามรัฐ (หน้า ๗)

๗. ททท. ชวนเที่ยวปิดเทอม มติชนรายวัน (หน้า ๖)

ททท. ร่วมกับ นิตยสาร Family Travel และเซ็นทรัล บัณฑิตน้อย จัดกิจกรรมท่องเที่ยว Family Holiday ในช่วงปิดเทอม ๒ เส้นทาง ได้แก่ วันที่ ๑๑ – ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ กับเส้นทางสัตหีบ เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี และวันที่ ๒๕ – ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗ กับเส้นทางเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

๘. อพท. เด้งรับนโยบายเต็มพิกัด ชูจุดดีองค์กรเสริมแกร่งการท่องเที่ยว บ้านเมือง (หน้า ๓)

อพท. ชี้จุดดีของการขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ช่วยให้เกิดความคล่องตัว เพราะมีปลัดของทุกกระทรวงนั่งเป็นกรรมการอยู่แล้ว โดย อพท. จะช่วยเสริมศักยภาพงานของรัฐบาลได้อย่างดี เพราะเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาทำหน้าที่เสริมศักยภาพให้กับชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งท้องถิ่นให้ดีขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยเป็นผู้ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนชุมชน

๙. ฉีดยาแรง ‘ท่องเที่ยว’ เบี้ยไม่ถึงเหรียญ / ‘พลังงาน’ บีบปั๊มก๊าซทำประกันบุคคลที่ ๓ สยามธุรกิจ (หน้า ๑)

สมาคมประกันวินาศภัย เตรียมใช้โอกาสที่รัฐบาลจัดตั้งกองทุนเยียวยานักท่องเที่ยว ๒๐๐ ล้านบาท เสนอโครงการใหม่ “ประกันจลาจล – เคอร์ฟิว” ที่กรมธรรม์ทั่วไปไม่คุ้มครอง โดยยึดโมเดลในอดีต เสนอราคาเบี้ยประกันต่ำ หัวละไม่ถึง ๑ เหรียญ และขยายระยะเวลาคุ้มครองให้ยาวขึ้น เป็นทั้งปี จากเดิมแค่ ๖ เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว กระตุ้นให้เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น ส่วนวงเงินคุ้มครองกำลังดูอยู่ว่า จะอยู่ที่ ๑ หมื่นเหรียญเท่าเดิม หรือ ๕ หมื่นเหรียญ เผยโครงการนี้เป็นคนละโครงการกับที่ ททท. เซ็นเอ็มโอยูกับ ๔ บริษัทประกัน ที่นักท่องเที่ยวจ่ายเบี้ยเอง เป็นความสมัครใจซื้อ
ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับผู้รับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ว่าจะประกันต่อไปให้ หรือบริษัทประกันภัยจะร่วมกันรับประกันไว้เอง ด้วยการจัดตั้งเป็นกองกลาง (พูล) ขึ้นมา แล้วแบ่งสัดส่วนรับประกันให้แต่ละบริษัทที่เข้ามาร่วม ชี้ เหตุที่กล้าเข้ามารับประกันภัยเพราะอยากช่วยชาติ พร้อมเตรียมเสนอ ททท. และ คสช. พิจารณา หวังเริ่มขายช่วงไฮซีซั่นในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าเบี้ยประกัน จะอยู่ที่ประมาณ ๕๐ – ๗๐ ล้านบาท

๑๐. หลอกขายทัวร์ ไทยรัฐ (หน้า ๑๕)

คอลัมน์ข่าวสั้นทันโลก : เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ที่ผ่านมา ผจก.บจก.บ้านมัคคุเทศก์ และตัวแทนบริษัททัวร์รวม ๒๖ บริษัท ได้แจ้งความกับ พงส.กก.๑ บก.ป. ว่าถูกบริษัทรับจองตั๋วเครื่องบินหลอกให้ซื้อทัวร์ไปญี่ปุ่น มูลค่ากว่า ๗ ล้านบาท แต่เมื่อถึงกำหนดเดินทาง บริษัททัวร์ดังกล่าวแจ้งว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสายการบิน และจะคืนเงินให้ทั้งหมด แต่พอถึงวันคืนเงิน กลับไม่ได้รับเงินคืน จึงได้รวมตัวกันแจ้งความดำเนินคดี

๑๑. ท่องเที่ยวขยับตัวดีขึ้น บ้านเมือง (หน้า ๓)

บทบรรณาธิการ กล่าวถึงบรรยากาศการท่องเที่ยว ที่เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ หลัง คสช. เข้ามายึดอำนาจ และมีรายการคืนความสุขให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้ทุกวิธีการเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับนานาประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในไทย พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้กลับมาเที่ยวไทย ล่าสุด มีมติยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีน เป็นเวลา ๓ เดือน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงจำนวนมาก และได้สั่งให้จัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนภาครัฐและเอกชนที่ทำงานด้านการท่องเที่ยว เป็นตัวกลางโน้มน้าวนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้ขณะนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ แม้จะเป็นช่วงเวลาของการประกาศกฎอัยการศึก แต่คนไทยส่วนใหญ่มีความสุข

๑๒. ยกเลิกกฎอัยการศึก / ประกันภัยชาวต่างชาติ ไทยรัฐ (หน้า ๔)

คอลัมน์บุคคลในข่าว โดย กระสุนทอง เชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องการยกเลิกประกาศ กฎอัยการศึกว่า ควรหรือไม่ควร และคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะประเทศเพิ่งผ่านวิกฤติการเมือง ขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็เตรียมลุกขึ้นมาสร้างความปั่นป่วนอีกครั้ง และประเทศยังจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันการปฏิรูป เพราะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากยกเลิกกฎอัยการศึก จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่

ทั้งนี้ ม็อบการเมืองยุคประชาธิปไตย ต่างชาติได้ประกาศเตือนพลเมืองไม่ให้เข้าไทยหลายสิบประเทศทุกครั้งที่ปะทุความรุนแรง แต่กฎอัยการศึกแบบไทยๆ ในความเป็นจริง นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้ เพราะรัฐประหารสลับกับเลือกตั้งมาต่อเนื่อง ส่วนกรณีประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว ล่าสุด ททท. ได้ร่วมกับ ๓ บริษัทประกันภัยเดินทางไปโรดโชว์แล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อประกันคุ้มครองภัยการเมืองการจลาจล ๖๐๐ บาท ได้สินไหมทดแทน ๑ ล้านบาท

๑๓. ฝรั่งมะกันเมาคลั่ง ดิ่งโรงแรมดังดับ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุชายชาวต่างชาติคลุ้มคลั่ง วิ่งหนีขึ้นไปบนขึ้น ๕ ของโรงแรมนานา ถนนสุขุมวิท แล้วกระโดดลงมาเสียชีวิต จากการสอบถามทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวอเมริกัน อายุ ๕๑ ปี ก่อนเกิดเหตุชายดังกล่าวได้เดินโซเซคล้ายมึนเมาเข้ามาในโรงแรม โดยเดินเข้ามาทางด้านหน้า ผ่านล็อบบี้ทะลุมาทางประตูด้านหลัง แล้วไปแอบตรงข้างบันไดหนีไฟ พนักงานโรงแรมได้เข้าไปสอบถาม แต่กลับมีอาการหวาดกลัว และขว้างปาสิ่งของใส่พนักงานโรงแรม ก่อนจะวิ่งหนีขึ้นไปบนชั้น ๕ แล้วเริ่มมีอาการคลุ้มคลั่ง กระโดดลงมาเสียชีวิตที่กันสาดชั้น ๒ ของโรงแรม จากการตรวจสอบพบว่า เพิ่งเดินทางมาไทยได้เพียงวันเดียว ขณะนี้ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด

๑๔. วิจัยพบ ๗๐ ล.คน เสี่ยงติดอีโบลา สธ. ชี้ผลเลือดชาวดัตช์เป็นลบ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด เผยผลวิจัยล่าสุด ชี้ คนกว่า ๗๐ ล้านคนเสี่ยงติดเชื้อไวรัสอีโบลา และมีโอกาสลามเพิ่มไปอีก ๑๕ ประเทศทั่วแอฟริกา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข เผยผลตรวจเลือดชายชาวเนเธอร์แลนด์เป็นลบ ไม่ได้ป่วยด้วยโรคอีโบลา พร้อมรอผลยืนยันรอบ ๒ อีกครั้งในวันที่ ๑๕ กันยายนนี้
-----------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th