ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

27/7/58

ข่าวประเด็นสำคัญ วันจันทร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. เวิลด์ เอ็กซ์โป ๒๐๑๕ เมืองมิลาน อิตาลี สร้างโอกาส – ขยายตลาดการท่องเที่ยวไทย คม ชัด ลึก (หน้า ๒๐)

คอลัมน์กฤษนะทัวร์ยกล้อ โดย กฤษนะ ละไล รายงานบรรยากาศการเข้าร่วมงานนิทรรศการโลก หรือเวิลด์ เอ็กซ์โป มิลาโน ๒๐๒๕ ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม – ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ โดยไทยได้เข้าร่วมงาน ด้วยแนวคิด Nourishing and Delighting the World หรือการเลี้ยงดูโลกอย่างยั่งยืน โดยใช้งอบของเกษตรกร พญานาค และรูปทรงของฐานเจดีย์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบอาคารจัดแสดงของไทย
นอกจากนี้ ททท. โดยนางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. ได้ลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับสายการบินเอทิฮัด เพื่อร่วมกันจัดโครงการด้านการตลาด เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวไทยต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรป และตะวันออกกลาง โดยมีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นสักขีพยาน มั่นใจการลงนามข้อตกลงดังกล่าวและการจัดกิจกรรม Thailand Week ในงานเอ็กซโป มิลาโน ๒๐๑๕ จะส่งผลให้ผู้โดยสารของสายการบินเอทิฮัดเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ๒๖% จาก ๖.๓๕ แสนคน เป็น ๘ แสนคนภายในปี ๒๕๕๙ พร้อมช่วยผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยบรรลุเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว ๒.๒ ล้านล้านบาทในปีนี้ และเดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ ๒.๓ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๙

๒. สทท. ดันไทยฮับเรือสำราญเทียบสิงคโปร์ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๑)

สทท. ได้เสนอแผนพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวโดยเรือสำราญในไทย ต่อนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้ช่วยผลักดัน หลังยื่นแผนงานผ่านที่ประชุม กรอ. ไปแล้ว โดยแบ่งแผนงานออกเป็น ๓ ระยะ ได้แก่ ช่วงเร่งด่วน ๑ – ๒ ปี ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานท่าเรือ A๑ ที่แหลมฉบังให้เป็นสากล เพิ่มขีดความสามารถท่าเทียบเรือเล็กนาทอนที่เกาะสมุย เพื่อให้เรือสำราญเข้าได้พร้อมกัน ๓ ลำ สร้างท่าเทียบเรือเล็กชั่วคราวที่กระบี่ เพื่อรับเรือสำราญที่วางโปรแกรมแวะพักในไทย และเร่งปรับปรุงระเบียบพิธีการอำนวยความสะดวก ควบคู่การศึกษาแผนสร้างท่าเรือศูนย์กลางแห่งที่ ๒ ฝั่งอ่าวไทยระหว่างกรุงเทพฯ – ชลบุรี และ Home Port แห่งที่ ๑ ฝั่งอันดามัน (กระบี่ หรือภูเก็ต)
แผนระยะกลาง ๓ – ๕ ปี สร้างท่าเทียบเรือเล็กฝั่งไทยและอันดามัน วางระบบรักษาความปลอดภัยทางเรือ และพัฒนาท่องเที่ยวทางเรือสำราญเชื่อมไทย – อาเซียน และแผนระยะยาว ๖ – ๑๐ ปี ต้องพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยงท่าเรือศูนย์กลางทั้งหมดอย่างครบวงจร รวมทั้งจัดตั้งหน่วยงานหลัก พัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ สทท. ประสานงานต่อไป
ชี้ ไทยมีโอกาสเป็นฮับเรือสำราญในเอเชียตอนเหนือ พร้อมคาดว่าตลาดเรือสำราญในไทย ๔ ปีจากนี้เติบโตสูง โดยปี ๒๕๕๙ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ๑๕% คิดเป็นรายได้ ๒,๑๒๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ จะขยายตัวถึง ๓๐% มีรายได้ ๒,๓๙๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๑ เติบโต ๒๐% มีรายได้ ๒,๘๙๐ ล้านบาท และปี ๒๕๖๒ มีนักท่องเที่ยวเพิ่ม ๔๐% มีรายได้ ๓.๓ พันล้านบาท

๓. หนุนขับรถเที่ยวข้ามแดน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

แอตต้า และกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้ทีมไทยแลนด์ ได้ร่วมกันสำรวจเส้นทางรถ เพื่อนำมาทำเป็นแพ็กเกจทัวร์เส้นทางรถ เพื่อกระตุ้นการเดินทาง โดยจะเน้นกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือกลุ่มซีแอลเอ็มวี โดยวันที่ ๒๘ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคมนี้ ทีมงานจะ นำร่องสำรวจเส้นทางไทย – ลาว – กัมพูชา – เวียดนาม เพื่อรวบรวมข้อมูลทางการท่องเที่ยว นำเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพัฒนาต่อไป

๔. กรมพัฒน์เจอนอมินีท่องเที่ยวภูเก็ต สอบเชิงลึกก่อนฟัน พร้อมส่ง DSI จัดการ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๙)

๕. สั่งสอบลึกนอมินีภูเก็ต ส่อผิด ๔ ราย โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๑)

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ กรมการท่องเที่ยว ดีเอสไอ และตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่ตรวจสอบการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต พบมีบริษัทเข้าข่ายเป็นนอมินี ๔ ราย จากที่ไปตรวจสอบทั้งหมดกว่า ๘๐ ราย พร้อมได้แจ้งไปยังผู้ประกอบการให้ส่งเอกสารยืนยันการประกอบธุรกิจ และการเป็นเจ้าของธุรกิจมาให้กรมฯ พิจารณา รวมทั้งจะมีการตรวจสอบเชิงลึกต่อไปว่าเป็นการดำเนินธุรกิจโดยคนไทย หรือว่าเป็นนอมินีให้กับต่างชาติ หากพบเป็นนอมินี จะดำเนินการตามกฎหมายทันที พร้อมส่งดีเอสไอดำเนินการต่อ ย้ำ การตั้งบริษัททำธุรกิจนำเที่ยวต้องได้รับการอนุญาตจากกรมการท่องเที่ยวก่อน เพื่อป้องกันต่างชาติสวมสิทธิ์ และสกัดกลุ่มที่ทำธุรกิจหลอกลวง

๖. สศค.ปรับลดจีดีพีเหลือ ๓% ลุ้นค่าเงินบาทอ่อนตัว ดันส่งออกขยายตัว ไทยรัฐ (หน้า ๙)

สศค. คาดว่าจีดีพีปีนี้ขยายตัวได้ประมาณ ๓% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ ๓.๗% โดยประเมินว่าตัวเลขส่งออกจะขยายตัวติดลบ แต่อาจได้รับผลดีจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว พร้อมลุ้นรัฐบาลออกมาตรการช่วยปัญหาภัยแล้ง และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนช่วยกระตุ้นบริโภคในประเทศ เผยยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ทั้งจากภายในประเทศและการนำเข้า

๗. รมต.พม่าเยือนไทย – จ่อฟรีวีซ่า ข่าวสด (หน้า ๑๑)

นายวันนะ หม่อง ลวิน รมว.การต่างประเทศของพม่า มีกำหนดจะเดินทางมาไทยในวันที่ ๒๘ กรกฎาคมนี้ เพื่อเป็นประธานร่วมในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย – พม่า ครั้งที่ ๙ (เจซี) พร้อมจะมีการหารือในประเด็นความร่วมมือทวิภาคีใน ๓ ด้าน ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจสังคม และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และหลังเสร็จสิ้นการประชุมจะมีพิธีลงนามความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางด้วย

๘. รถทัวร์นักท่องเที่ยวจีนตกบายพาสภูเก็ตเจ็บอื้อ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๕)

เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์โดยสารนักท่องเที่ยวจีนเสียหลักตกข้างทางบริเวณถนนบายพาส จังหวัดภูเก็ต ทำให้นักท่องเที่ยวจีนได้รับบาดเจ็บหลายราย จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ารถดังกล่าวมีผู้โดยสารรวมทั้งคนขับรถจำนวน ๒๐ คน เป็นนักท่องเที่ยวจีน ๑๗ คน

----------------------------------------------------

โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. บอร์ดไม่กล้าตั้งบิ๊ก ททท. หลัง สตง.ท้วงทุจริต ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๑๒)

บอร์ด ททท. ยังไม่ลงมติแต่งตั้งนายยุทธศักดิ์ สุภสร เป็นผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ เนื่องจาก สตง. มีหนังสือถึงนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ทักท้วงเรื่องการพิจารณาแต่งตั้งผู้ว่าการ ทำให้ต้องเลื่อนการทำสัญญาจ้างนายยุทธศักดิ์ออกไป และบอร์ดได้ทำหนังสือไปยัง ๔ หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลการทุจริต เพื่อพิจารณาการแต่งตั้งนายยุทธศักดิ์ โดยขณะนี้ทาง สตช.ได้ส่งรายละเอียดชี้แจงมาแล้ว
นอกจากนี้ บอร์ดไม่เห็นด้วยการแนวคิดของ สปช. ที่จะให้ควบรวม ๕ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมองว่าโครงสร้างที่เสนอมายังคลุมเครือ และจะเป็นปัญหากระทบกับยุทธศาสตร์หากต้องถูกแยกการทำงานออกมา อีกทั้ง ททท. ที่เป็นรัฐวิสาหกิจมีความคล่องตัวอยู่แล้ว

๒. ททท.ภาคอีสานจัดงานราชินีไหม เดลินิวส์ (หน้า ๒)

นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. เผย ททท.สนง.ขอนแก่น ร่วมกับ จังหวัดกาฬสินธุ์ กำหนดจัดงานวิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๑๗ สิงหาคมนี้ ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ และหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๓ พรรษา ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเดินแบบผ้าไหมแพรวาโดยนางแบบชั้นนำ การประกวดผลิตภัณฑ์ผ้าทอไหมแพรวา เป็นต้น

๓. รัฐบาลเดินหน้าหนุนท่องเที่ยวยั่งยืน แนวหน้า (หน้า ๑๑)

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย รัฐบาลเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่วนกรณี ที่นักท่องเที่ยวบางกลุ่มมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ โดย หากพื้นที่ใดต้องการขอความช่วยเหลือด้านเอกสาร แผ่นพับ เป็นกรณีพิเศษ ให้ทำเรื่องแจ้งมายัง กรมการท่องเที่ยว และจากการที่รัฐบาลผลักดันให้ปีนี้เป็นปีท่องเที่ยววิถีไทย ทำให้การท่องเที่ยวช่วง ๓ เดือนที่ผ่านมาดีขึ้น ตั้งเป้าปี ๒๕๕๘ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๒๘.๘ ล้านคน

๔. ต่างชาติแห่พักย่านข้าวสาร ยอดจอง ก.ค. – ส.ค.เกือบ ๑๐๐% เชื่อปลายปีนักเที่ยวเข้าต่อเนื่อง โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๑๒)

นายสง่า เรืองรัตนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัดดี้กรุ๊ป เผย เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม มีอัตราเข้าพักโรงแรมในเครือย่านถนนข้าวสารเกือบ ๑๐๐% ทุกแห่ง สูงกว่าช่วงเดียวกันของ ปีที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ ๗๐ –๘๐% เพราะสถานการณ์บ้านเมืองสงบ อีกทั้งได้อานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย และเป็นช่วงปิดภาคเรียนของสิงคโปร์และฮ่องกง ทำให้ได้กลุ่มนักศึกษาที่ แบกเป้ท่องเที่ยวมาเสริม รวมถึงมียอดจองจากตลาดจีนเข้ามามาก โดยพบว่ายอดจองกว่า ๘๐% มาจากทางออนไลน์ พร้อมคาดว่าช่วงไตรมาส ๓ จะมีอัตราเข้าพักเฉลี่ย ๘๐ – ๙๐% ส่วนไตรมาส ๔ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปเข้ามามาก ขณะที่กลุ่มจีนจะเบาบางลง จากราคาห้องพักที่แพงสุดช่วงปลายปี

๕. บินไทยปิดฉากไฟลต์ไปอเมริกา โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๑)

การบินไทย จะปรับลดเที่ยวบินใน ๔ เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ – โซล – ลอสแองเจลิส, กรุงเทพฯ – โรม – อิตาลี, กรุงเทพฯ – กัลกัตตา อินเดีย และกรุงเทพฯ – ไฮเดอราบัด อินเดีย ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคมนี้ นอกจากนี้ ได้ยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ – หลวงพระบาง และกรุงเทพฯ – ฉางซา ประเทศจีน โดยสายการบินไทยสมายล์จะมาให้บริการแทน พร้อมได้ปรับเพิ่มเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ – ลอนดอน และกรุงเทพฯ – แฟรงเฟิร์ต จากเดิม ๑ เที่ยวบิน/วัน เป็น ๒ เที่ยวบิน/วัน โดยจะนำเครื่องบินโบอิ้ง ๗๗๗ - ๓๐๐ ER ที่เลิกบินในเส้นทางลอสแองเจลิส มาใช้
ชี้ การปรับลดเที่ยวบินดังกล่าวทำให้อัตราบรรทุกผู้โดยสารลดลงเฉลี่ย ๖% โดยเส้นทางดังกล่าวปัจจุบันขาดทุนเฉลี่ยเส้นทางละ ๓๐๐ ล้านบาท/ปี เนื่องจากใช้เครื่องบินไม่เหมาะสม และราคา ไม่สามารถตอบโจทย์ผู้โดยสารได้ อย่างไรก็ตาม การบินไทยมีแผนจะกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางเหล่านี้อีกในช่วง ๒ ปีข้างหน้า หากสถานะทางการเงินของการบินไทยมีความแข็งแกร่งขึ้น
แหล่งข่าวจากการบินไทย ระบุ นับจากนี้การบินไทยจะไม่มีเส้นทางบินไปสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป หลังก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกเส้นทางกรุงเทพฯ – นิวยอร์ก อีกทั้งการประกาศปิดเส้นทางบินไปสหรัฐฯ ก่อนที่ FAA จะลดเกรดไทยในเรื่องมาตรฐานการบิน ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของการบินไทยไม่มีผลกระทบเพราะขณะนี้มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่า FAA จะลดเกรดการบินของไทยมาอยู่ที่ Category ๒ แน่นอน

๖. มุมมองแผนท่องเที่ยว ๒๕๕๙ (๒) เดลินิวส์ (หน้า ๑๓)

คอลัมน์คำตอบจากคนชอบเที่ยว โดย บริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวในปี ๒๕๕๙ ของ ททท. โดยระบุ พอจะยอมรับได้บ้างว่ามีอะไรที่เป็นความคิดสร้างสรรค์อันเกิดจากสมองของบุคลากรภายในองค์กร ขณะเดียวกันก็มีหลายกิจกรรม หลายโครงการ ที่มาจากความคิดของบุคลากรภายนอก ซึ่งคิดเป็นแนวทางให้สายการเมืองเข้ามาต่อท่อแสวงหาผลประโยชน์ ถูกนำมาเป็นสำเนาบรรจุไว้ในคัมภีร์ด้านการตลาดในปีหน้ารวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะการบุกเจาะตลาดแนวใหม่แบบ Modern Market อาทิ กลุ่มนักท่องเที่ยวสุภาพสตรีทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการท่องเที่ยวไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศต้นๆ ที่เลือกเจาะกลุ่มนี้ รวมถึงแนวคิดการชักจูงบรรดาคู่รักที่กำลังจะเลิกรา หรือหย่าร้างกันเข้ามาหาบรรยากาศเพื่อฟื้นฟูความรัก ซึ่งแนวคิดนี้ผู้เขียนมองว่า เป็นแนวคิดเชิงนามธรรมมากกว่าความเป็นจริง
ทั้งนี้ ในส่วนของการบุกตลาดกลุ่มสตรี ผู้เขียนมองว่ามีความเป็นไปได้สูง หากมีการเตรียมพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมารองรับคนกลุ่มนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ แผนปฏิบัติการยังชี้ชัดว่าจะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนด้านบริการ อาทิ การจัดห้องพักแบบเลดี้ฟอร์ในโรงแรมสำหรับกลุ่มสตรี รวมถึงขอให้ห้างสรรพสินค้าจัดพื้นที่จอดรถเป็นการเฉพาะแก่นักท่องเที่ยวสตรี เป็นต้น นอกจากนี้ มีแนวคิดจะเชิญบรรดาสตรี ดารานางแบบชื่อดังของแต่ละประเทศมาเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่ง แนวคิดนี้เป็นแนวคิดมีการทำมานานแล้ว แต่อย่างว่าบ้านเราบางทีทำอะไรไม่ต่างจากไฟไหม้ฟาง ตรงที่พอได้เวลาเปิดตัวแล้ว มักชอบลาโรงโดยไม่ขยายผลให้ต่อเนื่อง ตลาดกลุ่มสตรีนี่ก็เหมือนกัน ไม่รู้จะเป็นจริงเป็นจังได้สักแค่ไหน

๗. บึ้มปัตตานี ‘พระ – ทหาร’ เสียชีวิต กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ที่ผ่านมา คนร้ายได้ลอบวางระเบิดทหารชุดรักษาความปลอดภัย ขณะนำพระภิกษุออกบิณฑบาตที่จังหวัดปัตตานี ทำให้พระและทหารเสียชีวิต ๒ ราย ด้าน กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า จะเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต พร้อมชี้ กลุ่ม ผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงมุ่งสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความเกลียดชัง และความแตกแยกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการกระทำของพวกนอกศาสนา ที่มุ่งทำลายความงดงามของสังคมพหุวัฒนธรรม ส่วน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่เพิ่มความเข้มข้นป้องกันรักษาความปลอดภัยในทุกด้าน

--------------------------------------------------

โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันเสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. บอร์ดชะลอแต่งตั้ง ‘ยุทธศักดิ์’ นั่งผู้ว่า ททท. คนใหม่ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓)

๒. เลื่อนตั้ง “ยุทธศักดิ์” เป็นผู้ว่าฯ ททท. ร่อนหนังสือถาม สตง.ขอความชัดเจนซ้ำซาก ไทยรัฐ (หน้า ๘)

๓. ลุ้นระทึกเก้าอี้ผู้ว่า ‘ยุทธศักดิ์’ บอร์ด ททท. รอข้อมูลไฟเขียว เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๔. ‘ททท.’ ติงย้ายสังกัดสำนักนายกฯ ยิ่งทำให้งานท่องเที่ยวช้ากว่าเดิม มติชนรายวัน (หน้า ๖)

บอร์ด ททท. ยังไม่ลงมติแต่งตั้งนายยุทธศักดิ์ สุภสร เป็นผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ เพราะกำลังรอข้อสรุปจาก ๔ หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ทางบอร์ดได้ทำหนังสือสอบถามข้อมูล เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี สตง. ร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณ สมัยที่นายยุทธศักดิ์ ดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.สสว.
นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ดยังไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปโครงสร้างการท่องเที่ยวของ สปช. ที่จะให้ ททท. ไปเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเตรียมทำหนังสือชี้แจงเหตุผลที่ไม่เห็นด้วย และข้อเสนอในการปรับโครงสร้างอย่างเป็นทางการไปยังนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อหาช่องทางผลักดันให้ สปช. รับทราบต่อไป โดยจะเสนอให้พิจารณาการรวมหน่วยงานอื่นๆ ด้านการท่องเที่ยว ที่ยังกระจัดกระจายมาอยู่ด้วยกัน แทนที่จะแยกการทำงานในเชิงวางยุทธศาสตร์ให้เป็น หนึ่งเดียว จะมีการบูรณาการที่ได้ผลมากกว่า
นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. เผย ประเด็นที่องค์กรต้องการความชัดเจนคือ สถานะของ ททท. หากไม่เป็นรัฐวิสาหกิจจะอยู่ในรูปแบบใด และยังคงมีความคล่องตัวในการทำงานหรือไม่ เพราะตามโครงสร้างที่เสนอมามองว่า น่าจะทำให้เกิดความล่าช้ามากกว่า
นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายก สทน. ในฐานะบอร์ด ททท. กล่าวว่า ที่ประชุมรู้สึกแปลกใจที่ สตง.ทำหนังสือสอบถามข้ามมาที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แทนที่จะสอบถามไปที่ สสว.หรือกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ สสว. ในอดีต พร้อมได้ทำหนังสือกลับไปยัง สตง.ว่า ต้องการสอบถามเรื่องใด ขณะที่ บก.ปปป. ทำหนังสือตอบกลับมาแล้วว่าไม่มีทุจริต และกระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีหนังสือยุติเรื่องนี้ไปแล้ว

๕. ททท. ผนึกเอทิฮัดโปรโมทเที่ยวไทย เจาะตลาด ‘ยุโรป – ตะวันออกกลาง’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๒)

นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ททท. กับสายการบินเอทิฮัด ในการจัดโครงการด้านการตลาดเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวไทยให้กับกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลาง โดยมีสาระสำคัญ ๓ ด้านคือ ด้านการตลาด การสื่อสาร และการทำโปรโมชั่นร่วม เผยแพร่สู่นักท่องเที่ยวใน ๕ ตลาดสำคัญ ได้แก่ อิหร่าน แอฟริกาใต้ สเปน คูเวต ไอร์แลนด์ และ ๑๐ เมืองรอง ได้แก่ ดึสเซลดอร์ฟ เบอร์ลิน ฮัมบรูก์ สตุตการ์ด นูเรมเบิร์ก แมนเชนเตอร์ เอดินเบอระ และเวนิส ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๘ – กันยายน ๒๕๕๙ มั่นใจ การลงนามข้อตกลงดังกล่าวและการจัดกิจกรรม Thailand Week ในงานเอ็กซโป มิลาโน ๒๐๑๕ ประเทศอิตาลี จะส่งผลให้ผู้โดยสารของสายการบินเอทิฮัดเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ๒๖% จาก ๖.๓๕ แสนคน เป็น ๘ แสนคนภายในปี ๒๕๕๙

๖. ททท. เน้นกลุ่มนิชมาร์เก็ตในตลาดยุโรป สยามรัฐ (หน้า ๖)

ททท.สนง.ลอสแองเจลิส เตรียมนำเสนอสินค้าตามแคมเปญ ๑๒ เมืองต้องห้าม...พลาด ด้วยการทำตลาดใน ๒ กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเยาวชนที่เป็นนักศึกษา และกลุ่มที่ชื่นชอบการผจญภัย ตั้งเป้าโตได้เพียง ๑% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมประมาณ ๒๘ ล้านคน ก็ประสบความสำเร็จแล้ว
ขณะที่ ททท.สนง.ลอนดอน วางกลยุทธ์การตลาดในปี ๒๕๕๙ จะกระตุ้นตลาดกลุ่มเฟิรสต์ วิสิตเตอร์ จากเมืองใหม่ อาทิ กลาสโกว์ และเอดินเบอระ ในสกอตแลนด์ ด้วยการจัดโรดโชว์ เนื่องจากปัจจุบันมีสายการบินใหม่ๆ โดยเฉพาะสายการบินตรงเข้าเมืองรองอื่นๆ ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเชื่อมต่อผ่านศูนย์กลางการบินตะวันออกกลางมาไทยได้มากขึ้น ตั้งเป้าการทำตลาดในเมืองรองของอังกฤษ น่าจะสร้างรายได้โตประมาณ ๕% โดยจะมีการนำเสนอสินค้าทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรมควบคู่กันไป

๗. การบินไทย – ททท. พาน้องท่องฟ้าทัศนศึกษาปีท่องเที่ยววิถีไทย บ้านเมือง (หน้า ๑๒)

คอลัมน์ไลฟ์สไตล์ รายงานบรรยากาศกิจกรรมโครงการ “การบินไทย – ททท. พาน้องท่องฟ้าทัศนศึกษา ปีท่องเที่ยวไทย” เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕๕ ปีของทั้ง ๒ องค์กร โดยนำเยาวชนจากภาคเหนือและภาคใต้ ๑๐๐ คน เดินทางด้วยเที่ยวบินของการบินไทย จากเชียงใหม่และภูเก็ต มายังกรุงเทพฯ เป็นเวลา ๓ วัน ๒ คืน

๘. เที่ยวไทยไตรมาสสุดท้ายฉลุย เอกชนยืนยันเอเชียแรงไม่ตก สยามรัฐ (หน้า ๗)

คอลัมน์สกู๊ปพิเศษ นำเสนอแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จากการประเมินของภาคเอกชน โดยพบว่ามีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากช่วง ๕ เดือนแรก (มกราคม – พฤษภาคม) มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเติบโตกว่าปี ๒๕๕๗ ประมาณ ๒๔.๙% และคาดว่ายังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะเป็นไปตามที่ ททท. ตั้งไว้ที่ ๒๘ ล้านคน และสิ้นปี ๒๕๕๘ จะเกินเป้าหมายแน่นอน เพราะช่วงเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีการฉลองนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นคนที่ ๑๖ ล้าน
ด้านแอตต้ามั่นใจ ทัวร์อินบาวนด์ปีนี้ได้ตามเป้าหมาย และคาดว่าช่วงต้นปี ๒๕๕๙ สถานการณ์ต่างๆ น่าจะคลี่คลายมากขึ้น โดยเฉพาะภาพรวมของเศรษฐกิจยุโรปน่าจะดีขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วน กลยุทธ์การตลาดของแอตต้าในขณะนี้ ได้มุ่งเน้นเจาะตลาดในประเทศแถบเอเชีย ขยายตลาดไปยังญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงจีน โดยเดือนกันยายนนี้ จะจัดโรดโชว์และเทรดโชว์ นำผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีประมาณ ๑๐๐ ราย ไปร่วมงานที่เมืองหางโจว และเฉินตู ของจีน
ส่วน สทน. ชี้ การทำตลาดท่องเที่ยวในประเทศยังไม่เต็มที่เท่าที่ควร ยังยึดแนวทางการตลาดเดิมๆ ไม่มีรูปแบบจาก ททท ที่เวลานี้น่าจะฉวยวิกฤติของตลาดทั่วโลกทรุดตัว พลิกให้เป็นโอกาสด้วยการส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการดำเนินงานของรัฐบาลน่าจะมีนโยบายที่เอื้อต่อการทำงานของผู้ประกอบการ พร้อมทั้งมีการประสานการทำงานจากส่วนกลางลงสู่ภูมิภาค เพื่อกระจายการเดินทางให้เพิ่มมากขึ้น และสมาคมโรงแรมไทย เร่งรัฐบาลแก้ปัญหาโรงแรมเถื่อน เพราะส่งผลกระทบต่อราคาห้องพัก

๙. ประจินรับธุรกิจการบินสาหัส / เดินหน้ายกเครื่องมาตรฐาน / มั่นใจแก้ไขให้ได้หลักสากล เดลินิวส์ (หน้า ๗)

๑๐. ‘ประจิน’ ปลอบใจธุรกิจการบินไม่ถอยหลัง เร่งผุดอาคาร – รันเวย์นักเที่ยวล้นทะลุ ๑๐๐ ล. มติชนรายวัน (หน้า ๖)

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อแนวทางและศักยภาพของท่าอากาศยานไทยในการรับรองการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย โดยยอมรับว่าในปี ๒๕๕๘ อุตสาหกรรมการบินของไทยอยู่ในช่วงที่ยากลำบาก แต่กระทรวงคมนาคมจะพยายามเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่สะสมมาในอดีต โดยเฉพาะการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและพัฒนาบุคลากรด้านการบินให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และมีจำนวนเพียงพอ โดยจะทำทุกวิถีทางให้ปัญหาที่มีลุล่วง และขอให้ความมั่นใจกับผู้ประกอบการว่า ธุรกิจการบินของไทยจะไม่ถูกปิด ด้อยค่า ลดขนาด หรือต้องกลับไปเริ่มใหม่ เพราะการเดินอากาศการควบคุมจราจรทางอากาศ ท่าอากาศยานต่างๆ ยังให้บริการได้ตามมาตรฐานสากล
ส่วนการแก้ไขปัญหา จะเน้นแก้ไขในส่วนของบุคลากรเป็นสำคัญ โดยจะเข้าไปตรวจสอบว่า การผลิตบุคลากรด้านการบิน จะมีแนวทางใดที่จะยกระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้น รวมทั้งเข้าไปศึกษาโดยละเอียดว่า ความต้องการในบุคลากรแต่ละด้านมีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรมากน้อยแค่ไหน เพื่อปรับให้การผลิตบุคลากรของหน่วยงานด้านวิชาการ และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการบินสามารถทำงานไปพร้อมกัน และตรงตามเป้าหมายที่วางไว้
นอกจากนี้ ยังมีแผนจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการบินในด้านอื่น อาทิ เร่งขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่แออัด พัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้เป็นศูนย์กลางการบินและทางเลือกใหม่ของการใช้บริการ พัฒนาท่าอากาศยานกระบี่ ให้เป็นท่าอากาศยานคู่แฝดกับท่าอากาศยานภูเก็ต เป็นต้น
ด้าน ทอท. เผย ขณะนี้ท่าอากาศยาน ๓ แห่ง เริ่มมีผู้โดยสารล้นขีดความสามารถ ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปีนี้จะมีผู้ใช้บริการถึง ๕๒ ล้านคน สูงกว่าขีดความสามารถที่รองรับได้ ๔๕ ล้านคนต่อปี และคาดว่าปี ๒๕๖๓ จะเพิ่มเป็น ๖๘ ล้านคน ซึ่ง ทอท. เตรียมสร้างอาคาร ๒ รันเวย์ ๓ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ ๖๐ ล้านคน/ปี
ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง ปีนี้จะมีผู้โดยสารถึง ๒๙.๕ ล้านคน สูงกว่าขีดความสามารถที่รองรับได้ ๑๘.๕ ล้านคน/ปี และคาดว่าปี ๒๕๖๓ จะมีผู้โดยสารมากถึง ๔๓.๕๔ ล้านคน ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคาร ๒ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึง ๓๐ ล้านคน/ปี พร้อมจะเปิดให้บริการปลายปีนี้ และท่าอากาศยานภูเก็ต ปีนี้จะมีผู้โดยสารถึง ๑๓.๐๙ ล้านคน สูงกว่าขีดความสามารถที่รองรับได้ ๖.๕ ล้านคน/ปี และคาดว่าปี ๒๕๖๓ จะมีผู้โดยสารถึง ๑๙.๒๒ ล้านคน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ซึ่งจะรองรับผู้โดยสารได้ถึง ๑๒.๕ ล้านคน/ปี

๑๑. ลุย ‘อีเอชไอเอ – ยื่นซองประมูล’ ควบคู่ไตรภาคีโรงไฟฟ้ากระบี่ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

กฟผ. และรัฐบาลยืนยัน ไม่ชะลอการทำอีเอชไอเอ และเดินหน้าเปิดยื่นซองประกวดราคาการประมูลโรงไฟฟ้ากระบี่ พร้อมแจงการดำเนินการอีเอชไอเอควบคู่กับการประมูลไม่มีผลทางกฎหมาย หวั่นหากรอกระบวนการอีเอชไอเอเสร็จก่อนประมูล อาจทำให้โครงการล่าช้า ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้ไตรภาคีหารือเพื่อหาข้อยุติ ระบุ ไม่ระงับโครงการชั่วคราว และขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ย้ำโรงไฟฟ้าภาคใต้มีความจำเป็น
------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th





























ข่าวประเด็นสำคัญ วันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. ค้านควบ ‘๕ หน่วยงาน’ ท่องเที่ยว สรทท. ยื่นประท้วงบอร์ดวันนี้ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๕)

๒. เสนอยุบกระทรวงท่องเที่ยว / ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ / ขึ้นตรงต่อ ‘นายกรัฐมนตรี’ เดลินิวส์ (หน้า ๗)

๓. ‘กอบกาญจน์’ ค้านยุบ ก.ท่องเที่ยว / สปช.ชง ๕ หน่วยงานสังกัดสำนักนายกฯ / สร้างความคล่องตัวขับเคลื่อนบูรณาการ มติชนรายวัน (หน้า ๘)

นายกงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการท่องเที่ยวไทย เผย สปช. ได้จัดทำข้อเสนอให้ ครม. พิจารณาปรับโครงสร้างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาใหม่ ให้เหลือเพียงกระทรวงกีฬาอย่างเดียว ส่วนหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ๕ แห่ง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว ททท. ทีเส็บ อพท. และ ให้ควบรวม โดยตั้งเป็น “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ” แทน ทำงานในรูปแบบเดียวกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แบ่งการทำงานออกเป็น ๔ ด้านคือ ด้านยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหน้าที่ของสำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวเดิม ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยวเดิม การประชาสัมพันธ์และการตลาด เป็นหน้าที่ของ ททท.เดิม และหน่วยงานวิจัย ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบมูลนิธิที่เพื่อเป็นศูนย์กลางการวิจัยพัฒนา โดยคาดว่าทั้ง ๕ องค์กรจะต้องมีพนักงานประมาณ ๒ พันคน
ในส่วนของ ททท. หากปรับอยู่ภายใต้โครงสร้างใหม่จะต้องปรับแก้ไขโครงสร้าง และต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๒ ให้ยังคงเป็นหน่วยงานรัฐ แต่ไม่ต้องคงความเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป เพราะไม่มีภารกิจหลักเรื่องการลงทุน และการสร้างรายได้ตรงเหมือนรัฐวิสาหกิจอื่น
พร้อมยืนยัน ที่มาของข้อเสนอการปรับโครงสร้างดังกล่าว มาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการคาดการณ์ถึงปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้นในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า หากการท่องเที่ยวเติบโตราว ๗.๕% หรือเพียงครึ่งเดียวของการเติบโตในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ ๑๐๐ ล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจก็จริง แต่จะเกิดปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมตามมาอีกมาก จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างให้เป็นสำนักงานคณะกรรมการท่องเที่ยว ภายใต้คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เพื่อให้การขับเคลื่อนคล่องตัว
อีกทั้งภารกิจการแก้ปัญหาการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ต้องอาศัยการจัดการข้ามกระทรวง หากมาอยู่สำนักนายกฯ โดยนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการโดยตรงผ่าน รมว.ประจำสำนักนายกฯ จะมีอำนาจครอบคลุม และทำงานแบบบูรณาการได้ดีกว่าการแยกไปเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างปัจจุบัน
ด้านสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สรทท.) และพนักงาน ททท. ได้จัดประชุมร่วมกัน ได้ข้อสรุป สรทท. และพนักงาน ททท. จะร่วมกันยื่นหนังสือต่อบอร์ดในวันนี้ (๒๔ กรกฎาคม) เพื่อให้หารือและขอมติอย่างเป็นทางการจาก ททท. ว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างดังกล่าว เพราะผู้บริหารและพนักงาน ททท. มีความกังวลและไม่สบายใจต่อความ ไม่ชัดเจนของโครงสร้างใหม่ จึงขอให้ชะลอแนวคิดออกไปก่อน
ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มองว่าข้อเสนอการปรับโครงสร้างเป็นเรื่องดี แต่อาจยังไม่เหมาะสมในเวลานี้ เพราะอาจทำให้การกำกับดูแลไม่คล่องตัว และมีผลทำให้การผลักดันการส่งเสริมล่าช้า

๔. ทีมเศรษฐกิจโต้ข่าวปรับ ครม. เอกชนดัน ‘สมคิด’ นั่งหัวโต๊ะ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

ทีมเศรษฐกิจ ตอบโต้กระแสข่าวการปรับ ครม. โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน ยังไม่มีการปรับ ครม. มีแต่สื่อชอบเขียนข่าวออกมาเป็นซีรีส์ เช่นเดียวกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ที่มีกระแสข่าวจะถูกย้ายไปเป็น รมว.พลังงาน ระบุ ไม่เป็นความจริง หากจะมีการปรับตำแหน่งจริง นายกรัฐมนตรีต้องมีการบอกกล่าวหรือหารือก่อน
ด้านนายสมหมาย รังษี รมว.คลัง ยอมรับ ข่าวการปรับ ครม. มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ และมีส่วนทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลง ส่วนนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ระบุ ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการปรับ ครม. หากจำเป็นต้องโยกย้ายออกจากตำแหน่ง ก็ยังมั่นใจว่ายุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างการเสนอเข้า ครม. จะเดินหน้าได้ภายใต้ รมว.คนใหม่ เพราะได้วางรากฐานของยุทธศาสตร์ไว้แล้วว่า ต้องพัฒนาที่ยั่งยืนและถาวร แม้จะมีการปรับเปลี่ยน รมว. หรือ มีรัฐบาลชุดใหม่
ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธาน สทท. ระบุ หากมีการปรับ ครม. และ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ ขอให้เป็นบุคคลที่มีความรู้และความสามารถด้านการท่องเที่ยว พร้อมสานงานต่อได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงประสานงานร่วมกับภาคเอกชนได้ พร้อมยอมรับ จุดอ่อนของ ครม.เศรษฐกิจชุดปัจจุบัน แม้จะมีแนวคิดและทิศทางการทำงานที่ชัดเจน แต่ยังขาดการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว ทำให้ ไม่สามารถเดินหน้าสร้างผลในเชิงปฏิบัติได้เท่าที่ควร

๕. ไปทั้งพวง ๗ กระทรวงเศรษฐกิจ / เผยอาการขบเหลี่ยมในขั้วอำนาจ ไทยรัฐ (หน้า ๑๗)

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกระแสการปรับ ครม.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ต้องการให้เร็วที่สุด และพยายามทำให้เสร็จก่อนงานสำคัญในเดือนสิงหาคมนี้ โดยล่าสุดค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะมีการปรับไม่น้อยกว่า ๗ กระทรวง เน้นหนักไปที่กระทรวงเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับยกกระทรวง ทั้ง รมว. และ รมช. จึงน่าจะปรับเกินกว่า ๑๐ ตำแหน่ง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ลงตัว เพราะมีการวิ่งเต้นตั้งเงื่อนไขต่อรอง อีกทั้งยังมีความเกรงใจกันอยู่ จึงไม่สามารถ ทำให้เร็วได้

๖. ธุรกิจสนลงทุนท่าเรือยอชต์ชิงตลาดฮับ ‘ฮ่องกง – สิงคโปร์’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

ภาคเอกชนตื่นตัวสนใจลงทุนท่าเรือยอชต์ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุน พร้อมแนะรัฐหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และเปิดให้เอกชนเช่าพื้นที่รัฐ เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนสูง พร้อมขอยืด วีซ่าคนประจำเรือเป็น ๑ ปี และเสนอรัฐสร้างดิวตี้ฟรีซูเปอร์ยอชต์ แข่งกับลังกาวี เพื่อดันรายได้การท่องเที่ยว ระบุ ไทยมีทำเลเหมาะสม ติด ๒ ฝั่งมหาสมุทร พร้อมแจงธุรกิจเช่าเรือแข่งขันสูง ขณะที่ ท่าจอดเรือภูเก็ตเริ่มแออัด
น.ส.อโนมา วงษ์ใหญ่ ผอ.ททท.สนง.ภูเก็ต เผย ตลาดเรือยอชต์เป็นอีกหนึ่งนิชมาร์เก็ตของภูเก็ต เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเพราะมีกำลังซื้อสูง ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ นอกจากกลุ่มยุโรป จีน อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดบน

๗. ลุยสกัดทัวร์ศูนย์เหรียญ ตำรวจท่องเที่ยวฟิตรับเออีซี โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

พีรดา ปราศรีวงค์ นำเสนอแผนยุทธศาสตร์การป้องกันปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ และนอมินีในธุรกิจท่องเที่ยว ของตำรวจท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดเออีซี จากการ เปิดเผยของ พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว
๘. ๒ ชาติตั้งเป้าค้า ๖.๘ แสน ล. โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๓)

๙. ครม.ไทย – เวียดนามถกชื่นมื่น ม็อบต้านโรงไฟฟ้ากลับกระบี่ มติชนรายวัน (หน้า ๑)

การประชุมร่วม ครม. ไทย – เวียดนาม ครั้งที่ ๓ เห็นพ้องตรงกันจะผลักดันความร่วมมือในทุกด้าน ทั้งด้านความมั่นคง การศึกษา การท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการเกษตร ตั้งเป้าจะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น ๒ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๖.๘ แสนล้านบาท ภายในปี ๒๕๖๓ หรือปี ๒๐๒๐ และให้คำมั่นต่อกัน จะไม่อนุญาตให้ใครใช้เป็นฐานต่อต้านฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
อาทิ จะเพิ่มความร่วมมือเรื่องการเพิ่มเที่ยวบินจังหวัดต่อจังหวัดขึ้นอีก จะเร่งสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมไทย ลาว เวียดนาม จะเร่งผลักดันการท่องเที่ยว ๒ ประเทศได้ ๑ ล้านคน ในปี ๒๐๒๐ รวมทั้งจะเร่งรัดการพัฒนาความเชื่อมโยงทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน

๑๐. นายกฯ รับเงื่อนไขกลุ่มคัดค้าน ตั้ง ๓ ฝ่ายถก ‘โรงไฟฟ้าถ่านหิน’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยอมรับเงื่อนไขเครือข่ายปกป้องอันดามัน โดยให้ตั้งกรรมการร่วม ๓ ฝ่ายเพื่อหารือเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เป็นผลให้ทุกทุกกระบวนการต้องหยุดลงชั่วคราว พร้อมนัดทุกฝ่ายบันทึกข้อตกลงร่วมกันวันนี้ (๒๔ กรกฎาคม) ขณะที่กระทรวงพลังงาน ยังยืนยัน คนในพื้นที่เห็นด้วย
-------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

23/7/58

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. หญิงแกร่ง / เปิด ททท.สนง.ปราก แนวหน้า (หน้า ๔)

คอลัมน์บุคคลแนวหน้า โดย ธรรมกร กล่าวถึง นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาว่า ได้รับการยกย่องจากคนใกล้ชิดว่า เป็นหญิงแกร่ง ไปราชการต่างประเทศบ่อยมากแต่ไม่เคยหยุดพัก และไม่ค่อยปักหลักพักค้าง งานเสร็จก็เดินทางกลับทันที ไม่ยอมเปิดโรงแรมนอนให้เสียงบประมาณแผ่นดิน พร้อมขอติงเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญจากจีน แม้ไม่ผิดหลักการทำธุรกิจ แต่ผิดกฎหมายแน่นอน
ด้านนางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. ยืนยันว่า เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ จะเปิดสำนักงานในกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก มั่นใจจะช่วยกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยวยุโรปตะวันออกเข้าไทยได้เป็นรูปธรรม แต่ที่ต้องเร่งทำคือ เจรจากับหลายสายการบินช่วยเปิดเส้นทางบินยุโรปตะวันออกเข้าไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางที่การบินไทยไม่ให้บริการ

๒. ทราเวลแอนด์แชร์ ‘เที่ยว’ แบบ ‘สาวเจนวาย’ มติชนรายวัน (หน้า ๒๓)

สกู๊ปนำเสนอรายละเอียดโครงการ “เลดี้ เจอร์นีย์ อะ ทัช ออฟ ไทยเน็ซ เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยสู่วิถีไทย” ชักชวนผู้หญิงเดินทางท่องเที่ยวพร้อมเรียนรู้ความเป็นไทย โดยล่าสุดได้เดินไปสัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี ที่จังหวัดเลย จัดโดย ททท. ร่วมกับ บัตรเครดิตยูโอบี เลดี้ ธนาคารยูโอบี จากการเปิดเผยของ จิระวดี คุณทรัพย์ ผอ.กองส่งเสริมการบริการ ททท.

๓. ‘เจริญ’ ดันเอสเอ็มอีถ่วงดุลตลาดอินบาวนด์ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๕)

คอลัมน์สัมภาษณ์ โดย นฤมล เกษมสุข นำเสนอบทสัมภาษณ์นายเจริญ วังอนานนท์ นายก แอตต้า ถึงปัญหาและอุปสรรคของทัวร์อินบาวด์ และแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยระบุ สิ่งที่เป็น ข้อกังวลและต้องการจัดการปัญหาเร่งด่วนคือ การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ยังไม่ทั่วถึง เพราะตลาดอินบาวด์หลักของไทยยังตกอยู่ในมือของบริษัทรายใหญ่ไม่กี่รายเท่านั้น โดยโจทย์สำคัญที่สุดที่ต้องการเข้ามาผลักดันเมื่อมานั่งในตำแหน่งนายกแอตต้า คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้บริษัทนำเที่ยวสัญชาติไทยแท้ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังมีจุดอ่อน ต้องมาเสริมความแข็งแกร่ง อีกหลายด้าน เพื่อเป้าหมายทยอยสร้างความสมดุลในตลาดอินบาวด์ในระยะยาว ไม่ให้ถูกครอบงำโดยรายใหญ่เหมือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ข้อเสียเปรียบของธุรกิจอินบาวด์ที่เป็นเอสเอ็มอีของไทยพบว่า ยังเป็นรองอยู่ ๒ เรื่องหลักคือ เงินทุน และองค์ความรู้ในการเข้าถึงตลาด ซึ่งทั้ง ๒ ประเด็นสามารถก้าวข้ามด้วยการปรับกลยุทธ์มุ่งสู่การจับทัวร์ในรูปแบบเอ็กซคลูซีฟ หรือแบบกึ่ง FIT มากขึ้น เนื่องจากเป็นเทรนด์ตลาดที่กำลังมาแรง รวมถึงต้องเบนเข็มไปหากลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) สร้างความชำนาญในตลาดของตัวเองขึ้นมา เพื่อทำให้บริการของตัวเองมีจุดเด่นเหนือบริษัทรายใหญ่ที่เน้นการนำเข้าตลาดทั่วไป (Mass Market) เป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหานอมินีในธุรกิจท่องเที่ยว ที่รัฐบาลวางมาตรการควบคุมและปราบปรามอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทางแอตต้าก็พร้อมให้ความร่วมมือในการสอดส่อง และเพิ่มความพร้อมพื้นฐานของ เอสเอ็มอี ด้วยการจัดโครงการ “เทรน เดอะ เทรนเนอร์” เน้นอบรมทักษะขั้นสูง เพื่อยกระดับพัฒนาตัวเองเป็นบริษัทที่รับบริหารจัดการในจุดหมายปลายทาง (ดีเอ็มซี) ได้เต็มรูปแบบ

๔. วอนเกา ‘ศูนย์เหรียญ’ ให้ถูกที่ อย่าเหมาทัวร์จีนเป็นแพะ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๔)

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ รายงานถึงปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ และแนวทางการแก้ไขปัญหา จากการเปิดเผยของนายวิชิต ประกอบโกศล ประธานบริษัท ซีซีที บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ที่ทำตลาดจีน โดยแนะให้ไปดูเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวจีนว่า ร้องเรียนเรื่องอะไรมากที่สุด แล้วแก้ปัญหานั้น โดยเท่าที่ทราบมีปัญหาหลักอยู่ ๔ ข้อ คือ การขายออปชั่นทัวร์แพงเกินไป ปัญหาทิ้งทัวร์ – ลอยแพนักท่องเที่ยว ปัญหาด้านความปลอดภัย และปัญหาการซื้อของ
ทั้งนี้ ในส่วนของปัญหาการขายออปชั่นทัวร์แพงเกินไป แก้ไขได้โดยรัฐบาลและเอกชนหารือร่วมกันกำหนดราคาสมเหตุสมผล และปริมาณการขายที่เหมาะสม ส่วนปัญหาทิ้งทัวร์ – ลอยแพนักท่องเที่ยว ต้องแก้ไขด้วยการออกมาตรการจัดการบริษัทนำเที่ยวหรือไกด์ โดยอาจปรับ จำคุก หรือมีมาตรการอื่นที่ทำให้เข็ดหลาบ ส่วนปัญหาความปลอดภัย ต้องไปดูแลความปลอดภัยการเดินทางให้ดีขึ้น และปัญหาการซื้อของ ต้องมีการบริการหลังการขาย ซื้อแล้วมีปัญหาสามารถให้คืนหรือเปลี่ยนสินค้าได้ เชื่อหากแก้ปัญหา ๔ ข้อนี้ได้ ก็แก้ปัญหาได้ถึง ๙๐% แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลควรหารือกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย – จีน ที่ดูแลคนทัวร์คนจีนโดยตรง โดยอาจมีการประชุมถี่ขึ้น เพื่อวางแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน

๕. ชงจำกัดค่าทัวร์ออฟชั่น แก้ทุบราคา โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

นายวิชิต ประกอบโกศล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย – จีน เผย สมาคมฯ เตรียมหารือกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา วางแนวทาง การแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญร่วมกัน โดยเบื้องต้นอาจนำมาตรการจำกัดราคากลางการซื้อทัวร์ออปชั่นมาใช้ ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางนี้ช่วยให้การร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงรัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนไกด์ภาษาจีนอย่างหนัก เพราะแนวโน้มตลาดจีนเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยปีหน้าคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนกว่า ๘ ล้านคน ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จึงต้องเร่งผลิตไกด์จีนประมาณ ๑ หมื่นคนไว้รองรับ
๖. ปราบห้องพักเถื่อน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย เผย สมาคมฯ ได้รวบรวมรายชื่ออพาร์ตเม้นท์ในกรุงเทพฯ ๑๔ แห่ง ที่ให้บริการห้องพักรายวันเหมือนโรงแรม ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายเสนอต่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เพื่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปราม เนื่องจากโรงแรมผิดกฎหมายเหล่านี้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โครงสร้างห้องพักในไทยมีราคาถูก และมีการแข่งกันตัดราคาอย่างรุนแรง พร้อมได้รวบรวมรายชื่อโรงแรมผิดกฎหมายใน ๖ พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย และหัวหิน ให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลปราบปรามอย่างจริงจัง
ส่วนภาพรวมธุรกิจโรงแรมในช่วงครึ่งปีหลัง หากไม่มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เชื่อว่าอัตราการเข้าพักตลอดปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นอย่างน้อย ๑๕ – ๒๐% เฉลี่ย ๘๐ – ๘๕% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มี ๖๕ – ๗๐% แต่ยังไม่สามารถปรับราคาห้องพักได้ เพราะมีจำนวนห้องพักมากกว่าความต้องการพัก

๗. สธ.ยันไทยปลอดไวรัสเมอร์ส ผู้ป่วยระยองแค่ไข้หวัดใหญ่ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๕)

๘. ผลตรวจชายระยองไม่ติดไวรัสเมอร์ส เป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ เร่งหาเพื่อนอีก ๓ คน แนวหน้า (หน้า ๑)

น.พ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ยืนยัน ไทยปลอดไวรัสเมอร์ส ระบุ ผู้ป่วยที่จังหวัดระยองเป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้ติดไวรัสเมอร์ส ส่วนเพื่อนที่กลับจังหวัดอุบลราชธานีและมีข่าวว่าเสียชีวิตแล้วนั้น ได้สั่งให้ตรวจสอบการเสียชีวิตในโรงพยาบาล แต่ไม่พบและยังไม่มีผู้เข้าข่ายจะเสียชีวิตจากเมอร์ส อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวมีผู้เสียชีวิตว่า เสียชีวิตจริงหรือไม่

๙. เฟ้นหาลานบินเผื่อถูกไอซีเอโอห้าม / ทอท.ออกตัวเตรียมแผนรับมือ / อู่ตะเภาเปิดอู่ให้ ๒๐ หลุม ไทยรัฐ (หน้า ๘)

๑๐. สำรองอู่ตะเภาผวาห้ามไทยบิน / เอฟเอเอเข้มให้แก้ไขใน ๖๕ วัน / ลุยตรวจมาตรฐาน ๓๗ สนามบิน เดลินิวส์ (หน้า ๗)

ทอท. ได้ทำหนังสือถึงกองทัพอากาศ กรมการบินพลเรือน และท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อขอสำรองพื้นที่จอดเครื่องบินไว้รองรับ กรณีสายการบินไทยถูกห้ามบินไปต่างประเทศ หลังถูกปักธงแดงจากการตรวจสอบของ ICAO รวมถึงกำลังถูก FAA ตรวจกิจการการบินอยู่ และให้เวลาแก้ไขปัญหา ๖๕ วัน นับตั้งแต่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ที่ผ่านมา
พร้อมเผย การขอพื้นที่สำรองท่าอากาศยานมาใช้ ไม่ได้หมายความว่าไทยจะถูกห้ามบิน แต่เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หากเกิดกรณีเลวร้ายสุด ไทยอาจถูกห้ามบินและอาจทำให้มีเครื่องบินบางเส้นทางบินไม่ได้ ต้องจอดทิ้งไว้ในประเทศจำนวนมาก ซึ่งล่าสุดท่าอากาศยานอู่ตะเภาตอบรับแล้วว่ามีหลุมจอดไว้ให้ ๒๐ หลุม ขณะเดียวกัน ทอท. จะมีการปรับพื้นที่บางส่วนไว้รองรับการจอดเพิ่มด้วยหากจำเป็น มั่นใจจะเพียงพอแน่นอน

๑๑. ‘พลังงาน’ เดินหน้าโรงไฟฟ้ากระบี่ / ย้ำไม่กระทบท่องเที่ยว / พร้อมชี้แจงคนในพื้นที่ แนวหน้า (หน้า ๑๐)

กระทรวงพลังงาน ยังเดินหน้าตามแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้อย่างเต็มที่ เพราะหากไม่มีพลังงานหลักอย่างถ่านหินแล้ว จะทำให้พื้นที่ภาคใต้จะมีความเสี่ยงปริมาณไฟฟ้า ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ พร้อมจะเร่งเดินหน้าทำความเข้าใจกับประชาชน โดยวันที่ ๒๕ กรกฎาคมนี้ จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา อีกครั้ง ยืนยัน ไม่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวในพื้นที่แน่นอน

๑๒. จับแก๊งลักบัตรเครดิตนักท่องเที่ยวไปรูดซื้อสินค้า ทำมานานกว่า ๑๐ ปี ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๖)

๑๓. รวบแล้ว ๑ แก๊งลักทรัพย์นักท่องเที่ยว ไทยโพสต์ / X – cite (หน้า ๓)

ตำรวจท่องเที่ยว แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุลักทรัพย์และบัตรเครดิตของนักท่องเที่ยวบนรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทัวร์) ก่อนนำบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้าแบรนด์เนมมูลค่ากว่า ๓ แสนบาท โดยจับได้พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ ๓ เครื่อง บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ๔ ใบ กระเป๋าสะพาย ๒ ใบ ฯลฯ หลังได้รับแจ้งว่ามีเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวบนรถทัวร์หลายคดี ในหลายท้องที่ ในเบื้องต้นผู้ต้องหา รับสารภาพว่าทำมากว่า ๑๐ ปี จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันลักทรัพย์ และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น ก่อนจะส่งตัวให้ สน.ชนะสงคราม ดำเนินคดี และเตรียมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป

๑๔. ไกด์หนุ่มชาวรัสเซียเสียท่า โดนกะเทยกรีดหน้าชิงทรัพย์ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๕)

เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุไกด์หนุ่มชาวรัสเซีย ถูก ๒ สาวประเภทสองใช้มีดทำร้ายกายและชิงทรัพย์ไป บริเวณห้องพักไม่มีชื่อ บนถนนเลียบชายหาดเมืองพัทยา จากการสอบถามผู้เสียหายให้การว่า ถูก ๒ สาวประเภทสองชักชวนไปร่วมหลับนอน เมื่อสำเร็จกิจแล้วพบว่าโทรศัพท์ไอโฟน ๔ และเงินสดกว่า ๑ หมื่นบาทหายไป จึงสงสัยว่าสาวประเภทสองเป็นผู้ขโมย และพยายามจะเข้าค้นตัว แต่ทั้งสองขัดขืนต่อสู้ ก่อนที่คนหนึ่งจะชักมีดคัตเตอร์ขึ้นมาทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

๑๕. ศาลสืบพยานคดีฆ่า ๒ นักท่องเที่ยว มติชนรายวัน (หน้า ๑๔)

เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลได้นัดสืบพยานคดีฆ่า ๒ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อไปในวันที่ ๒๓ กรกฎาคมนี้

------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพุธที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. ร่วมโหวต แนวหน้า (หน้า ๑๙)

คอลัมน์มุมนี้มีนัด : ททท. ประกาศความสำเร็จกับกิจกรรม “One and Only” ในโครงการ “Discover Thainess” พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมโหวตให้คะแนนกับ ๓ ทีมจากต่างแดนที่ได้รับเลือก ได้แก่ ทีม Mind – Blaster จากสิงคโปร์ ในหัวข้อ “พูดไทย” ทีม Rafal Simonides จากโปแลนด์ ในหัวข้อ “มวยไทย” และทีม ThaiBy จากเบลารุส ในหัวข้อ “ทำอาหารไทย” โดยทีมที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดจะได้ตำแหน่งชนะเลิศ และได้รับของรางวัล เรือจำลองสุพรรณหงส์และหัวโขน รวมถึงแพ็กเกจ ที่พักรวมมูลค่ากว่า ๑ ล้านบาท คลิ๊กโหวตได้ที่ www.Tourismthailand.org/discoverthainess ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคม - ๓๑ สิงหาคมนี้

๒. รัฐผ่อนปรนส่วนราชการดูงาน เที่ยวเพื่อนบ้านเช้า – เย็นกลับ ไทยรัฐ (หน้า ๙)

๓. ราชการดูงานเพื่อนบ้าน ชี้ต้องกลับมาพักในไทย เดลินิวส์ (หน้า ๗)

๔. ท่องเที่ยวเฮ ครม. อนุมัติไมซ์ชายแดน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เสนอ ให้ส่วนราชการสามารถเดินทางไปศึกษาดูงาน ประชุม สัมมนา หรืออบรมในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกับไทยได้ โดยมีเงื่อนไขจะต้องกลับมาพักโรงแรมในไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่แนวชายแดนของไทยให้ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งการส่งเสริมครั้งนี้ถือเป็นการผ่อนปรนมติ ครม.เดิม ที่กำหนดให้ส่วนราชการงดไปดูงานในต่างประเทศ เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐที่ต้องสูญเสียไปเป็นประจำทุกปี
นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายก สทน. เชื่อการปรับนโยบายครั้งนี้จะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวบริเวณระเบียงเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง หลังนโยบายให้ข้าราชการงดเดินทาง ไปสัมมนาต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนลดลงกว่า ๕๐% พร้อมอยากให้รัฐบาลผ่อนผันให้ข้าราชการพักค้างคืนในชาติอาเซียนที่มีพื้นที่ติดกับไทยได้ เพื่อให้ภาพความร่วมมือของอาเซียนมีความชัดเจนขึ้น

๕. แอตต้าชง ‘ปลัดท่องเที่ยว’ ผนึกทีจีลุย ‘ทัวร์อินบาวนด์’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๑)

๖. ‘บินไทย’ จนแต้มจ้างคนนอก / ช่วยวิกฤติดันรายได้เพิ่ม / ดึง ก.ท่องเที่ยวเจาะตลาด เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๗. ทัวร์จีบบินไทยทำตลาดท่องเที่ยว คม ชัด ลึก (หน้า ๙)

แอตต้า มีแนวคิดจะผนึกความร่วมมือกับการบินไทย ในการทำตลาดนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย (อินบาวนด์) ให้ได้มากที่สุด โดยเตรียมเสนอผ่านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทำหน้าที่ประธานบอร์ดการบินไทย เพื่อพิจารณาโอกาสในการทำตลาดร่วมกัน ชี้ น่าจะเป็นผลดีกับทั้ง ๒ ฝ่าย เผย บริษัทนำเที่ยวไทยอยากอุดหนุนสายการบินแห่งชาติเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาด้วยปัจจัยราคาที่สูงกว่าสายการบินอื่น อีกทั้งยังไม่มีการพูดคุยเพื่อส่งเสริมกันอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เสียโอกาสไปให้ต่างชาติพอสมควร หากมีผู้ที่สามารถประสานงานได้ ทัวร์อินบาวด์ ก็ยินดีจะร่วมมือส่งต่อลูกค้าให้การบินไทยทำตลาดได้เพิ่มขึ้น
ส่วนการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของกรมการบินพลเรือน แม้ยังไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชัดเจน แต่หากยืดเยื้อเชื่อว่าจะทำให้สายการบินไทยเสียโอกาสพอสมควร หากไม่สามารถขยายเส้นทางบินหรือเพิ่มจำนวนที่นั่งรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ พร้อมกับเชื่อว่าเร็วๆนี้ สายการบินต่างชาติที่มีมาตรการเชิงรุกในการทำตลาด จะถือโอกาสนี้ยื่นข้อเสนอให้บริษัททัวร์หันมาใช้บริการมากขึ้นแน่นอน
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานบอร์ดการบินไทย เผย จะใช้บทบาทหน้าที่นี้ ประสานภารกิจส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยเฉพาะการส่งเสริมตลาดคุณภาพ ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์เข้ามา โดยมองว่าตลาดที่มีศักยภาพคือ กลุ่มนิชมาร์เก็ต ได้แก่ ผู้เข้ารับบริการด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจด้านกีฬา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และวันพักเฉลี่ยนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ขณะที่แนวโน้มการท่องเที่ยวในไตรมาส ๓ คาดว่าจะไม่มีโลว์ซีซั่น แต่จะเป็น “มีเดียมซีซั่น” แทน เพราะนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาตลอดปี ทำให้ช่วงห่างระหว่างไฮซีซั่นและโลว์ซีซั่นลดลง
๘. ดันเปิดบริการสนามบินอู่ตะเภา มิ.ย.๕๙ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๗)

๙. ทุ่มทุนสร้างสนามบินอู่ตะเภา คมนาคมเร่งเสนอ ครม.สิงหาฯ พัฒนาถนน – รถไฟรับผู้โดยสาร โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๑)

กระทรวงคมนาคม เตรียมสรุปแผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้ที่ประชุม ครม. พิจารณากลางเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ โดยมีแผนจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการให้บริการ ซึ่งระยะเร่งด่วนจะขยายถนนบริเวณด้านหน้าท่าอากาศยานจาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร รวมถึงจะมีการเดินรถขนส่งสาธารณะเข้าไปยังท่าอากาศยาน โดยปรับปรุงระบบรางและสถานีรถไฟอู่ตะเภา และมีรถรับส่งจากสถานีเข้าสู่ท่าอากาศยาน เป็นต้น ในเบื้องต้นกองทัพเรือคาดว่าจะใช้งบประมาณ ๑ พันล้านบาท ในการปรับปรุงพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยาน ซึ่งต้องเสนอของบประมาณจากกระทรวงคมนาคมเพิ่มเติม ในการเตรียมความพร้อม

๑๐. “นายกฯ” สั่งเข้ม ไทยรัฐ (หน้า ๙)

คอลัมน์ย่อยข่าวตลาด : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สั่งเร่งรัดการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเรื่องการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ และต้องไม่ละเลยการรักษามาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะการลดระยะเวลาการตรวจสัมภาระที่ท่าอากาศยาน ด้าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เผย ได้แก้ไขเรื่องนี้แล้ว ซึ่งทำให้การบริการมีความรวดเร็วขึ้น

๑๑. เจอหนุ่มน่าสงสัยไข้เมอร์ส เดลินิวส์ (หน้า ๑)

๑๒. หนุ่มระยองต้องสงสัยติดเชื้อเมอร์ส กักตัวรอผลตรวจยืนยัน แนวหน้า (หน้า ๑)

พบผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดไวรัสเมอร์ส ที่จังหวัดระยอง เป็นชายอายุ ๒๗ ปี ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลระยอง โดยมีอาการป่วยหลังจากเพื่อน ๓ คนที่ไปทำงานเลี้ยงสัตว์อยู่ที่เกาหลีใต้ และเพิ่งเดินทางกลับไทยแวะมาหา หลังจากเพื่อนกลับก็มีอาการป่วย มีไข้ อ่อนแรง ถ่ายเหลวมา ๒ วัน จึงมาหาแพทย์ที่โรงพยาบาลระยอง ส่วนเพื่อนอีกคนที่อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้ป่วยเสียชีวิตแล้วหลังกลับจากระยอง ด้านแพทย์เผย เป็นคนไข้ต้องสงสัยเท่านั้น ต้องรอผลเพาะเชื้อออกมาก่อน

๑๓. เกาหลีใต้เร่งเครื่องฟื้นอุตฯ ท่องเที่ยว กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๒๙)

๑๔. นักท่องเที่ยวเข้าเกาหลีใต้หด พิษเมอร์สฉุดอินบาวด์ ๔๑% ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๙)

เกาหลีใต้เร่งหามาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน หลังจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมาก จากการแพร่ระบาดของไวรัสเมอร์ส โดยหลังจากไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่มากว่า ๒ สัปดาห์ ได้ประกาศมาตรการออกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของประเทศ รวมถึงการยกเลิกค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจีน และประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีกรุงโซล มีกำหนดจะเดินทางไปกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และเมืองกวางโจว ของจีน ช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า เกาหลีใต้ปลอดจากความเสี่ยงเรื่องสุขภาพแล้ว และจะดึงเค – ป๊อป ที่ได้รับความนิยมอย่างมากเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ โดยจะให้บรรดานักร้องนักแสดงจัดคอนเสิร์ต และการแสดงส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งในบ้านเกิดและต่างประเทศ
องค์การการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ (เคทีโอ) เผย เดือนมิถุนายน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเกาหลีใต้ลดลง เหลือ ๗๕๐,๙๒๕ คน เทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีกว่า ๑.๒ ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายมากที่สุดหายไปถึง ๔๕% ส่วนนักท่องเที่ยวไต้หวันและฮ่องกงลดลงไปถึง ๗๖% และ ๗๕% ตามลำดับ

๑๕. ‘บัณฑูร’ ห่วงภัยแล้งลามฉุดจีดีพีทรุด มองปีนี้โตได้ ๓% น่าพอใจ – ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ร่วง ๖ เดือนติด คม ชัด ลึก (หน้า ๘)

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย มองเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังโต ๓% พร้อมเป็นห่วงหากภัยแล้งมีความรุนแรงมากกว่านี้ จะฉุดเศรษฐกิจ อาจทำให้จีดีพีเติบโตต่ำกว่า ๓% ได้ ยืนยันไม่เหมือนวิกฤติปี ๒๕๔๐ เพียงแต่เศรษฐกิจจะแผ่วลงและอาจสะดุดบ้าง ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ฝ่าปัญหา ด้าน ส.อ.ท.เผย ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมทรุดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ ๖ พร้อมกังวลเศรษฐกิจและกำลังซื้อรากหญ้าฝืด ขายสินค้าลดลง
---------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอังคารที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. นักท่องเที่ยวสตรีอินเดียทัวร์ไทย เดลินิวส์ (หน้า ๙)
นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. เผย บริษัท วีณา เวิลด์ ทัวร์ บริษัทนำเที่ยวชั้นนำของอินเดีย ได้ประสานบริษัท ทราเวลบูลซ์ ของไทย นำนักท่องเที่ยวกลุ่มสตรี ๑ พันคน เดินทางมาท่องเที่ยวไทยตลอดถึงสิ้นปีนี้ โดยกลุ่มแรกมีจำนวน ๒๕๐ คน เป็นคนวัยทำงานกับแม่บ้านอายุ ๒๐ – ๕๐ ปี จากเมืองมุมไบและพูเน่หรือปูนา เดินทางเข้ามาระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘ และเลือกกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายเพื่อการช็อปปิ้ง จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังเมืองพัทยา เพื่อท่องเที่ยวเกาะล้าน รับประทานอาหารทะเล เที่ยวสถานบันเทิงแบบคาบาเร่ต์ เที่ยวกึ่งผจญภัยที่พัทยาทาวเวอร์ และนั่งช้างพร้อมชมวิถีไทยและแปลงไม้ดอกที่สวนนงนุชพัทยา

๒. ร่วมโหวตในโครงการวันแอนด์โอนลี่  โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๔)

คอลัมน์สังคมโพสต์ ทูเดย์ โดย หลวงสมัครฯ : นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. เชิญชวนร่วมโหวตผู้โชคดีในโครงการวันแอนด์โอนลี่ ในหัวข้อกิจกรรมความเป็นไทย ได้แก่ รำไทย ร้อยมาลัย พูดไทย ทำอาหารไทย และมวยไทย โหวตได้ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคมนี้ ดูรายละเอียดได้ที่ www.Tourismthailand.org/discoverthainess

๓. สั่งปลัดท่องเที่ยวเร่งตั้งศูนย์ข้อมูล กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย ได้มอบนโยบายให้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ โดยเน้นเรื่องการสร้างความเข้มแข็งโครงสร้างองค์กรเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการพิจารณาตำแหน่งผู้บริหารที่ว่างลงหลายตำแหน่ง ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างมองหาบุคคลที่มีความสามารถ โดยต้องเปิดโอกาสให้คนในองค์กรมีโอกาสขึ้นมารับตำแหน่ง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายใน และขอให้ปลัดกระทรวงฯ เข้ามาดูแลให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการมากขึ้น และให้เกิดการทำงานในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ต้องการให้ปลัดกระทรวงฯ เข้ามากำกับดูแลเรื่องการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวให้เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นฐานข้อมูลหลักให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปต่อยอดใช้วางแผนพัฒนาธุรกิจ และยกระดับให้ไทยเป็นเกตเวย์ด้านการท่องเที่ยว โดยเน้นคุณภาพข้อมูล และต้องประสานงานที่ดีกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเห็นด้วยกับนโยบายที่จะเป็นผู้นำยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว มาสู่การขับเคลื่อนปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อจะช่วยส่งเสริมให้การบริหารงานภายในมีมิติที่หลากหลายมากขึ้น และเชื่อว่าปลัดกระทรวงฯ จะสามารถดึงความร่วมมือของภาคธุรกิจมาส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อีกทาง
รวมทั้งมีแนวคิดจะดันจังหวัดตราด เป็นต้นแบบจังหวัดท่องเที่ยวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวไฮเอนด์ และสามารถกระจายรายได้ให้กับชุมชน ๒๑ แห่งไปด้วย โดยพบว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวสูงราว ๕.๓ พันบาทต่อวัน ตลาดหลักได้แก่ สแกนดิเนเวีย และอังกฤษ ซึ่งส่วนหนึ่ง หันมาเลือกจังหวัดตราดเป็นจุดหมายใหม่ แทนการเดินทางไปภูเก็ต ที่เริ่มมีความหนาแน่น เชื่อจังหวัดตราดน่าจะเป็นโมเดลต้นแบบเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน และดึงดูดกำลังซื้อคุณภาพได้ อีกทั้งยังมีทำเลที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน รับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ด้วย

๔. ผลงานเข้าตา สยามรัฐ (หน้า ๑๖)
คอลัมน์ขอบสนาม โดย เชี่ยว สามชุก กล่าวว่า ช่วงนี้มีกระแสจะมีการปรับ ครม. ซึ่งเท็จจริงอย่างไรไม่มีใครยืนยัน ที่แน่ๆ ทุกครั้งที่มีข่าวลือ ชื่อของนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ไม่มีในโผถูกโยกหรือปรับออกแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า ผลงานเข้าตากรรมการ

๕. จบด้วยดี ไทยรัฐ (หน้า ๙)

คอลัมน์ย่อยข่าวตลาด : กรมการท่องเที่ยว ได้ข้อสรุปร่วมกับตัวแทนของบริษัทนำเที่ยว ตำรวจท่องเที่ยว เกี่ยวกับจัดทำใบสั่งงานมัคคุเทศก์ (Job Order) เข้าสู่ระบบออนไลน์เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ประกอบการระบุ จะเริ่มใช้งานได้ในเดือนสิงหาคมนี้

๖. ทีเส็บ’ ชนะประมูลเจ้าภาพจัดงานไมซ์ ปั๊มรายได้ ‘แสนล้าน’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๒)

๗. ทีเส็บปลื้มดึงต่างชาติจัดไมซ์เพิ่ม โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

ทีเส็บ ชนะการประมูลสิทธิ์การจัดประชุมนานาชาติเพิ่ม ๘ งาน โดยจะเข้ามาจัดในไทยระหว่างปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๑ คาดจะดึงผู้มาร่วมงาน ๕ พันคน เป็นนักเดินทางไมซ์กลุ่มคุณภาพ จากเป้าหมายการเติบโตของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ๑๐% เฉลี่ย ๙ แสนคน/ปี สร้างรายได้กว่า ๑ แสนล้านบาท

๘. บี้ฟัน ‘นอมินี’ หวั่นจีนยึดใต้ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๒)

นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย รองประธานกรรมการ โรงแรมในเครือกะตะกรุ๊ป อดีต สว.ภูเก็ต ประธาน กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหานอมินีในธุรกิจท่องเที่ยว หวั่นปัญหาจะลามจากภูเก็ตไปจังหวัดอื่นในอันดามันด้วย ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศ ระบุ หากเป็นไปได้อยากให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปหารือกับทางการจีน เพื่อขอความร่วมมือสกัดกลุ่มที่ทำทัวร์ศูนย์เหรียญตั้งแต่ต้นทาง

๙. ไม่เปลี่ยนแปลงเที่ยวบินไปอินโด / “ประจิน” พกความมั่นใจ ยันไร้ผลกระทบ ไทยรัฐ (หน้า ๘)

๑๐. อินโดฯ จำกัดบินไม่กระเทือนไทย โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๓)

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เผย กระทรวงคมนาคมของอินโดนีเซีย เคยแจ้งให้กระทรวงคมนาคมทราบว่า สายการบินที่บินปกติ สามารถบินเข้า - ออกอินโดนีเซียได้ โดยไทยมี เที่ยวบินประจำคือ การบินไทย เที่ยวบินไป – กลับสุวรรณภูมิ - บาหลี (เดนปาซาร์) ๗ เที่ยวบิน/สัปดาห์ และสุวรรณภูมิ - จาการ์ตา ๑๐ เที่ยวบิน/สัปดาห์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือทำการบินเพิ่มเติม ส่วน ชาร์เตอร์ไฟลท์นั้น หากมีการขอเพิ่มเที่ยวบิน ทางกระทรวงคมนาคมอินโดนีเซียจะต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นไปตามมาตรฐานการบินหรือไม่ ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบความพร้อมการบิน จึงไม่มีผลกระทบ เพราะการบินไทยไม่มีแผนจะเพิ่มเที่ยว หรือเพิ่มขนาดเครื่องบิน
ส่วนการปรับโครงสร้างกรมการบินพลเรือน (บพ.) ยังไม่มีข้อสรุปว่า สำนักงานคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของเรือและอากาศยานที่ประสบภัย และสำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือผู้รอดชีวิต จะย้ายไปอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี หรือกระทรวง มหาดไทย ส่วนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจการบิน ไม่ต้องผ่านมาตรา ๔๔ รัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่อยู่ระหว่างหาทางออกและไม่กระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ และมีการปรับรูปแบบของกฎหมายให้กระชับขึ้น

๑๑. กลับไปใช้แผนเดิมเช็กสัมภาระ เพิ่มเอกซเรย์อีก ๒ เครื่อง – แก้วิกฤติ ‘ดอนเมือง’ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๑๒. ดอนเมืองป่วน สแกนทุกใบอุดช่องโหว่ไอซีเอโอ / วัวหายล้อมคอกซื้อ CTX สุวรรณภูมิใหม่ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

ทอท. ได้หารือกับกรมการบินพลเรือน (บพ.) หลังเกิดปัญหาล่าช้าในการตรวจสัมภาระที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ได้ข้อสรุปจะกลับไปใช้ระบบตรวจกระเป๋าแบบเดิม แต่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่ม ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานบอร์ด ทอท. เผย รู้สึกตกใจที่เห็นคิวยาว พร้อมเตรียมขอ บพ. เพิ่มเครื่องเอกซเรย์ ๒ เครื่อง พร้อมจัดระบบคิวใหม่ แยกผู้โดยสารในและต่างประเทศออกจากกัน และจะเร่งเปิดอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ในเดือนกันยายนนี้ มั่นใจจะแก้ปัญหาแออัดได้
ส่วนนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กก.ผอญ.ทอท. ยอมรับ ผิดพลาดที่ไม่ได้ประเมินถึงสถานการณ์ในช่วงวันหยุดว่าจะมีผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก รวมถึงไม่ได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของเครื่องมือและเจ้าหน้าที่ แต่ในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้สั่งให้นำเครื่องเอกซเรย์ขนาดเล็กซึ่งมีสำรองอยู่ ๒ เครื่องไปติดตั้งทันที พร้อมสั่งเพิ่มเจ้าหน้าที่ในบริเวณจุดตรวจค้นดังกล่าว เพื่อช่วยแบ่งเบาการรอคิวเป็นจำนวนมากได้ ขณะที่ ๓ องค์การบินใหญ่ ICAO, FAA และ EASA เป็นห่วงปัญหาบั้งไฟ – โคมลอย พร้อมเรียกร้องให้ไทยเร่งจัดการด่วน

๑๓. เชียงใหม่แออัดแต่เคลียร์ได้ / อุดรฯ – หาดใหญ่เป็นปกติ / แจงอินโดเข้มสายการบินของเก่า มติชนรายวัน (หน้า ๖)

ผู้สื่อข่าวได้ทำการสำรวจท่าอากาศยานอื่นๆ หลังจากท่าอากาศยานดอนเมืองเกิดปัญหาแออัด จากการต่อคิวนานระหว่างการเอ็กซเรย์กระเป๋า พบว่าท่าอากาศยานเชียงใหม่ บรรยากาศหนาแน่น มีผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติมารอคิวเอ็กซเรย์กระเป๋า แต่เจ้าหน้าที่สามารถจัดการ ทุกอย่างได้เรียบร้อย ส่วนท่าอากาศยานอุดรธานี และหาดใหญ่ สถานการณ์ยังเป็นปกติ ไม่ประสบปัญหาแออัด

๑๔. นายกฯ เตือนสติ ค้านตั้งโรงไฟฟ้าอีก ๒ ปีจ่ายแพงแน่ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เตือน หากในระยะ ๑ – ๒ ปีไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ต้องใช้ไฟราคาแพงแน่นอน พร้อมขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจ อย่าไปคิดเอาเอง ขณะที่กลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามัน ยังคงเดินหน้าคัดค้านโรงไฟฟ้ากระบี่ พร้อมยืน ๓ เงื่อนไข ให้รัฐบาลหยุดกระบวนการการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้เลื่อนการประมูลออกไปโดยไม่มีกำหนด และตั้งกรรมการร่วมพิจารณาข้อเสนอ

๑๕. ฝรั่งซิ่ง จยย.ตกเขาค้างต้นไม้รอดหวิว ไทยโพสต์ / X – cite (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย เสียหลักหลุดโค้งไถลตกถนน เกือบตกเหว ที่บริเวณบ้านแม่น้ำ ซอย ๕ หมู่ ๓ เกาะสมุย โชคดีรถไปค้างบนต้นไม้ ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บ ๒ ราย เผย ทั้ง ๒ เป็นคู่รักชาวรัสเซียเดินทางไปเที่ยวเกาะ สมุย และได้เช่ารถจักรยานยนต์ขึ้นเขาร่อน เพื่อจะไปดูน้ำตก แต่เจอทางโค้งชัน ประกอบกับไม่ชำนาญทาง ทำให้บังคับรถไม่อยู่ รถจึงเสียหลักตกลงไปข้างทางดังกล่าว

๑๖. นายท้ายขี้เมา ขับเรือโดยสารพุ่งขึ้นเกยหาย ‘พัทยา’ แตกฮือ ไทยรัฐ (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุไต้ก๋งเรือเมา ขับเรือโดยสารนักท่องเที่ยวพุ่งเกยชายหาดพัทยา ชนร่ม โต๊ะ เก้าอี้ผ้าใบที่อยู่ตามหาดกระจัดกระจาย สร้างความแตกตื่นให้กับนักท่องเที่ยว ด้านกรมเจ้าท่า ได้เรียกตัวคนขับเรือมาสอบถาม เจ้าตัวยอมรับเมา อีกทั้งเป็นช่วงกลางคืนมองไม่เห็นทาง จึงได้ลงโทษด้วยการพักและยึดใบท้ายเรือ ๖ เดือน และคาดโทษหากทำซ้ำจะห้ามเดินเรือตลอดชีวิต

๑๗. มาเฟียทัวร์จีน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๔)

คอลัมน์สังคมโพสต์ ทูเดย์ โดย หลวงสมัครฯ ท้วงติงนายกรัฐมนตรีว่า อย่าฟังแต่ยอดตัวเลขนักท่องเที่ยวที่นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬารายงาน ต้องลงไปดูด้วยตัวเอง โดยเฉพาะทัวร์จีนที่ทำให้มีเงินสะพัดหลายหมื่นล้านบาท ล้วนแต่เป็นตัวเลขที่ “มโน” เอาทั้งสิ้น เพราะทันทีที่นักท่องเที่ยวจีนเหยียบท่าอากาศยานภูเก็ต ก็จะมีรถของบริษัททัวร์จีนมารับ และมีไกด์จีนซึ่งเป็นไกด์เถื่อนคอยประกบ พาขึ้นเรือไปยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงพาไปรับประทานอาหารและช็อปปิ้ง ในสถานที่ที่เป็นธุรกิจของคนจีนที่มีคนไทยเป็นนอมินีทั้งสิ้น ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของไทยเคยจัดการกับเรื่องนี้ไปหลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อย เพราะหัวหน้าทัวร์จีนชื่อ ฮ. มีนักการเมืองใหญ่เป็นอดีตบิ๊กมีสีคอยให้การดูแล จนทำให้มาเฟียทัวร์จีนเติบใหญ่ เวลานี้กำลังสยายปีกใช้ภูเก็ตโมเดล ในหลายจังหวัดฝั่งอันดามัน
-----------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th