ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

6/7/58

ข่าวประเด็นสำคัญ วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. แอตต้าคุมเข้ม ‘ทัวร์จีน’ ใช้ไกด์ไทย – ห้ามทิ้งนักท่องเที่ยว กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๒)

๒. เอกชนตั้งรับเศรษฐกิจจีนหด โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๓)

๓. ภาครัฐหวังรายได้เที่ยว ๒.๓ ล้าน ล. โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

๔. ปี ๕๙ ตั้งเป้าทัวร์จีน ๘ ล้านคน จับกลุ่มเศรษฐีกระเป๋าหนัก เดลินิวส์ (หน้า ๗)

๕. ท่องเที่ยวเดินแผนยกระดับคุณภาพทัวร์จีน คม ชัด ลึก (หน้า ๘)

๖. ‘ททท.’ จับคนจีนหน้าใหม่เที่ยวไทยดึงรายได้ ๔ แสน ล. มติชนรายวัน (หน้า ๘)

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในงานประชุมสมาชิกกลุ่มตลาดจีน ของแอตต้าว่า ตลาดจีนถือเป็นกลุ่มหลักที่ทำรายได้ให้กับการท่องเที่ยวไทย โดยปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยไม่ต่ำกว่า ๗.๕ ล้านคน ซึ่งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งเตรียมพร้อม โดยเฉพาะการปรับมาตรฐานทัวร์ให้มีคุณภาพ ส่งเสริมด้านบริการตลาดจีนให้มีภาพลักษณ์ที่ดี มุ่งยกระดับความสามารถและคุณภาพการบริการของไกด์คนไทย ที่ปัจจุบันยังเสียเปรียบไกด์ต่างชาติ
พร้อมขอความร่วมมือบริษัททัวร์จัดฝึกปฏิบัติในการทำงานจริง (on the job training) ด้วยการบังคับให้ไกด์ไทยต้องขึ้นบรรยายไม่ต่ำกว่าวันละ ๑ ชม. เพื่อเป็นการฝึกฝนและมีบุคลากร คนไทยเติมเต็มตลาดได้ในระยะยาว รวมทั้งขอความร่วมมือแอตต้า ช่วยกวดขันสมาชิกให้ใส่ยูนิฟอร์ม เพราะจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะยกระดับคุณค่าการท่องเที่ยวไทยต่อสายตาต่างชาติมากขึ้น คาดในช่วงปีหลังนักท่องเที่ยวต่างชาติจะดินทางมาไทยจำนวนมาก ทำให้มีรายได้ทางการท่องเที่ยวถึง ๒.๓ ล้านล้านบาท เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ ๒.๒ ล้านล้านบาท
ด้านนายเจริญ วังอนานนท์ นายก แอตต้า เผย ได้มีการหารือเรื่องการสร้างมาตรฐานส่งเสริมคุณภาพทัวร์ และการสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดนักท่องเที่ยวจีน หลังภาพลักษณ์เรื่อง “ไม่มีคุณภาพ” แพร่ขยายมากขึ้น โดยได้ประกาศเจตนารมณ์ ๓ ข้อหลักให้สมาชิกปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และจะร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลสอดส่องอย่างเข้มงวด ประกอบด้วย ห้ามทิ้งลูกทัวร์โดยเด็ดขาด บังคับการจ้างไกด์ไทยที่มีใบอนุญาตถูกต้องประจำรถบัสทุกคัน และห้ามขู่เข็ญทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวเด็ดขาด
นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. เผย ททท. จะมุ่งผลักดันให้ทัวร์จีนเป็นทัวร์คุณภาพมากขึ้น โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางถึงบน พร้อมจะรุกตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางทางมาไทยครั้งแรกเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้น ตั้งเป้าปีหน้าการใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ ๕.๐๑ หมื่นบาท/ทริป เทียบกับปีนี้ที่อยู่ที่ ๔.๔๘ หมื่นบาท/ทริป และจะขยายฐานนักท่องเที่ยวในแถบจีนตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และบางส่วนยังไม่เคยเดินทางมาไทย
ตั้งเป้าปีนี้จะมีรายได้จากตลาดจีน ๓.๓ แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ย ๑๘% ส่วนปี ๒๕๕๙ ตั้งเป้าจะมีรายได้ ๔ แสนล้านบาท เติบโต ๑๒% มีนักท่องเที่ยวเกือบ ๘ ล้านคน พร้อมอยากให้กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถทำวีซ่าแบบออนไลน์ (อี – วีซ่า) ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวจีน

๗. เปิดตลาดใหม่ท่องเที่ยวลุยดึงกลุ่มกำลังซื้อสูง โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

คอลัมน์คู่ค้าอาเซียน โดย ทวารุณี อินวันนา นำเสนอแผนการทำตลาดในภูมิภาคยุโรปของ ททท. จากการเปิดเผยของนายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ ผอ.ภูมิภาคยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ททท. โดยจะปรับกลยุทธ์หันมาเน้นตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ มีกำลังซื้อสูง และพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งเป้าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวยุโรป ๖.๑ ล้านคน ส่วนปี ๒๕๕๙ น่าจะมีถึง ๖.๕ ล้านคน

๘. ปลัด ก.ท่องเที่ยว และผู้ว่าฯ ททท. คนใหม่ ข่าวสด (หน้า ๔)

คอลัมน์ข่าวข้นคนเข้ม โดย สันตะวา กล่าวถึง ครม.สัญจร ที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ซึ่งสร้างสถิตินั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงมากที่สุด โดยย้ายจากเลขาธิการ ก.พ.ร.มานั่งเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นเก้าอี้ปลัดกระทรวงตัวที่ ๔ ที่เคยนั่ง
นอกจากนี้ บอร์ด ททท. ยังเห็นชอบให้นายยุทธศักดิ์ สุภสร รอง กก.ผอญ.และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน อสมท. เป็นผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ ถือเป็นคนนอกคนแรกในรอบ ๕๕ ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรมา

๙. คณะผู้บริหารการท่องเที่ยวภาครัฐชุดใหม่ โพสต์ ทูเดย์ / วิเคราะห์ (หน้า ๒)

คอลัมน์หุ้นส่วนประเทศไทย โดย ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานกรรมการอาวุโส เครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ แสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ พร้อมฝากความหวังไว้กับท่านทั้งสอง ให้วางนโยบายด้านการท่องเที่ยวโดยตระหนักไปในด้านการส่งเสริมให้มีนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มากกว่าเชิงปริมาณตามเจตนารมณ์ของ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาคนปัจจุบัน
พร้อมกับเสนอว่า กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบในอดีต อาทิ การทุ่มงบประมาณในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างกระแสการท่องเที่ยวเมืองไทย การสร้างแบรนด์ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและแพร่หลายมากขึ้น ผ่านสำนักงานการท่องเที่ยวของไทยในต่างประเทศ เป็นต้น ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลายุคสมัย Digital Economic
ขณะเดียวกันก็ควรคิดสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ เข้ามาทดแทน ทั้งในแบบเฉพาะกิจและยั่งยืน เพื่อเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับบน ให้เข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในไทยมากขึ้น อาทิ การสร้างเมืองท่องเที่ยวปลอดภาษีอย่างจริงจัง, สนับสนุนนโยบายหลักของรัฐบาลเรื่องพืชผักผลไม้เกษตรอินทรีย์ ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงวัตถุดิบการปรุงอาหารในไทยที่ปลอดภัยจากสารอันตรายต่างๆ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตในไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ, การมีส่วนร่วมในการพิจารณาจัดทำโซนนิ่งโรงแรมใหม่ๆ ในบางพื้นที่ ในบางจังหวัด เป็นต้น

๑๐. กระตุ้นท่องเที่ยว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๓)

ภาพข่าว : นักท่องเที่ยวกำลังเลือกโปรโมชั่นที่ผู้ประกอบการนำมากระตุ้นนักช็อปในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ ๓๕ ระหว่างวันที่ ๒ – ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ที่ไบเทค บางนา

๑๑. จุดอันตรายเศรษฐกิจไทย / ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องทุกรายการ ไทยรัฐ (หน้า ๘)

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับลดลงต่อเนื่อง ๒ ไตรมาส หลังผู้บริโภคผวาภัยแล้ง ชี้ เป็นสัญญาณเสี่ยงเศรษฐกิจ พร้อมแนะรัฐออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดชะลอปลูกข้าว ๓.๔ ล้านไร่ ทำเงิน ๑.๕ หมื่นล้านบาท เข้าระบบช้าลง ฉุดจีดีพีร่วง ๐.๑%

๑๒. นายกฯ เร่งแผนคลอด ‘ม.กีฬา’ แยกกระทรวง กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๒)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เร่งแผนตั้งมหาวิทยาลัยกีฬา เพื่อเร่งผลิตบุคลากร คืนความสุขให้คนไทยทั้งชาติ โดยจะแยกกระทรวงกีฬาออกจากการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน คาดจะตั้งกระทรวงกีฬาได้ภายใน ๓ – ๕ ปี

๑๓. ชงรัฐบาลบิ๊กตู่แยกท่องเที่ยวออกจาก ‘กีฬา บ้านเมือง (หน้า ๙)

นายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ.การศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมเสนอรัฐบาลให้แยกกระทรวงกีฬาออกจากการท่องเที่ยว ชี้ กีฬาสามารถสร้างความปรองดองของคนในชาติ พร้อมใช้กีฬาสร้างความสำเร็จสู่คนในชาติ

๑๔. สธ.ยันไทยปลอดโรคเมอร์สแล้ว ข่าวสด (หน้า ๑๑)

อธิบดีกรมควบคุมโรคเผย อาการของชายชาวโอมานดีขึ้นมาก คาดวันที่ ๓ กรกฎาคมนี้ จะสามารถออกจากห้องแยกโรคความดันลบ ไปอยู่ห้องผู้ป่วยปกติ พร้อมกับญาติอีก ๓ คนที่ครบกำหนดออกจากระบบเฝ้าระวังโรค และในช่วงบ่ายของวันที่ ๓ กรกฎาคม จะแถลงผลการดูแลผู้ป่วยและผู้สัมผัสโรค ซึ่งเสร็จสิ้นกระบวนการตามมาตรฐาน

๑๕. โสมขาวพบติดเชื้อเมอร์สเพิ่ม มติชนรายวัน (หน้า ๑๕)

คอลัมน์ข่าวสั้นต่างประเทศ : กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้เผย พบผู้ติดไวรัสเมอร์สเพิ่มอีก ๑ ราย หลังไม่พบผู้ติดเชื้อมาเป็นเวลา ๔ วัน ทำให้ขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อรวม ๑๘๓ ราย

๑๖. คำแนะนำนักท่องเที่ยวเยือน ‘กรีซ’ ยาม ศก.ปั่นป่วน ข่าวสด (หน้า ๗)

คอลัมน์สกู๊ปพิเศษ นำเสนอคำเตือนพลเมืองของประเทศต่างๆ ในการเดินทางไปเที่ยวประเทศกรีซ ในช่วงที่กำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเยอรมนีออกประกาศเตือนชาวเยอรมันที่จะไปเที่ยวกรีซ ให้เตรียมเงินสดไปให้พอ และติดตามคำแนะนำจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับอังกฤษ ที่ออกคำแนะนำให้นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปกรีซ พกเงินสดติดตัวไปให้พอดี รวมถึงควรจองบ้านพักหรือโรงแรมไว้ก่อนล่วงหน้า และควรใช้กล่องนิรภัยหรือตู้เซฟเก็บเงินด้วย เป็นต้น

----------------------------------------------------------

โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพฤหัสบดีที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. เกมเขย่าขวัญว่าที่ผู้ว่า ททท.

กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)



คอลัมน์แกะรอย โดย เฉลา กาญจนา กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับคนในองค์กร และทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมามากมาย โดยด้านการสรรหาผู้ว่าการ ททท. ล่าสุดได้นายยุทธศักดิ์ สุภสร เป็นผู้ว่าการคนใหม่ เพราะกรรมการ สรรหาทั้ง ๕ คนเห็นตรงกันว่า มีองค์รวมที่เหมาะสมที่สุด มีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน สามารถทำงานได้อย่างซื่อสัตย์และโปร่งใส จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ตามกรอบที่รัฐบาลกำหนดไว้

และทันทีมีชื่อของนายยุทธศักดิ์ขึ้นมา ก็มีกระแสต่อต้านเข้ามาทันที เพราะตลอด ๕๕ ปี ททท. มีแต่คนในเป็นผู้ว่าการ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีนอกมาเป็นผู้ว่าการ แม้ว่ากรรมการสรรหาจะมีเหตุผลเพียงใด ก็ดูเหมือนจะไม่ฟัง และเกิดเกมเขย่าขวัญขึ้นในองค์กร มีการส่งต่อข้อมูลกันทางออนไลน์ ซึ่งหากใครเข้าไม่ถึงที่มาของข้อมูล มีสิทธิ์ที่จะเชื่ออะไรแบบง่ายๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าเมื่อกระบวนการสรรหามาอย่างนี้แล้ว คนใน ททท. น่าจะใช้โอกาสนี้พิสูจน์ฝีมือว่า จะสามารถนำพาองค์กรแห่งนี้ไปได้ดีแค่ไหน จะผลักดันการท่องเที่ยวได้อย่างไร และทำอย่างไรที่จะให้คนทั้งโลกให้ความสนใจมาเที่ยวไทยไทยแบบยั่งยืน ซึ่งต้องร่วมแรงร่วมใจกับ ทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันการท่องเที่ยว

ขณะที่ฟากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ได้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการ ก.พ.ร.

มาเป็นปลัดกระทรวงฯ ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรแห่งนี้ ทำให้คิดหนักว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงมีบุคคลภายนอกทยอยเข้ามานั่งบริหาร อีกทั้งเกมที่เกิดขึ้นก็ไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มของกระบวนการจัดวางองค์กรแห่งนี้ หากจะให้คาดเดา เวลานี้บอกได้เลยว่าเขาคนนั้นคือ “ท่าน ส.” และนี่คือก้าวแห่งการจัดวาง เชื่ออีกไม่ช้าน่าจะมีการปรับเปลี่ยนไปถึงผู้กุมอำนาจแน่นอน เพราะที่นี่คือเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลที่หวังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ



๒. ททท.ได้ผู้ว่าฯ คนใหม่

ไทยรัฐ (หน้า ๙)



คอลัมน์ชะแว้ป กล่าวถึงการสรรหาผู้ว่าการ ททท. ที่ล่าสุดได้ ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร เป็นผู้ว่าการ คนใหม่ โดยดีใจกับคน ททท. ที่จะได้คนดี มีความรู้ และความสามารถเข้าไปช่วยบรรดาผู้มีจิตอาสาของ ททท. เพื่อทำให้งานส่งเสริมการท่องเที่ยวดำเนินไปได้อย่างตรงเป้า และมีประสิทธิภาพตามแนวทางที่คน ททท. อยากให้เป็น ที่สำคัญเพื่อให้งานของ ททท. ก้าวล้ำนำหน้าไปกว่าใคร ในฐานะผู้ทำรายได้เข้าประเทศสูงสุด การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวจึงนับเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการจัดการกับทัวร์ศูนย์เหรียญ



๓. ททท.ได้ผู้ว่าฯ คนใหม่

ข่าวสด (หน้า ๙)



คอลัมน์สังคมธุรกิจ โดย มร.ฮาร์ดดิสก์ กล่าวถึง ททท. ที่ขณะนี้ได้ผู้ว่าการคนใหม่แล้ว หลัง ที่ประชุมบอร์ด ททท. มีมติเห็นชอบให้นายยุทธศักดิ์ สุภสร รอง กก.ผอญ.และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน อสมท. รับตำแหน่ง โดยคณะกรรมการสรรหาทั้ง ๕ คน มีความเห็นตรงกันว่า มีองค์รวมที่เหมาะสมที่สุด



๔. ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท.คนนอก

มติชนรายวัน (หน้า ๔)



คอลัมน์คนตามข่าว โดย ดุษฎี สนเทศ นำเสนอประวัติของนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. คนใหม่



๕. ผู้ว่าฯ ททท. คนนอก

แนวหน้า (หน้า ๔)



คอลัมน์บุคคลแนวหน้า โดย ธรรมกร กล่าวถึงการท่องเที่ยวไทยในยุคนี้ว่า มีประเด็นที่น่า จับตามองมากมาย เพราะดูแล้วใหม่ไปเสียทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ และนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ ซึ่งต้องรอดูว่าทิศทาง การท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ จะก้าวเดินไปทางไหน จะราบรื่นหรือขลุกขลัก

แต่คนที่น่าเห็นใจมากที่สุดในขณะนี้คือ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เพราะกว่าผู้ว่าการ ททท. และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ คนใหม่ จะเดินหน้าทำงานได้เต็มที่ คงต้องใช้เวลาสักระยะ เนื่องจากทั้งหมดไม่มีพื้นความรู้ด้านการท่องเที่ยวมาก่อนเลย

ทั้งนี้ ในส่วนของ ททท. ถือเป็นครั้งแรกในรอบ ๕๕ ปี ที่ได้คนนอกมาเป็นผู้ว่าการ ทำให้คนใน ททท. ต่างงุนงง หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดคนในอย่างนายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน จึงพลาดตำแหน่ง แล้วอะไรคือจุดเด่นจุดแข็งของนายยุทธศักดิ์ ที่เอาชนะคนใน ททท. และประเด็นที่อ้างว่านายยุทธศักดิ์ ครบเครื่องและมีความพิเศษเหนือกว่าคู่แข่งอีก ๘ คนคืออะไร

อย่างไรก็ตาม คน ททท. ที่ “ธรรมกร” ได้คุยด้วยบอกว่า พวกเขามีความเป็นมืออาชีพมากพอ ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าคน ททท. จะประท้วงหรือ slow down การทำงาน ขอเพียงให้ผู้นำ ททท. คนใหม่ กำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ถูกทิศถูกทางเท่านั้นก็พอ



๖. นายกฯ ต้อนรับเด็กไทยจากออสเตรเลีย เตือนใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ

ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๗)



เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ให้การต้อนรับพร้อมให้โอวาทคณะเยาวชนไทยและผู้ปกครองในโครงการเยาวชนไทยในออสเตรเลียคืนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ ๕ โดยแนะเยาวชนต้องภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมเตือนให้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติ



๗. กองถ่ายต่างชาติยึด ‘โลเคชันไทย’ ดันรายได้ ๒ พัน ล.

กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๐)

๘. ชงลดภาษีดึงต่างชาติแห่ถ่ายหนัง

โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

๙. รอไฟเขียวจูงใจกองถ่ายหนัง ดึงฮอลลีวูดใช้ไทยเป็นโลเกชั่น

ไทยรัฐ (หน้า ๙)

๑๐. ต่างชาติแห่ถ่ายหนังเมืองไทย ปี ๕๘ โกยรายได้ทะลุ ๒ พันล้าน

เดลินิวส์ (หน้า ๖)



น.ส.วรรณสิริ โมรากุล รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว รักษาการอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เผย กองกิจการภาพยนตร์ได้รายงานสถิติการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย ในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมาว่า มีทั้งสิ้น ๓๒๖ เรื่อง คิดเป็นรายได้เข้าประเทศ ๑,๕๘๗ ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี ๒๕๕๗ ที่ทำไว้ ๑,๙๓๔ ล้านบาท เนื่องจากมีกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องยาวถึง ๓๗ เรื่อง และมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จากฮอลลีวูด ๒ เรื่อง ใช้งบประมาณในการถ่ายทำเรื่องละ ๓๐๐ ล้านบาท และเลือกถ่ายทำที่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย

โดยพบกองถ่ายทำจากยุโรปเลือกไทยเป็นโลเกชั่นถ่ายทำมากที่สุด ๗๐ เรื่อง ตามด้วยญี่ปุ่น ๕๖ เรื่อง อินเดีย ๕๓ เรื่อง อเมริกาและฮ่องกงประเทศละ ๑๘ เรื่อง เกาหลีใต้ ๒๐ เรื่อง และจีน ๑๖ เรื่อง คาดตลอดปีจะมีรายได้จากกองถ่ายต่างประเทศไม่ต่ำกว่า ๒ พันล้านบาทแน่นอน

ล่าสุด กองกิจการภาพยนตร์อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากคณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง เรื่องการอนุมัติมาตรการส่งเสริมกองถ่ายต่างประเทศด้วยการให้สิทธิประโยชน์พิเศษ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เลือกไทยเป็นโลเกชั่นมากขึ้น หลังจากปี ๒๕๕๗ ทำรายได้ลดลงกว่า ๑๑% เพราะได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในประเทศ ประกอบกับประเทศในเอเชีย อาทิ มาเลเซีย มีแนวคิดส่งเสริมกองถ่ายต่างประเทศด้วยมาตรการคืนค่าใช้จ่ายระหว่างการถ่ายทำในประเทศในอัตรา ๒๐% ซึ่งถือเป็นคู่แข่งเพราะมีภูมิประเทศ และองค์ประกอบฉากหลังที่ใกล้เคียงกับของไทย



๑๑. ไทยเที่ยวไทยโปรโมตช่วงหน้าฝน

ไทยรัฐ (หน้า ๙)

๑๒. พี.เค.ฯ ลุยจัดไทยเที่ยวไทยที่ไบเทค

โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๔)



นายกฤตย์ พัตรปาล กก.ผจก.บจก.พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ เผย บริษัทฯ กำหนดจัดงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ ๓๕ ระหว่างวันที่ ๒ – ๕ กรกฎาคมนี้ ที่ไบเทค บางนา เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน โดยมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวมาลดราคาสูงสุดถึง ๖๐% รวมทั้งหมด ๖๕๐ บูธ มีไฮไลต์คือ โซนบิ๊ก พาวิลเลียน ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ อาทิ ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยว กทม., อบจ.แม่ฮ่องสอน, สำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก, เทศกาลการท่องเที่ยว Fest & Fun ภาคกลาง, น่านเมืองเก่ามีชีวิต เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานประมาณ ๓ แสนคน มีเงินสะพัดกว่า ๒๐๐ ล้านบาท



๑๓. ท่องเที่ยวเจาะเอเชียคุณภาพ แทนกลุ่มยุโรปซึม กรีซยืดเยื้อ

โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๖)



ภาคเอกชนยอมรับ ปัญหากรีซน่าเป็นห่วง เพราะจะทำให้ระบบการเงินของยุโรปรวน และสร้างความกังวลว่าประเทศอื่นที่เป็นหนี้มากกว่ากรีซจะเลียนแบบ ซึ่งจะทำให้ปัญหาสูงขึ้น ทำให้กระแสความต้องการเดินทางของคนยุโรปลดลงทันที และจะมีผลกระทบถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นกลุ่มหลัก พร้อมแนะสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องทำคือ ต้องหาตลาดเอเชียทดแทนเพิ่มขึ้น เน้นตลาดที่มีคุณภาพ ซึ่งยังมีโอกาสดึงได้อีกมาก โดยเฉพาะจากประเทศที่มีประชากรสูง อาทิ อินโดนีเซีย จีน และอินเดีย

นอกจากนี้ ปัญหากรีซยังส่งผลกระทบกับตลาดไมซ์ในยุโรป ที่วางแผนมาไทย โดยอาจเปลี่ยนแผนจัดงานไมซ์ในประเทศใกล้เคียงแทน อย่างไรก็ตาม จากการที่ยุโรปเที่ยวไทยลดลงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมหันไปเจาะตลาดเอเชียทดแทนมากขึ้นอยู่แล้ว









๑๔. ตรวจ ๕ ครั้งไร้เมอร์ส ผู้ป่วยโอมานเตรียมกลับบ้าน

คม ชัด ลึก (หน้า ๒)



กระทรวงสาธารณสุข เผย ผู้ป่วยชาวโอมานมีอาการดีขึ้น และผลการตรวจเชื้อเมอร์ส ๕ ครั้ง ล่าสุดผลเป็นลบ พร้อมเตรียมหารือกับผู้เชี่ยวชาญก่อนอนุญาตให้กลับบ้านได้ และกำชับให้ภูมิภาค คงมาตรการควบคุมเข้มโรคมอร์สเช่นเดิม และส่งวิศวกรตรวจและซ่อมห้องแยกโรคพร้อมรับมือ



๑๕. เกาหลีใต้ไม่พบผู้ป่วยเมอร์สวันที่ ๔ ไลบีเรียอึ้งตายเพราะอีโบลารายแรก

แนวหน้า (หน้า ๑๐)



กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้แถลงล่าสุดว่า ไม่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สรายใหม่เป็นวันที่ ๔ ติดต่อกัน ทำให้ยอดรวมผู้ป่วยโรคป่วยโรคเมอร์สยังอยู่ที่ ๑๘๒ ราย และยอดผู้เสียชีวิตมีจำนวน ๓๓ ราย ส่วนที่ไลบีเรีย พบผู้เสียชีวิตรายแรกจากไวรัสอีโบลาในรอบ ๗ สัปดาห์ หลังเพิ่งประกาศเป็นประเทศปลอดอีโบลาได้ไม่นาน ทำให้ต้องสั่งกักตัวคนที่อยู่ในพื้นที่ที่พบผู้เสียชีวิต



๑๖. เกาหลีใต้งดค่าวีซ่านักเที่ยวสู้วิกฤติเมอร์ส

ไทยโพสต์ (หน้า ๙)



เกาหลีใต้ยกเลิกการเก็บค่าวีซ่ากับนักท่องเที่ยวจีนและบางประเทศในอาเซียน เป็นเวลา ๓ เดือนตั้งแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม – ๓๐ กันยายน ๒๕๕๘ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว หลังเผชิญกับวิกฤติโรคเมอร์ส ด้าน รมช.กระทรวงการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ เตือน หากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ๕๐% จะส่งผลให้ประเทศสูญรายได้ถึง ๒.๓ พันล้านเหรียญสหรัฐ



--------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันพุธที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

๑. ภารกิจผู้ว่าการ ททท.

กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)



คอลัมน์ BUZZINESS โดย @ktmkt กล่าวถึงการประชุมบอร์ด ททท. ครั้งแรกในรอบ ๓ เดือนว่า กว่าจะตกผลึกเลือกนายยุทธศักดิ์ สุภสร เป็นผู้ว่าการ ททท. นับเป็นการประชุมคัดเลือกผู้ว่าการ ที่ยาวนานเป็นประวัติศาสตร์ ที่สำคัญยังเป็นคนนอกครั้งแรกในรอบ ๕๕ ปี โดยภารกิจของผู้ว่าการ ททท. นอกจากจะเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลแล้ว อีกภาระสำคัญคือการปรับตัวในการทำงาน พิสูจน์ความเป็นผู้นำกับพนักงานกว่า ๙๐๐ คน ซึ่งกำลังเข้าสู่ยุคผลัดใบจากผู้บริหารชุดเดิมจะทยอยเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ๓ รองผู้ว่าการ ได้แก่ ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ด้านตลาดในประเทศ และด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิก แว่วว่าจะเป็นประเด็นร้อนในวาระต่อไป



๒. ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ฝ่าอาถรรพ์ ๕๕ ปี ผจญคลื่นใต้น้ำ

ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๑)



คอลัมน์ Spotlight กล่าวถึง ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการ ททท.คนใหม่ ซึ่งถือเป็นคนนอกในรอบ ๕๕ ปี โดยประธานคณะกรรมการสรรหา ยืนยัน มีคุณสมบัติเหมาะสมและครบเครื่องที่สุด และไม่มีการล็อกสเปกจากฝ่ายการเมืองแน่นอน หาก ดร.ยุทธศักดิ์ มีปัญหาจน ไม่ผ่านการประเมินผลงาน ๖ เดือนแรก ยินดีจะลาออกจากบอร์ด ททท.

ขณะที่คลื่นใต้น้ำ ททท. กระเพื่อมแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยจำนวนโพสต์ตั้งคำถามว่า เป็นใคร มาจากไหน มาได้อย่างไร ใครส่งเข้ามา เส้นสายใคร และจะเข้ามาล้วงลูกแต่งตั้งโยกย้ายรองผู้ว่าการ ที่จะทยอยเกษียณอายุอีก ๔ คนหรือไม่ ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอชื่อผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ต่อ ครม. และจะทำงานในเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป



๓. ดันรายได้ท่องเที่ยวทะลุ ๒.๓ ล้าน ล. เพิ่มโฟกัสตลาดบนเจาะ ‘อินเดีย – อาเซียน’ ลดพึ่งจีน

ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๑)



นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานมอบนโยบายแก่

ที่ประชุมแผนปฏิบัติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๕๙ โดยระบุ การท่องเที่ยวจะต้องยกระดับความเข้มข้นในการทำรายได้ให้มากขึ้น โดยเดือนกรกฎาคมนี้จะเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณายกเลิกการตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละปี จะตั้งเฉพาะเป้าหมายรายได้

การท่องเที่ยวเท่านั้น เพื่อมุ่งสร้างมูลค่าตลาดท่องเที่ยว สร้างรายได้ต่อหัวต่อทริปให้มากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาทรัพยากรการท่องเที่ยวไทยที่อาจเสื่อมโทรมเร็วกว่ากำหนด เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามามากเกินไป โดยมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมควรอยู่ในระดับ ๒๘ – ๓๐ ล้านคนต่อปี พร้อมตั้งเป้าปี ๒๕๕๙ จะมีรายได้การท่องเที่ยว ๒.๓ ล้านล้านบาท

ด้านนายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ททท. เผย ททท. ตั้งเป้าปีหน้ารายได้จากการท่องเที่ยวจะเติบโตเฉลี่ย ๘% โดยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น ๘.๓๒% จากเป้าหมายปีนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาท ส่วนรายได้ในประเทศคาดว่าเติบโต ๘% จากปีนี้คาดว่าอยู่ที่ ๘ แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย โดยจะเพิ่มสัดส่วนตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนและระดับกลาง จากปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดระดับบนที่ ๑๐% ระดับกลาง ๓๐% และระดับล่าง ๕๐%

พร้อมจะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียตะวันออกเป็นหลัก โดยวางกรอบการเติบโตไว้ถึง ๑๒% เป็น ๕.๗๔ แสนล้านบาท โดยเฉพาะตลาดจีน ตั้งเป้าจะมีรายได้ขยายตัวถึง ๑๔% รวมถึงจะมองหาตลาดอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียว อาทิ อินเดีย อาเซียน ยุโรปตะวันออก ละตินอเมริกา และนักท่องเที่ยวจากชาติมุสลิม



๔. เปิดกลยุทธ์ปี ๕๙ ดันเป้ารายได้โต ๘% สร้างสมดุลทัวริสต์ต่างชาติ

ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๓๐)



คอลัมน์รายงาน โดย วรรณิกา จิตตินรากร นำเสนอทิศทางและกลยุทธ์ในการทำตลาดในปี ๒๕๕๙ ของ ททท. ซึ่งได้มีการประชุมแผนปฏิบัติการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวปี ๒๕๕๙ ระหว่างวันที่ ๒๙ มิถุนายน - ๒ กรกฎาคมนี้ โดยมี ผอ.สำนักงานทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมกันระดมสมองเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายรายได้ ๒.๓ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๙



๕. เน้นสื่อสารวิถีไทยขายไทย – เทศ ดันเที่ยวในประเทศโต ๘%

ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๓๐)



นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. เผยแผนกระตุ้นตลาดในปี ๒๕๕๙ โดยตลาดต่างประเทศจะยังคงใช้คอนเซ็ปต์ “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์” ภายใต้ธีม “ดิสคัฟเวอร์ ไทยเนส” ส่วนตลาดในประเทศ ยังคงกระตุ้นผ่านแคมเปญใหญ่ “วิถีไทย เก๋ไก๋ไม่เหมือใคร” เน้นบอกเล่าเรื่องราว และเผยแพร่ประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบไทยๆ เน้นการสื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น ผ่านการจัดทำกลยุทธ์ด้วยสื่อดิจิตอล มีเดีย เป็นหลัก รวมถึงยังเสนอขาย ๑๒ เมืองต้องห้าม...พลาด ให้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวในเมืองใกล้เคียงให้มากที่สุด

นายอานุภาพ ธีรรัฐ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เผยแผนขับเคลื่อนตลาดในประเทศ ในปีหน้าว่า จะยังคงเน้นตอกย้ำภาพลักษณ์วิถีไทย สานต่อแคมเปญที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของคนไทย โดยจะทำแคมเปญ “ดรีมเดสติเนชั่น ๓” เปิดตัว ๒๐ เส้นทางเดสติเนชั่นภายใต้คอนเซ็ปต์ ตลาดชาวบ้านร้อยเรื่องราววิถีชีวิตของชาวบ้าน เพื่อโปรโมตเมืองต่างๆ และดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัส มั่นใจรายได้ตลาดภายในประเทศปีนี้จะได้เกิน ๘ แสนล้านบาท และวางเป้าหมายปีหน้าจะเติบโต ๘%







๖. ฟันธงวิกฤติกรีซไม่หนัก / เตือนป้องกันความเสี่ยงยูโรอ่อนค่า / นักลงทุนวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัย

ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๑)



สกู๊ปนำเสนอการประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจ จากปมวิกฤติหนี้สินของกรีซ หลังครบกำหนดต้องชำระหนี้แก่ไอเอ็มเอฟกว่า ๑.๖ พันล้านยูโร (ราว ๖.๐๓ หมื่นล้านบาท) ในวันที่

๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ โดยสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ประเมินว่า การเจรจาระหว่างกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้ หากถึงขั้นที่ประชาชนกรีซตื่นตระหนกและแห่ถอนเงินฝากจนเกิดภาวะแบงก์รัน จะมีผลกระทบต่อไทยใน ๓ ด้านคือ การส่งออก การท่องเที่ยว และตลาดเงิน แต่ผลกระทบจะไม่ร้ายแรงเท่าปี ๒๕๕๔

ส่วนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ออกบทวิเคราะห์ชี้ว่า จุดชี้เป็นชี้ตายของกรีซน่าจะอยู่ในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ที่เป็นวันต้องจ่ายหนี้ให้กับธนาคารกลางยุโรป ๓ พันล้านยูโร โดยหวั่นว่าผลกระทบอาจส่งผลต่อตลาดไทยจากกระแสขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเป็นหลัก

ด้าน ททท. กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็นปัจจัยลบที่จะทำให้เศรษฐกิจในยุโรปชะลอตัว ส่งผลให้การเดินทางมาเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวยุโรปชะลอตัว โดย ททท. ตั้งเป้าหมายรายได้จากตลาดยุโรปในปี ๒๕๕๙ จะเติบโต ๔%



๗. ททท. – การบินไทยจับกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่น ส.ว. นำร่อง “วันธรรมดา” ก็ม่วนได้

ไทยรัฐ (หน้า ๙)



ททท. ร่วมกับ การบินไทย และสายการบินไทยสมายล์ จัดกิจกรรมนำร่อง “แอ่วเหนือม่วนกั๋น ชวนปั่นวันธรรมดา” ด้วยการเชิญชวนนักท่องเที่ยวกลุ่มเออร์ลี่รีไทร์และสูงวัย เข้าร่วมกันปั่นจักรยานในเส้นทางอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและสวยงามของภาคเหนือ ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ที่จังหวัดเชียงใหม่ – ลำปาง - ลำพูน เพื่อสร้างกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Green Season) และรายได้ให้แก่ท้องถิ่นในช่วงนอกฤดูกาล กำหนดราคาแพ็กเกจพียง ๕,๕๕๕ บาท รับแค่ ๕๕ คน ตามอายุของ ททท. และการบินไทย ที่จัดตั้งมาพร้อมกัน พร้อมตั้งความหวังจะทำกิจกรรมเช่นนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้จังหวัดต่างๆ เกิดความคึกคักในทุกช่วงเวลา ไม่เฉพาะในฤดูท่องเที่ยวหลักเท่านั้น



๘. โหมดึงญี่ปุ่น – อังกฤษเที่ยว

โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

๙. ของบเพิ่ม

เดลินิวส์ (หน้า ๖)



นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. เผย ททท. เตรียมของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการเดินทางของตลาดญี่ปุ่น หลังจากไตรมาสแรกเดินทางมาไทยเติบโตน้อยที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว รัฐบาลส่งเสริมให้คนเที่ยวในประเทศ และเงินเยนอ่อนค่า โดย ททท. ร่วมมือกับภาคเอกชนดึงชาวญี่ปุ่นให้มาไทยเที่ยวมากขึ้น ตั้งเป้าปีนี้มีจำนวน ๑.๒ ล้านคน และปีหน้าจะมีจำนวน ๑.๓ – ๑.๔ ล้านคน

ขณะที่การดึงนักท่องเที่ยวอังกฤษ ททท. จะเจรจากับสายการบิน อาทิ เอมิเรตส์ เอทิฮัด กาตาร์ แอร์เวย์ส ให้เปิดเส้นทางบินจากเมืองรองของอังกฤษ มาสู่แหล่งท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก และเมืองรองของไทย พร้อมตั้งเป้าปีหน้าจะมีนักท่องเที่ยวอังกฤษมาไทย ๘ แสนคน เทียบกับปีนี้ ๗ แสนคน



๑๐. ครม. ตั้ง ‘อารีพงศ์’ ปลัดท่องเที่ยวสานแผนเพิ่มรายได้แทนปริมาณ

กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๕)

๑๑. ตั้งอารีพงศ์ดันรายได้ท่องเที่ยว

โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๑)

๑๒. มีอึ้ง ! ตั้ง “อารีพงศ์” คั่วท่องเที่ยว สมฉายาแมวเก้าชีวิตยังชิดซ้าย

ไทยรัฐ (หน้า ๘)

๑๓. ตั้ง ‘อารีพงศ์’ นั่งปลัด ก.ท่องเที่ยว

มติชนรายวัน (หน้า ๖)

ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ รับโอนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย นายอารีพงศ์ มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการด้านการเงินและการคลัง และยังมีประสบการณ์การเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย และการบินไทย จึงสอดคล้องกับการวางแผนปฏิบัติการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นเรื่องการสร้างรายได้ ไม่เน้นการเติบโตเชิงปริมาณ เชื่อจะเข้ามากำกับวางแผนการท่องเที่ยวให้เกิดคุณภาพและกระจายรายได้ ตามแนวทางที่รัฐบาลวางไว้ได้แน่นอน

ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธาน สทท. เผย นายอารีพงศ์ เป็นคนที่มีทั้งความรู้และ

ประสบการณ์พอที่จะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวได้ และภาคเอกชนยินดีจะร่วมงานด้วย โดยต้องการให้ ปลัดคนใหม่เร่งภารกิจในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถใน

การแข่งขัน พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ และเตรียมความพร้อมเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดเออีซี ส่วนนายยุทธศักดิ์ สุภสร ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการ ททท. นั้น ภาคเอกชนไม่ขัดข้อง เชื่อยังมีเวลา ๖ เดือนในการพิสูจน์ผลงาน และที่สำคัญคือต้องเร่งสร้างความเข้าใจและประสานการทำงานภายในองค์กรให้ราบรื่น และเดินหน้าไปด้วยดี

ส่วนนายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายก สทน. เผย ภารกิจที่อยากให้นายอารีพงศ์ และนายยุทธศักดิ์ เร่งดำเนินการคือ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ บริหารเงินงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และจัดทำแผนการตลาดทั้งในและต่างประเทศให้ชัดเจน

ด้านนางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. เผยถึงการประชุมแผนปฏิบัติการปี ๒๕๕๙ ของ ททท. เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายนว่า ที่ประชุมได้หารือถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจยุโรป โดยมีข้อสรุปเบื้องต้นให้ทุกสำนักงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามเฝ้าระวังอัตราแลกเปลี่ยนเงินยูโร โดยวิเคราะห์ว่า หากอ่อนค่าเกิน ๒๐% จะกระทบต่อ

การท่องเที่ยว และให้เตรียมมาตรการฟื้นฟูไว้ รวมถึงให้จับตาสถานการณ์ของกรีซด้วย

นายธีระศิลป์ เทเพนทร์ ผอ.ททท.สนง.ลอนดอน เผย ช่วง ๕ เดือนแรกตลาดอังกฤษขยายตัว ๑.๘% และการจองล่วงหน้ามีสัญญาณที่ดี จึงตั้งเป้าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยว ๘.๙ แสนคน เพิ่มจากปีก่อนที่มี ๘.๔ แสนคน แต่ต้องอยู่ภายใต้ ๒ เงื่อนไขคือ ททท. ต้องประสบความสำเร็จในการเจรจากับบริษัททุยทัวร์ ให้เพิ่มเส้นทางบินเข้ากระบี่ และการบินไทยต้องดำเนินการตามแผนส่งเสริมเส้นทางไปแมนเชสเตอร์ ตามที่เคยกำหนดไว้ ขณะที่ ททท. มีแผนจะเจาะตลาดนักเดินทางครั้งแรกในเมืองรอง

ส่วนนางสุปราณี ป้องปัด ผอ.ททท.สนง.แฟรงเฟิร์ต เผย ได้ตั้งเป้าการเติบโตในปีหน้าที่ ๓%

แม้ค่าเงินยูโรจะผันผวน แต่มีความหวังสำหรับพื้นที่ใหม่ๆ จากการที่ไฮซีซั่นนี้สายการบินยูโรวิงส์ เตรียมเปิดเส้นทางบิน โคโลญจน์ – กรุงเทพฯ และโคโลญจน์ – ภูเก็ต นอกจากนี้ ททท. ยังมีแผนเจาะตลาดนักกอล์ฟจากเชค ๘ หมื่นคน และมีนักดำน้ำจากโปแลนด์ที่สนใจเดินทางมาไทยมากขึ้น



๑๔. แหม่มอังกฤษชมไทยเฝ้าระวัง ‘เมอร์ส’ เยี่ยม

ไทยรัฐ (หน้า ๑)

๑๕. ไทยจ่อประกาศพ้นเมอร์ส สื่อ ตปท.ตีข่าว ‘เฝ้าระวัง’ ดี

มติชนรายวัน (หน้า ๑๐)



กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์ว่า เกาหลีใต้ไม่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สเพิ่ม ส่วนผู้ป่วยเดิมมี ๑๓ รายที่อยู่ในขั้นวิกฤติ และ ๙๕ รายหายป่วย แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ส่วนสถานการณ์ในไทย กระทรวงสาธารณสุข เผย ชายชาวโอมานมีอาการดีขึ้นมาก แต่ต้องเช็กซ้ำว่าจะไม่แพร่เชื้อเมอร์สอีก พร้อมตั้งเป้าอีก ๑ เดือนจะประกาศให้ไทยปลอดจากโรคเมอร์ส ขณะที่หญิงชาวอังกฤษที่ต้องสงสัยสัมผัสไวรัสเมอร์ส และถูกกักตัวอยู่ในห้องแยกเพื่อเฝ้าระวังอาการที่โรงพยาบาล หัวหิน เปิดเผยกับสื่อต่างชาติว่า ระหว่างถูกกักตัวเฝ้าระวังโรคในไทย ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ด้าน ผอ.โรงพยาบาลหัวหิน ชี้ การที่หญิงชาวอังกฤษเปิดเผยเรื่องราวระหว่างถูกกักตัวตามกระบวน

การควบคุมโรคในไทย จะช่วยให้ต่างชาติที่มาเที่ยวในไทย มีความมั่นใจในระบบการควบคุมโรคของไทย



๑๖. รุดสอบแล้วบาร์ออรัลเซ็กซ์ พยานเผยสาวไทยหนุ่มโสมคู่ฉาวโฉ่ ตร.ล่าตัว

ข่าวสด (หน้า ๑)



ตำรวจเมืองพัทยาบุกตรวจสอบบาร์เบียร์ ที่เกิดเหตุหญิงไทยทำออรัลเซ็กซ์ให้กับนักท่องเที่ยวชายชาวเอเชีย เผยแพร่ทางสังคมออนไลน์ พบเป็นดิสโก้คลับในเมืองพัทยา พร้อมได้สอบปากคำพนักงานรักษาความปลอดภัย ยอมรับ เหตุเกิดที่ชั้น ๒ เวลา ๐๓.๐๐ น. ในช่วงร้านใกล้ปิด พนักงานพบหญิงไทยกำลังทำออรัลเซ็กซ์ให้กับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลี ท่ามกลางแขกจำนวนมาก ทางร้านจึงได้เชิญทั้ง ๒ คน ออกจากร้านไป ด้านตำรวจเตรียมเรียกผู้จัดการและพนักงานมาสอบสวน รวมทั้งจะติดตามหญิงไทยและชายชาวเกาหลีดังกล่าวดำเนินคดี ส่วนนายอำเภอบางละมุง ใช้ พ.ร.บ.สถานบันเทิงสั่งปิดร้านดังกล่าว ๑๐ วัน ข้อหาไม่ทำประวัติพนักงาน



---------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

30/6/58

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอังคารที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘

๑. มติบอร์ด ททท. ไฟเขียว ‘ยุทธศักดิ์’ นั่งเก้าอี้ผู้ว่า กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

๒. “ยุทธศักดิ์ สุภสร” เข้าป้ายผู้ว่า ททท. คนใหม่ ทำลายสถิติในรอบ ๕๕ ปี ! ไทยรัฐ (หน้า ๙)

๓. ‘ยุทธศักดิ์’ นั่งผู้ว่าการ ททท. / คนนอกในรอบ ๕๕ ปี – ยันไม่มีใบสั่ง / ‘กอบกาญจน์’ โละ ยึดเป้านักเที่ยว มติชนรายวัน (หน้า ๙)

๔. ททท. เลิกพึงจำนวนเน้นรายได้ เสนอ ครม. ตั้งเป้า ๒.๓ ล้านล้านบาท เพิ่มจับจ่ายขึ้น ๑๕% ภายใน ๒ ปี โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๑)

๕. ททท. ดึงลูกค้าไฮเอนด์ ข่าวสด (หน้า ๘)

๖. ผู้ว่าการคนใหม่ เดลินิวส์ (หน้า ๗)

นายจรินทร์ จักกะพาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ ททท. เผย ที่ประชุมบอร์ด ททท. มีมติเห็นชอบให้ นายยุทธศักดิ์ สุภสร รอง กก.ผอญ. และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท อสมท จำกัด เป็นผู้ว่าการ ททท.คนใหม่ ถือว่าเป็นคนนอกคนแรกในรอบ ๕๕ ปีที่ก่อตั้ง ททท. มา โดยยืนยันนายยุทธศักดิ์ เป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในบรรดาผู้สมัครทั้ง ๙ คน และจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรได้ และยืนยันไม่มีการล็อกสเปกจากฝ่ายการเมืองอย่างแน่นอน ส่วนขั้นตอนต่อไป จะตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน เมื่อได้ข้อสรุปจะนำเสนอ ครม.อนุมัติต่อไป คาดนายยุทธศักดิ์ จะเริ่มทำงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้
พร้อมยอมรับ การแต่งตั้งครั้งนี้จะได้รับเสียงประท้วงจากคนใน ททท. แน่นอน แต่ก็มั่นใจว่า ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะสามารถรับมือได้ ส่วนการบริหารงานของผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ จะต้องผ่านการประเมินทุก ๖ เดือน หากไม่ผ่านการประเมิน จะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากบอร์ด ททท.
ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เป็นประธานมอบนโยบาย ในการประชุมแผนปฏิบัติของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๕๙ พร้อมระบุ นับจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท. ต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น โดยจะเน้นการสร้างรายได้เข้าประเทศ ไม่มุ่งเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนกรกฎาคมนี้จะเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณายกเลิกการตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละปี โดยจะตั้งเพียงเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวเท่านั้น เพื่อมุ่งสร้างมูลค่าตลาดท่องเที่ยว สร้างรายได้ต่อหัวต่อทริปให้มากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาทรัพยากรการท่องเที่ยวไทยที่อาจเสื่อมโทรมเร็วกว่ากำหนด เพราะนักท่องเที่ยวเข้ามามากเกินไป โดยมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เหมาะสม ควรอยู่ในระดับ ๒๘ – ๓๐ ล้านคนต่อปี
นอกจากนี้ จะทำงานกับหน่วยงานอื่นๆ ใน ๒ มิติควบคู่กันคือ การเดินหน้าปราบปรามและป้องกันนอมินีท่องเที่ยว และสร้างความเข้มแข็งของสินค้าท้องถิ่นของไทย ทั้งในด้านแหล่งท่องเที่ยว และสินค้าเพื่อการช็อปปิ้ง
นายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ททท. เผย ททท. ตั้งเป้าปีหน้าจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๑.๕ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น ๘.๓๒% จากเป้าหมายปีนี้ ๑.๔ ล้านล้านบาท ส่วนรายได้ในประเทศคาดว่าเติบโต ๘% จากปีนี้คาดว่าอยู่ที่ ๘ แสนล้านบาท ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย โดยมีแนวทางจะเพิ่มสัดส่วนตลาดนักท่องเที่ยวระดับบนและระดับกลาง จากปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดระดับบนที่ ๑๐% ระดับกลาง ๓๐% และระดับล่าง ๕๐% พร้อมได้ให้ ททท.สำนักงานต่างประเทศ ๒๗ แห่ง กลับไปหาแนวทางเพื่อตอบโจทย์แนวทางดังกล่าว
โดย ททท. จะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง และอาเซียน เป็นหลัก โดยวางกรอบการเติบโตไว้ถึง ๑๒% เป็น ๕.๗๔ แสนล้านบาท เทียบกับยุโรปและอเมริกาที่คาดว่าจะเติบโต ๕% เท่านั้น โดยเฉพาะตลาดจีน ตั้งเป้าจะมีรายได้ขยายตัวถึง ๑๔% ส่วนบรรยากาศการท่องเที่ยวในปีนี้ ตลาดยุโรปบางตลาดลดลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ อาทิ รัสเซีย แต่ตลาดเอเชียมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เติบโตต่อเนื่อง และ ททท. ไม่ได้นิ่งนอนใจหากตลาดจีนหายไป โดยเริ่มจับตลาดอินเดีย อาเซียน กลุ่มตลาดมุสลิมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่กำลังซื้อดีเช่นกัน

๗. ม้ามืด โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๒)

คอลัมน์หลังกระทรวง โดย สี่ตา กล่าวถึงการสรรหาผู้ว่าการ ททท. คนใหม่ ที่ล่าสุดบอร์ด ททท. ได้เลือกนายยุทธศักดิ์ สุภสร รอง กก.ผอญ. และปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท อสมท จำกัด เป็นผู้ว่าการคนใหม่ ถือเป็นครั้งแรกในรอบ ๕๕ ปี ที่มีคนนอกมาเป็นผู้ว่าการ ว่ากันว่างานนี้กุนซือ คสช. สนับสนุนและเสนอด้วยตัวเอง

๘. บริษัทนำเที่ยวลุ้น ททท. ช่วยกระจายทัวร์จีนสู่เมืองรอง โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๗)

นายวิชิต ประกอบโกศล ประธานบริษัท ซีซีที เผย อยากเห็น ททท. ส่งเสริมการท่องเที่ยวในเส้นทางที่หลากหลายกับนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากไปยังเมืองรอง โดยมองว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพคือ จังหวัดสุโขทัย เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม และหัวหิน เพราะไม่ไกลกรุงเทพฯ และเริ่มมีคนจีนไปแต่ไม่มาก เป็นต้น
ส่วนภาพรวมทัวร์จีนในขณะนี้ ตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยวในจีนแข่งขันกันชิงส่วนแบ่งตลาด คนจีนเที่ยวไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดชาร์เตอร์ไฟลต์มาไทยถี่ขึ้น ประกอบกับทางการจีนมีนโยบายให้ขอทำชาร์เตอร์ไฟลต์ระยะยาวขึ้น เป็น ๖ เดือน – ๑ ปี ส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายจีนทุ่มเงินจัดชาร์เตอร์ไฟลต์ระยะยาวมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจึงเดินทางมาไทยมากกว่าเดิมตามปริมาณที่นั่งที่เพิ่มขึ้น พร้อมคาดว่าเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ราคาทัวร์จีนน่าจะดีขึ้น เพราะเป็นช่วงปิดภาคเรียน ความต้องการ เดินทางของคนจีนจะมากขึ้น โดยไม่ต้องทำแพ็กเกจราคาถูก เชื่อภาพรวมคนจีนเที่ยวไทยปีนี้จะโตกว่า ๓๐% จากปีที่ผ่านมา เพราะการเมืองนิ่ง และโรคเมอร์สไม่น่ากังวล

๙. ปล่อย ‘๒๐ ผู้สัมผัสเมอร์ส’ ญาติโอมานกลับบ้าน ก.ค. กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖ป

กระทรวงสาธารณสุข เผย ชายชาวโอมานที่ติดไวรัสเมอร์สอาการดีขึ้นตามลำดับ คาดว่าน่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หากผลการตรวจไม่พบเชื้อ ขณะที่ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วย ๒๐ คน จาก ๓๖ คน ที่มีความเสี่ยงสูง รวมทั้งญาติอีก ๓ คน แพทย์เตรียมทยอยนำออกจากระบบเฝ้าระวังหากครบกำหนดกักตัวดูอาการ ๑๔ วันแล้วไม่พบเชื้อ ส่วนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ย้ำสถานพยาบาลหากพบผู้ป่วย ห้ามปฏิเสธการรักษา และยังคงมาตรการเฝ้าระวังใน ๕๐ เขตอย่างเข้มงวด

๑๐. โผล่อีกแล้วคราบน้ำมันเกลื่อนหากแม่รำพึงยาวหลาย กม. ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๑)

๑๑. หาดแม่รำพึงยับ คราบน้ำมันลอยเกลื่อน ทั้งบก – ทะเลเปรอะ ๕ กม. อุทยานเต้นสอบต้นตอ แนวหน้า (หน้า ๑)

ชาวประมงเมืองระยองพบคราบน้ำมันสีดำ ถูกคลื่นซัดเข้าชายหาดแม่รำพึง ตั้งแต่สะพานศูนย์เพาะเลี้ยงกุ้งประมงชายหาดแม่รำพึง ไปจนถึงบริเวณจุดหินดำ เป็นระยะทางยาว ๔ – ๕ กม. และส่งกลิ่นเหม็น อีกทั้งยังมีจำนวนมากกว่าหลายๆ ครั้ง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมชายหาดแม่รำพึง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญเป็นอย่างมาก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันป้องกันแก้ไขอย่างจริงจัง ด้านเจ้าหน้าที่ได้ลงเก็บตัวอย่างคราบน้ำมันไปตรวจสอบยังห้องแล็ปแล้ว

๑๒. ตร.พัทยาล่า – สาวออรัลเซ็กซ์โจ่งแจ้งกับนักท่องเที่ยว อุดจาดบาร์เบียร์ สั่งดำเนินคดีรูด ข่าวสด (หน้า ๑)

ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา กำลังเร่งติดตามหญิงสาวที่ทำออรัลเซ็กซ์ ให้กับนักท่องเที่ยวชายชาวเอเชีย ที่หน้าบาร์เครื่องดื่มภายในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านถนนวอล์กกิ้งสตรีท พัทยา โดยไม่สนใจสายตาของนักท่องเที่ยวและคนรอบข้าง หลังมีภาพแชร์กันในโลกออนไลน์ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมเป็นอย่างมาก ทำให้คนไทยและประเทศไทยเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการเอาผิดกับบุคคลในภาพ รวมถึงเจ้าของสถานบันเทิงที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น
ด้าน ผกก.สภ.เมืองพัทยา เผย ขณะนี้สามารถระบุได้แล้วว่าเป็นที่ใด พร้อมได้ให้ตำรวจฝ่ายปราบปรามและฝ่ายสืบสวนวางแผนเข้าตรวจสอบสถานบันเทิงดังกล่าว หากพบมีความผิดจริงจะดำเนินคดีกับทั้งเจ้าของร้านและผู้ที่กระทำตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ชี้ เข้าข่ายความผิดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล
ด้านกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ชี้ ไม่ควรตำหนิผู้หญิงฝ่ายเดียว สังคมควรตระหนักรับรู้ปัญหาในวงกว้าง และช่วยกันแก้ไขปัญหา รวมถึงกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายกับสถานบันเทิง และคนไปเที่ยว

๑๓. รวบไอ้ขี้คุก ! จี้ชิงทรัพย์แหม่ม ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๕)

ตำรวจ สภ.ขอนแก่น แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุชี้ชิงทรัพย์หญิงชาวอังกฤษ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่า เคยต้องคดีจำคุกมาแล้ว ๓ ปี และตระเวนก่อเหตุรอบพื้นที่เมืองขอนแก่นมานานนับ ๑๐ ปี โดยจะเลือกเหยื่อที่เผลอทั้งผู้หญิงและคนชรา เผย ก่อเหตุเพื่อหาเงินใช้และซื้อยาบ้าเสพ
ด้านผู้เสียหาย เผย เดินทางมาจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อมาเป็นครูสอนภาษา อังกฤษที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น พร้อมขอบคุณตำรวจที่สามารถจับคนร้ายมาดำนินคดีได้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกที่ดีต่อเมืองไทยลดลง ยังรู้สึกรักและชอบเมืองไทย

๑๔. ตื้บไกด์ทัวร์จีน ข่าวสด (หน้า ๑๑)

คอลัมน์ข่าวสดทั่วไทย : เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุกลุ่มไกด์ทัวร์จีนถูกรุมทำร้ายที่สถานบันเทิงสตาร์ไดท์ ผับ อำเภอเมืองบางละมุง จังหวัดชลบุรี จากการสอบถามทราบว่า ไกด์ดังกล่าว พร้อมด้วยน้องชายและเพื่อนไกด์ทัวร์จีนได้มาเที่ยวที่สถานบันเทิง แต่ระวังทางถูกชายฉกรรจ์ประมาณ ๑๐ คน ที่มีเรื่องกันผับรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และหนึ่งในกลุ่มคนร้ายมีสำเนียงพูดเหมือนไกด์ทัวร์จีน คาดอาจเป็นกลุ่มไกด์เถื่อน ซึ่งตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จะเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

๑๕. สาวไต้หวันดับ ๑ เหยื่อไฟสวนน้ำ ให้ประกันตัวแล้ว ผู้จัด – ช่างเทคนิค คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

๑๖. เข้มความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวป้องซ้ำไต้หวัน ไทยโพสต์ (หน้า ๑๐)

ความคืบหน้าเหตุการณ์เพลิงไหม้สวนน้ำในไต้หวัน ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว ๑ ราย ขณะที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาผู้จัดงานคัลเลอร์ปาร์ตี้ ที่ทำให้เกิดเหตุผงสีติดไฟจนทำให้ผู้ร่วมงานได้รับบาดเจ็บกว่า ๕๐๐ ราย และกำลังสอบสวนหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ โดยตั้งข้อสงสัยว่าเกิดจากความร้อนจากระบบแสง หรือจากบุหรี่ที่เป็นตัวจุดประกาย ทำให้ผงสีซึ่งทำจากแป้งข้าวโพดติดไฟขึ้น
ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้สั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง กวดขันตรวจสอบระบบและอุปกรณ์ความปลอดภัยในสถานที่ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการจำนวนมาก เพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด และป้องกันเหตุที่ไม่คาดฝัน หากสถานที่ใดยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ต้องปรับปรุงเร่งด่วน

๑๗. ตูนิเซียติดอาวุธตำรวจท่องเที่ยว เดลินิวส์ (หน้า ๑๑)

ทางการตูนิเซีย จะติดอาวุธให้แก่ตำรวจท่องเที่ยว และเสริมกำลังเจ้าหน้าที่อีกกว่า ๑ พันคน เพื่อคอยสนับสนุนตำรวจท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิ่งผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว จนทำให้มีผู้เสียชีวิต ๓๘ รายที่สถานตากอากาศยอดนิยมของตูนิเซีย

------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

29/6/58

ข่าวประเด็นสำคัญ วันจันทร์ที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๘

๑. ระดมสมองจัดทำแผนปี ๒๕๕๙ มติชนรายวัน (หน้า ๙)

คอลัมน์โฟกัสประเด็นร้อน : ตลอดสัปดาห์นี้ ททท. จะจัดประชุมแผนปฏิบัติการ ททท.  ปี ๒๕๕๙ ระดมสมองจัดทำแผนกระตุ้นการตลาดอย่างไร ที่จะต่อยอดจากปี ๒๕๕๘ ที่ตัวเลขค่อน ข้างดี ทั้งมูลค่าเพิ่มถึง ๑๖% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโต ๑๙.๐๙%

๒. รัฐยอมรับนอมินีทัวร์ จับยากขึ้น โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

กรมการท่องเที่ยว ร่วมกับ ดีเอสไอ เร่งรวบรวมรายชื่อบริษัทที่คาดว่าจะใช้ชื่อคนไทยสวมสิทธิ (นอมินี) ทำธุรกิจท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งขณะนี้ตรวจพบ ๒ ราย และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน โดยยอมรับ ขณะนี้รูปแบบการจดทะเบียนธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนในการจัดตั้งนอมินี ทำให้การตรวจสอบและจับกุมค่อนข้างยาก พร้อมได้ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว กวดขันทัวร์ ศูนย์เหรียญ ทัวร์ติดลบ และนอมินีอย่างเข้มข้น ล่าสุดอยู่ระหว่างพัฒนาระบบตรวจสอบจ๊อบออเดอร์การรายงานเส้นทางท่องเที่ยวในแต่ละวันของบริษัททัวร์ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อจะได้ติดตามแก้ปัญหากรณีเกิดการร้องเรียน

๓. ไกด์ภาษาจีน – เกาหลีมีน้อย กรมท่องเที่ยวเร่งอบรมพัฒนาทักษะ แนวหน้า (หน้า ๑๑)

น.ส.วรรณสิริ โมรากุล รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว รักษาการอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เผยกรมการท่องเที่ยว จะเร่งแก้ไขปัญหาไกด์ขาดแคลน โดยในส่วนของไกด์ภาษาจีน ได้ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย – จีน แอตต้า และสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมไกด์ไทยที่มีใบอนุญาตอยู่แล้ว เพื่อพัฒนาทักษะในการเป็นไกด์ภาษาจีน รวมทั้งมีการสำรวจความต้องการของตลาด และประเมินทักษะไกด์แต่ละคน เพื่อกำหนดอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม
ส่วนไกด์ภาษาเกาหลี จะดำเนินการใน ๒ ส่วนคือ ๑. วางมาตรฐานการตรวจสอบและควบคุมการทำงานของชาวเกาหลีที่เข้ามาทำงานในธุรกิจนำเที่ยว และ ๒. เร่งพัฒนาทักษะภาษาเกาหลีให้แก่ไกด์ชาวไทยและผู้ที่สนใจ เพื่อให้สามารถสื่อสารและบริการนำเที่ยวแก่นักท่องเที่ยวเกาหลีได้โดยตรง

๔. ชี้เทรนด์ท่องเที่ยวเอเชียบูม กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)

รายงานข่าวนำเสนอ การประเมินแนวโน้มการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง ของภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยว โดย น.ส.วรรณสิริ โมรากุล รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว รักษาการอธิบดี กรมการท่องเที่ยว ประเมินว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลังจะดีขึ้น เนื่องจากตลาดเอเชียน่าจะมีการเปลี่ยนจุดหมายการท่องเที่ยว เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผลกระทบจากไวรัสเมอร์ส โดยมีไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ต่างชาติสนใจ และมีโอกาสจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะตลาดจีน ที่น่าจะมีการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง หลัง ๖ เดือนแรกเดินทางเข้ามาแล้วกว่า ๓.๒๗ ล้านคน เติบโต ๙๕.๗๓% หรือเฉลี่ยเดินทางมาไทยเดือนละ ๖.๔ แสนคน รวมถึงยังมีปัจจัยบวก วันหยุดยาวฉลองวันชาติต้นเดือนตุลาคม และฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี คาดตัวเลขตลาดจีนปีนี้น่าจะมีกว่า ๗.๔๕ ล้านคน
ด้านนายเจริญ วังอนานนท์ นายก แอตต้า เผย แนวโน้มตลาดที่เดินทางผ่านทัวร์ในช่วงปีแรกเติบโต ๑๐๙% คิดเป็นจำนวน ๒.๕๙ ล้านคน พร้อมมั่นใจ สิ้นเดือนกรกฎาคมจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวแซงหน้ายอดรวมของปีที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ ๓.๕ ล้านคน พร้อมประเมินแนวโน้มปีนี้จะมีต่างชาติเดินทาง ผ่านทัวร์อาจมีกว่า ๗.๕ ล้านคน หรือฟื้นขึ้นเท่าตัว เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีปัญหาการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตามองในช่วงครึ่งปีหลังคือ การปรับเปลี่ยนจุดหมายของนักท่องเที่ยวเอเชียที่ ไม่สามารถเดินทางไปเกาหลีได้ เพราะกังวลกับการระบาดของไวรัสเมอร์ส เชื่อไทยจะมีโอกาสได้ ส่วนแบ่งจากกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านคน และนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธาน สทท. เชื่อว่ารายได้ตลาดในประเทศจะเป็นไปตามเป้าหมาย ๘ แสนล้านบาท จากการสำรวจความคิดเห็นช่วงไตรมาส ๓ คนไทยยังมีแผนเดินทางในประเทศ ๒๘% สูงกว่าคนที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศที่มีสัดส่วน ๑๓% ส่วนตลาดต่างประเทศประเมินว่า ปัจจัยบวกจากเงินบาทอ่อนค่า ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้สึกคุ้มค่า เมื่อมาใช้จ่ายในไทย

๕. ปัดลงทะเบียนไกด์ต่างชาติ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๗)

๖. ค้านขึ้นทะเบียนไกด์ต่างชาติ มัคคุเทศก์ภาคเหนืออ้างแย่งงานคนไทย คม ชัด ลึก (หน้า ๑๑)

กลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์เชียงใหม่ ได้ยื่นหนังสือคัดค้านกรมการท่องเที่ยวที่จะเปิดให้ไกด์ต่างชาติขึ้นทะเบียนเป็นไกด์นำเที่ยวได้ ระบุ แย่งงานคนไทย พร้อมนำเสนอ ๓ แนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนไกด์ ได้แก่ ๑. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ไกด์ไทยที่มีใบอนุญาต ได้ฝึกอบรมภาษาต่างประเทศภาษาที่ ๒ ซึ่งบุคคลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทันที ๒. ยกระดับไกด์ที่มีใบอนุญาตนำเที่ยวเฉพาะพื้นที่ ให้มีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรไกด์ทั่วไป และ ๓. อบรมคนไทยที่รู้ภาษาต่างประเทศภาษาใดภาษาหนึ่งอยู่แล้ว ให้เป็นไกด์เร่งด่วน โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา และจัดทำหลักสูตรเฉพาะขึ้น เพื่อใช้ฝึกอบรมผู้ที่มีวุฒิการศึกษาไม่ถึงระดับที่กรมการท่องเที่ยวกำหนด ซึ่งทั้ง ๓ แนวทางสามารถปฏิบัติไปพร้อมๆ กันได้
ด้านนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เผย กรมการท่องเที่ยว มีแนวคิดจะให้ชาวต่างชาติมาเป็นล่าม ไม่ใช่ไกด์อย่างที่กลุ่มไกด์จากเชียงรายและเชียงใหม่เข้าใจ เนื่องจากปัจจุบันมีทัวร์จากเกาหลีและจีนเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่ และภาคเหนือจำนวนมาก อีกทั้งบริษัทนำเที่ยวยังแจ้งเรื่องการขาดแคลนล่าม ทางกลุ่มบริษัทนำเที่ยวจึงเสนอให้กรมการท่องเที่ยว จัดการ ขึ้นทะเบียนให้ต่างชาติเพื่อมาเป็นล่าม โดยจะให้ทำงานประกอบคู่กับไกด์ชาวไทยที่เข้าใจวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมมากกว่าต่างชาติ

๗. โค้งสุดท้ายโรคเมอร์ส ชาวโอมานฟื้นไข้ ๓๖ ผู้เสี่ยงเชื้อเป็นลบเลิกกัก ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑)

๘. สธ.เตรียมปล่อยกักตัวโรคเมอร์ส ไทยรัฐ (หน้า ๑)

กระทรวงสาธารณสุข เผยผลตรวจชายชาวโอมานที่ติดไวรัสเมอร์สว่า พบเชื้อเมอร์สในปัสสาวะเท่านั้น พร้อมจะนัดหารือกับผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง และเตรียมให้ผู้ป่วยออกจากห้องแยกโรค ส่วนผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ขณะนี้ตามตัวได้ครบแล้ว และผลการตรวจไม่พบไข้หรืออาการบ่งชี้ของโรคเมอร์ส คาดใน ๑ – ๒ วันจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ ส่วนสถานการณ์ที่เกาหลีใต้ มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก ๑ ราย รวมมีผู้เสียชีวิต ๓๒ ราย และมีผู้ติดเชื้อ ๑๘๒ ราย ๑๕ รายอาการน่าเป็นห่วง และมีผู้ที่ถูกกักตัวรอดูอาการอีก ๒,๕๖๒ ราย

๙. การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสเมอร์ส กระทบตลาดการท่องเที่ยวไทย – เกาหลีใต้ บ้านเมือง (หน้า ๘)

สกู๊ปนำเสนอผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจากการระบาดของไวรัสเมอร์ส จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยประเมินว่า ตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่เดินทางมาเที่ยวไทยยังไม่ได้รับผลกระทบ ทางศูนย์ฯ จึงยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เดินทางมาเที่ยวไทยในปี ๒๕๕๘ ไว้เท่าเดิมคือ ๑,๓๔๑๐,๐๐ คน เติบโต ๑๗.๒%
ส่วนตลาดคนไทยไปเที่ยวเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าปี ๒๕๕๘ จะมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ ๔๓๗,๕๐๐ คน หรือหายไปประมาณ ๘.๙% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เดิม ก่อนที่จะมีการระบาดของโรคเมอร์ส
พร้อมกับมองว่าแม้ไทยจะยังไม่พบผู้ติดไวรัสเมอร์ส แต่เพื่อเป็นการป้องกันกิจกรรมเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ที่เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ ภาครัฐคงต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มข้นมากขึ้น ในการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแผนจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้ ภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถปรับปรุงแผนธุรกิจได้ทัน

๑๐. จับชีพจร ศก.ลุ้น ‘ไตรมาส ๓’ ฟื้นจริงหรือ ? มติชนรายวัน (หน้า ๑)

สกู๊ปนำเสนอมุมมองนักวิชาการและภาคเอกชน ต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจในไตรมาส ๓ ของรัฐบาล โดยมองว่าความหวังเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส ๓ ตามที่ทีมเศรษฐกิจเคยประกาศไว้ ดูเหมือนจะไม่ง่าย เพราะขณะนี้กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่ละตัว อยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง มีปัจจัยลบเข้ามารุมเร้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการส่งออกยังหดตัวอย่างต่อเนื่อง การเบิกจ่ายของภาครัฐและ การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และการท่องเที่ยว ยังลุ้นว่าจะได้รับผลกระทบจากโรคเมอร์ส และปัญหา ICAO ปักธงแดงประเทศไทย ซึ่งจะกระทบต่อเป้าหมายรายได้ที่ ตั้งไว้ที่ ๒.๒ ล้านล้านบาทหรือไม่ อีกทั้งยังมีปัจจัยลบที่น่าจะรุนแรงคือ ปัญหาภัยแล้งที่กำลังขยาย วงกว้าง และจะส่งผลกระทบกับทั้งการปลูกพืชและกระทบต่อน้ำบริโภค
ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธาน สทท. ประเมินว่า หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมต่อภาคการท่องเที่ยวช่วงไตรมาส ๓ ถึงสิ้นปี ๒๕๕๘ รายได้การท่องเที่ยวปีนี้น่าจะอยู่ที่ ๒.๒๔ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น ๑๖% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการคาดการณ์ใหม่ จากเดิม สทท. คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ ๒.๒ ล้านล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ ๒๙.๕๑ ล้านคน เติบโต ๑๙.๐๙% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ ๒๘.๘ ล้านคน

๑๑. หวัง ‘ท่องเที่ยว’ หนุน ศก.ฟื้น กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๒)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยได้ปัจจัยหนุน ๒ เรื่องหลักคือ การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่การบริโภคมีแนวโน้มดีขึ้น แต่เป็นผลจากปัจจัยเรื่องฤดูกาล เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังเป็นปีที่จะมีการจัดกิจกรรมมากมาย
ส่วนการท่องเที่ยว ยังมีประเด็นที่ต้องจับตาคือ การแพร่ระบาดของไวรัสเมอร์ส หากยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด อาจมีผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลังได้
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังคงต้องติดตามดูใน ๒ ส่วนคือ สัญญาณการฟื้นตัว กับความหวังของการฟื้นตัว นอกจากนี้ยังตัวช่วยเศรษฐกิจอีกหนึ่งตัวคือ การท่องเที่ยว ที่เริ่มมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง แต่การท่องเที่ยวมีข้อเสียตรงที่จังหวัดท่องเที่ยวไทยมีแค่ ๑๐ กว่าจังหวัด รายได้จึงไม่กระจาย ส่วนปัญหาโรคเมอร์ส สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่ายังควบคุมได้ จึงไม่น่าจะส่งผกระทบมากนัก

๑๒. ‘บิ๊กจิน’ เร่ง ‘ไอเคโอ’ ติว จนท. ลุยปลดล็อก ๒๘ สายการบิน มติชนรายวัน (หน้า ๑)

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เร่งเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก ICAO มาอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ๘ หลักสูตร ก่อนออกใบอนุญาตสายการบินใหม่ทั้งหมด ๒๘ สายการบิน คาดจะทำคู่มือด้านการบินพร้อมประกาศใช้ในเดือนกรกฎาคมนี้
ด้านสายการบินนกสกู๊ต เห็นด้วยกับการเลื่อนแผนการตรวจสายการบิน จากเดิมมีแผนจะเริ่มตรวจตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม เป็นกลางเดือนสิงหาคม และคาดว่าจะเสร็จหลังเดือนธันวาคม เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีขึ้นตอนมากมาย หากเร่งรัดขั้นตอนก็จะเกิดปัญหาขึ้นอีก ส่วนสายการบินไทยแอร์เอเชีย คิดว่ากระทรวงคมนาคมน่าจะแก้ปัญหาเรื่องการบินได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่หากเกิดปัญหาที่อยู่เหนือความคาดหมาย เชื่อว่าแต่ละสายการบินต่างเตรียมรับมือได้

๑๓. ตั้งเงื่อน ๔๕ วันจัดสรรเส้นทางบิน กติกาใหม่ บพ.ป่วนธุรกิจแอร์ไลน์ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๑)

สายการบินระบุ ได้รับผลกระทบจากมาตรการของกรมการบินพลเรือน (บพ.) ที่ได้เพิ่มขั้นตอนและกำหนดเงื่อนไขเวลาในการพิจารณาจัดสรรเส้นทางบิน ที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๔๕ วัน จากปกติจะใช้เวลาพิจารณา ๒ – ๓ สัปดาห์ จนส่งผลกระทบต่อแผนการทำตลาดเป็นอย่างมาก

๑๔. ไฟไหม้ปาร์ตี้สวนน้ำไต้หวัน นักท่องเที่ยวเจ็บกว่าครึ่งพัน กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๖)

๑๕. ปาร์ตี้ ‘ทะเลเพลิง’ ท่วมร่าง ๕๑๙ ชีวิต สวนน้ำที่ไต้หวัน อาการโคม่า ‘๑๙๔’ สั่งปิดหาคนผิด ไทยรัฐ (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุไฟไหม้สวนน้ำ “ฟอร์โมซา วอเตอร์ พาร์ค” สวนน้ำชื่อดังของไต้หวัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า ๕๐๐ ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส ๑๙๔ ราย ส่วนใหญ่ถูกไฟลวกตามร่างกาย ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่หน่วยดับเพลิงสันนิษฐานว่า มีสาเหตุจากสเปรย์ผงที่ระเบิดจากความร้อนจัดของแสงไฟบนเวที

๑๖. อังกฤษเตือนภัยนักท่องเที่ยวเลี่ยงก่อการร้ายตูนิเซีย ไทยรัฐ (หน้า ๒)

๑๗. ‘นักท่องเที่ยว’ ผวา เผ่นหนีจากตูนิเซีย หลังกราดยิง ๓๘ ศพ ไทยโพสต์ (หน้า ๙)

รมว.มหาดไทยแห่งตูนิเซีย สั่งระดมกำลังตำรวจพิเศษ ๑ พันนาย รักษาความปลอดภัยบริเวณชายหาดในเมืองซุสต์ เมืองตากอากาศชื่อดังของตูนิเซีย หลังเกิดเหตุคนร้ายบุกกราดยิงนักท่องเที่ยว ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๓๘ ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวอังกฤษ ๑๕ ราย ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ได้แถลงเตือนชาวอังกฤษที่ยังอยู่ในตูนิเซีย และกลุ่มประเทศแถบแอฟริกาเหนือ เฝ้าระวังภัยกลุ่มก่อการร้ายที่ยังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคดังกล่าว ส่วนนักท่องเที่ยวที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างรีบเดินทางออกจากตูนิเซียตั้งแต่คืนวันเสาร์ โดยบริษัท ธอมป์สัน เฟิร์ตชอยส์ และเจ็ต ๒ เผย มีนักท่องเที่ยวเดินทางกลับแล้ว ๒.๕ พันคน

-----------------------------------------------

โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๘

๑. ททท. หนุนเที่ยวไทยผ่านอักษรเบรลครบทุกภาค ข่าวสด (หน้า ๖)

นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. เผยถึงโครงการเที่ยวเมืองไทย สัมผัสด้วยใจและปลายนิ้วว่า ททท. ได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓ โดยได้ผลิตคู่มือการท่องเที่ยวอักษรเบรล ในกลุ่มผู้บกพร่องทางสายตา ซึ่งในปี ๒๕๕๘ ได้จัดพิมพ์คู่มือเที่ยวเมืองไทย สัมผัสด้วยใจและปลายนิ้วเพิ่มเติมอีก ๒ ภาค ได้แก่ ภาคอีสาน ๒๐ จังหวัด และภาคใต้ ๑๔ จังหวัด พิมพ์ภาคละ ๑ พันเล่ม

๒. ททท. สานต่อโครงการ Art for the KING ปี ๓ ประกวดสร้างสรรค์ประติมากรรมเปเปอร์มาเช่ ‘ข้อความจากใจถึงในหลวง’ แนวหน้า (หน้า ๘)

จรัส พิบูลย์ปุญญโชติ นำเสนอรายละเอียดโครงการ Art for the KING ปี ๓ ชิงทุนการศึกษารวมกว่า ๔.๕ แสนบาท จัดโดย ททท. ร่วมกับ Mthai และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยปีนี้จัดในหัวข้อ “ข้อความจากใจถึงในหลวง” มีเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวดรวมทั้งสิ้น ๖๐ สถาบันทั่วประเทศ และคณะกรรมการได้คัดเลือกเหลือ ๑๕ ผลงานที่ดีที่สุดมาจัดแสดงที่เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันนี้ – ๕ สิงหาคม ๒๕๕๘

๓. ‘แอตต้า’ เร่งรับมือจีนทะลัก ๗ ล.คน ต้อนบริษัททัวร์เข้าระบบ ปรับอิมเมจประเทศไทย ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๒๒)

แอตต้า เร่งรับมือนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางเข้าไทยจำนวนมาก โดยเตรียมหารือกับ ๓๕๐ บริษัททัวร์จีน และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ไขปัญหาทัวร์จีน ทั้งปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ และทัวร์คิกแบ็ก หวังปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวจีนให้ดีขึ้น พร้อมมองว่าปัญหา ICAO ปักธงแดงประเทศไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพราะชาร์เตอร์ไฟลต์ที่นำนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย ส่วนใหญ่เป็นสายการบินของจีนประมาณ ๗๐ – ๘๐% ด้าน สทท. และ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยกว่า ๗ ล้านคน

๔. ดัชนีเชื่อมั่นเที่ยวไทย (ยัง) ดี  ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๒๒)

สทท. เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว ๖๐๐ ราย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวในไตรมาส ๒/๒๕๕๘ ยังอยู่ในระดับปกติอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส ๔/๒๕๕๗ ทั้งนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นของกรมการท่องเที่ยวพบว่า ช่วง ๕ เดือนแรกของปี ๒๕๕๘ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย ๑๒.๔๘ ล้านคน เพิ่มขึ้น ๒๔.๙๘% และจากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าวทำให้คาดว่าในไตรมาส ๓/๒๕๕๘ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๗.๒๙ ล้านคน เพิ่มขึ้น ๒๔.๖๒% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า ตลอดปี ๒๕๕๘ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม ๒๙.๕๑ ล้านคน เพิ่มขึ้น ๑๙.๑๙% สร้างรายได้ที่ ๑.๔๔ ล้านล้านบาท หากรวมกับเป้าหมายรายได้จากตลาดในประเทศที่ ๘ แสนล้านบาท รายได้ของการท่องเที่ยวจะอยู่ที่ ๒.๒๔ ล้านล้านบาท ตามเป้าหมายของรัฐบาล

๕. ไทยโล่งอก ! อียูไม่แบนเข้ายุโรป ‘ประจิน’ เร่ง บพ.ปลดล็อก SSC ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๒๖)

๖. ยึดคืนไลเซนส์ ๑๐ สายการบิน ตกเกณฑ์ ICAO – ประจินสั่งลุย ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๑)

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เผย สำนักงานความปลอดภัยการบินพลเรือนแห่งสหภาพยุโรป (เอียซ่า) ไม่ได้มีมติเพิ่มเติมรายชื่อสายการบินที่ถูกห้ามบินเข้ายุโรป ส่งผลให้สายการบินของไทยยังบินเข้ายุโรปได้ตามปกติ รวมทั้งอนุมัติทุกสายการบินของฟิลิปปินส์บินเข้ายุโรปได้ หลังถูกห้ามมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ชี้ ปัจจุบันคงรายชื่อ ๒๓๒ สายการบินที่ห้ามเข้าอียู
พร้อมจะเร่งกรมการบินพลเรือน (บพ.) จัดทำแผนตรวจสอบและออกใบอนุญาตการบินใหม่ ๒๘ สายการบิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑๑ กรกฎาคม – ๑๐ ตุลาคมนี้ ให้แล้วเสร็จก่อน ICAO จะเข้ามาประเมินในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ๒๕๕๘ หากพบว่าสายการบินใดไม่ผ่านเกณฑ์ จะปลดหรือยึดใบอนุญาตทันที ยืนยัน จะแก้ไขเสร็จเดือนตุลาคมนี้
ด้านการบินไทย เผย ยังคงให้บริการเส้นทางบินไปยุโรปตามปกติ พร้อมกับหวังว่า บพ. จะแก้ไขปัญหา SSC ได้เสร็จตามกำหนดเวลา และปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของ ICAO
๗. สู้อีกเฮือก ‘FAA’ จำปีพร้อมรับมือแจงสัญญาณดี ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๑)

กรมการบินพลเรือน และการบินไทย เตรียมพร้อมรับมือการตรวจสอบของ FAA กลางเดือนกรกฎาคมนี้ ชี้ ทิศทางจะเป็นการติดตามความคืบหน้าแก้ไขปัญหา บพ.เป็นหลัก และเช็คลิสต์ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยการบินไทย ส่วนแผนปลดล็อก SSC จะเริ่มเรียก ๒๘ สายการบินทบทวนใบอนุญาตใหม่ หลังคู่มือแล้วเสร็จ ด้านสายการบินเผย พร้อมรอเรียก รวมทั้งจะดึงหน่วยงานมาตรฐานความปลอดภัย IATA สร้างความเชื่อมั่นอีกทาง

๘. ล่าตัว – เอาผิดมั่วข่าวเมอร์ส ไทยรัฐ (หน้า ๘)

๙. ‘บุรีรัมย์’ เลิกผวา เด็ก ป.๕ ไม่ติดเมอร์ส สั่งเปิดเรียน ๒๙ มิ.ย. สธ.ขออย่าเชื่อข่าวลือ แนวหน้า (หน้า ๑)

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผย ชายชาวโอมานที่ติดไวรัสเมอร์สอาการดีขึ้นตามลำดับ ส่วน ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ๓๖ ราย สามารถติดตามตัวได้ครบทุกคนแล้ว ยืนยัน ทุกคนอาการปกติ แต่ยังอยู่ในระบบเฝ้าระวังควบคุมโรคจนครบ ๑๔ วัน พร้อมขอประชาชนอย่าเชื่อข่าวลือ ซึ่งสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้กับสังคม ล่าสุด สธ. ได้ประสานกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนให้ติดตามข่าวสารจาก สธ. ส่วนเด็ก ป.๕ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ผลตรวจไม่ติดโรคเมอร์ส ส่วนที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังโรคเมอร์ส ยังไม่มีรายงานว่าพบผู้ป่วยโรคเมอร์ส
สำหรับสถานการณ์ที่เกาหลีใต้ ข้อมูล ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ พบผู้ป่วย ๑๘๑ ราย เสียชีวิต ๓๑ ราย ขณะที่สถานการณ์ทั่วโลก ข้อมูล ณ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ พบผู้ป่วย ๑,๓๓๘ ราย เสียชีวิต ๔๗๖ ราย

๑๐. โสมขาวกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เมอร์สทุบค้าปลีก – ท่องเที่ยว ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๙)

เกาหลีใต้ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ พร้อมประกาศทุ่มงบประมาณเพิ่มเติมกว่า ๑๕ ล้านล้านวอน (ประมาณ ๔.๖ แสนล้านบาท) เพื่อพยุงสภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคเมอร์ส

๑๑. ภัยแล้งทำ ศก.สูญ ๕ หมื่นล้าน คลังคาดกระทบจีพีพีน้อย ๐.๑% ธกส. ยืดเวลาพักชำระหนี้ ๑ ปี โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๑๒)

สศค. ประเมิน ปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ยังกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่มาก เบื้องต้นคาดว่าทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ๕ หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลงประมาณ ๐.๑% ต่อปี และในเดือนกรกฎาคมนี้ สศค. จะมีการประมาณการเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง จากปัจจุบันที่ คาดว่าจะขยายตัวได้ ๓.๗%

๑๒. ทอท. ยันไม่พบหลักฐาน บิ๊กแจ๊ดพกปืนขึ้นเครื่อง มติชนรายวัน (หน้า ๑๐)

ทอท. ยืนยัน ไม่พบหลักฐาน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. พกอาวุธปืนออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่หากตำรวจสอบสวนข้อเท็จจริงและพบว่า มีการนำอาวุธปืนอกจากไทยโดยไม่ขออนุญาตจริง จะถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย พ.ร.บ.เดินอากาศ พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งมีโทษสูงสุดปรับ ไม่เกิน ๘ หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

-------------------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันเสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๘

๑. ท่องเที่ยวเชิงรุก ไทยรัฐ (หน้า ๑๒)

คอลัมน์มุมข้าราชการ โดย ซี.๑๒ กล่าวถึงการจัดประชุมจัดทำแผนตลาดท่องเที่ยวปี ๒๕๕๙ ของ ททท. โดยนางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา รักษาการผู้ว่าการ ททท. ทำหน้าที่กำหนดแนวทางแล้วมอบหมายให้นายสันติ ชุตินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน รับช่วงเป็นผู้ขับเคลื่อนการทำแผนตลาดการท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของ ททท. เพราะน่าจะปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
การจัดทำแผนครั้งนี้ จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นการจัดทำแผนแม่บท หรือคัมภีร์สำคัญสำหรับ การขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางของการดำเนินงานด้านการตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่าง ปลอดโปร่งที่สุด สามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่ ททท. ต้องไม่ลืมว่าการจัดทำแผนท่องเที่ยวในแต่ละปี ไม่ได้หมายความว่า ททท. จะเป็นผู้นำไปใช้ภายในองค์กรกันเอง ภาครัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องก็เป็น อีกฝ่ายที่รอคอยและจับจ้องทิศทางการดำเนินงานด้านการตลาด เพื่อนำไปปรับใช้กับแผนประจำปีของตนเอง ให้สอดรับกับคัมภีร์ประจำปีของ ททท.
ดังนั้น สิ่งที่ ททท. ต้องตระหนักให้มากที่สุดในการจัดทำแผนคือ การสร้าง “นวัตกรรมใหม่” ทางการท่องเที่ยวที่มีการบรรจุเอาไว้ในพิมพ์เขียวของ ททท.อยู่แล้ว โดยการใช้วิธีการตลาดแนวใหม่หรือ Modern Marketing เพื่อนำมาใช้เป็นรูปธรรมให้ทันกับยุคสมัย เพราะ ททท. ตั้งปณิธานของตัวเองไว้ว่าต้องเป็นองค์กรที่มีความสง่าเป็นเลิศ และเป็นแกนนำชั้นแนวหน้าด้านการตลาดระดับประเทศกับบนเวทีนานาชาติ
สิ่งที่จะต้องปฏิรูปการจัดทำแผนปีนี้ จึงน่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความคิดของการ “คิดใหม่” และ “ทำใหม่” โดยใช้มันสมองของคน ททท. เป็นตัวตั้ง พร้อมกับทบทวนและสร้างทัศนคติในการเขียนแผนใหม่ แบบไม่คัดสำเนาเอาโครงการหรือกิจกรรมดำเนินงานใดๆ ที่มาจากมันสมองของบริษัทเอกชนกลับมาบรรจุไว้ในแผนปีหน้า และที่ควรคำนึงถึงกันให้มากก็คือ การทำงานแบบ “บูรณาการ” ร่วมกันกับองค์กรภายนอก โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากทุกวันนี้คนหมู่มากกำลังสับสนวุ่นวายกับการทำงานของทั้ง ๒ องค์กรนี้

๒. ชื่อหลุด !!! แนวหน้า (หน้า ๑)

คอลัมน์จุดกระแส กล่าวถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ที่ยังขาดผู้นำองค์กร โดยด้านผู้ว่าการ ททท. ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหา แต่ปรากฏว่าตัวเต็งอย่างนายสันติ ชุดินธรา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน ชื่อหาย เพราะมี ๒ คนนอกโผล่มาแทน คือ นายธนัช กรองกันภัย ที่ปรึกษาสายการบินเช่าเหมาลำอาร์แอร์ไลน์ และนายยุทธศักดิ์ สุภสร รอง กก.ผอญ. และปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ด้านการเงิน อสมท. งานนี้มีล็อบบี้กันฝุ่นตลบ

๓. ย้ำชัด ! อาชีพไกด์สงวนให้คนไทยเท่านั้น ไทยรัฐ (หน้า ๘)

๔. เร่งผลิตไกด์เกาหลีขาดแคลนหนัก มติชนรายวัน (หน้า ๖)

น.ส.วรรณสิริ โมรากุล รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว รักษาการอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เผย กรมการท่องเที่ยวยืนยัน ไกด์คนไทยที่พูดภาษาจีนได้มีอยู่ ๕.๖ พันคน เพียงพอรองรับนักท่องเที่ยวจีนที่จะมาท่องเที่ยวไทยตลอดปีนี้ ส่วนที่มีการพูดกันว่า ไกด์ภาษาจีนไม่เพียงพอ น่าจะเป็นข้ออ้างของบริษัททัวร์ที่อยากใช้ไกด์คนจีน ซึ่งทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมายไทยที่ไม่อนุญาตคนต่างชาติมาเป็นไกด์ในไทยอย่างเด็ดขาด พร้อมยอมรับว่าไกด์คนไทยที่พูดภาษาเกาหลียังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีอยู่ ๔๔๗ คน แต่มีความต้องการถึง ๑,๒๙๖ คน ซึ่งทางกรมฯ ต้องเร่งพัฒนาไกด์ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลน นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไป ไกด์ทุกคนต้องแต่งยูนิฟอร์มตามที่กรมฯ ออกแบบไว้ เพื่อความเป็นระเบียบ และง่ายต่อการตรวจสอบ รวมถึงเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๙ หากไกด์รายใดไม่แต่งยูนิฟอร์มขณะปฏิบัติหน้าที่ จะถูกดำเนินการตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.๒๕๕๑ มีโทษปรับไม่เกิน ๑ หมื่นบาท ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางกรมฯ ได้ขึ้นทะเบียนมัคคุเทศก์ให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบอาชีพในไทยได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ยืนยัน กรมฯ ไม่มีนโยบายเรื่องนี้แต่อย่างใด

๕. ‘ไทยเที่ยวไทย’ หั่นราคาแพ็คเกจกระตุ้นเดินทางคึกคัก ‘โลว์ซีซัน’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑๒)

๖. ‘ไทยเที่ยวไทย’ กระหึ่ม ! ข่าวสด (หน้า ๘)

นายกฤตย์ พัตรปาล กก.ผจก.บจก.พี.เค.เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ คาดว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่นสำหรับตลาดในประเทศปีนี้ ยังคงมีการใช้จ่ายที่ดี เนื่องจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวยังคงใช้กลยุทธ์ด้านราคามากระตุ้นกำลังซื้อ เนื่องจากราคาขายบริการสินค้าด้านท่องเที่ยวในช่วงนี้จะต่ำกว่าปกติราว ๕๐% อยู่แล้ว
ล่าสุด บริษัทฯ เตรียมจัดงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ ๓๕ ระหว่างวันที่ ๒ – ๕ กรกฎาคมนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการไบเทค บางนา โดยมีผู้ขายในงาน ๖๕๐ บูธ จองพื้นที่เต็มล่วงหน้าแล้ว และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังจองพื้นที่สำหรับการจัดงานข้ามไปถึงปี ๒๕๕๙ โดยกลุ่มที่ให้ความสนใจกับตลาดคนไทยเพิ่มขึ้นคือ โรงแรม ภายใต้การบริหารของเชนอินเตอร์ ซึ่งทุกแบรนด์ที่เปิดให้บริการในไทยต่าง ตอบรับเข้าร่วมงานนี้ เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศกว่า ๙๕% และในจำนวนดังกล่าวมีกลุ่มโรงแรมกว่า ๘๐% โดยเฉพาะโรงแรมภาคใต้และภาคตะวันออก ตั้งเป้าจะมีผู้มาร่มงาน ๒ แสนคนขึ้นไป และมีเงินสะพัด ๒๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ด้านนายศุภฤกษ์ ศูรางกูร นายก ทีทีเอเอ เตรียมจัดงานเที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๖ สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะสามารถประเมินกำลังซื้อนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปต่างประเทศช่วงไฮซีซั่นปีนี้ได้ว่า จะฟื้นตัวหรือไม่ เผย เดือนเมษายน – พฤษภาคม ยอดจองลดลงต่อเนื่อง เพราะคนไทยระวังการใช้จ่ายและอีกส่วนหนึ่งเดินทางท่องเที่ยวเองโดยไม่พึ่งบริษัททัวร์มากขึ้น

๗. ไกด์เชียงรายต้านเปิดให้ต่างชาติขึ้นทะเบียน แนวหน้า (หน้า ๑๐)

เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ที่ผ่านมา ไกด์ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายประมาณ ๓๐ คน ได้รวมตัวกันที่ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนไกด์ต่างชาติเข้าสู่ระบบการท่องเที่ยวของไทย พร้อมเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อยื่นหนังสือต่อ น.ส.ปราณปริยา พลเยี่ยม รักษาการแทนท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ซึ่ง น.ส.ปราณปริยา ได้รับหนังสือร้องเรียน และรับปากจะนำหนังสือยื่นต่อไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

๘. จ่อเอาผิด ‘บิ๊กแจ๊ด’ ไม่ขออนุญาตพกปืนขึ้นเครื่องไปญี่ปุ่น – ตาม พ.ร.บ.เดินอากาศ ไทยรัฐ (หน้า ๑)
ทอท. ยืนยันไม่พบหลักฐานว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น.พกปืนออกจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่หากตำรวจสอบสวนข้อเท็จจริงพบว่า มีการนำปืนออกจากไทยโดยไม่ขออนุญาตจริง จะถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย พ.ร.บ.การเดินอากาศ มีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน ๘ หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และการดำเนินคดีเป็นอำนาจของสายการบินฟ้องร้องโดยตรง เนื่องจากเป็นความผิดในฐานที่มีการพกปืนขึ้นเครื่องบินโดยไม่ได้ขออนุญาต ทาง ทอท. ไม่มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างไร
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เผย ได้รับรายงานการแถลงข่าวชี้แจงผลการตรวจสอบการผ่านออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ มีการยืนยันชัดเจนว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษในการออกนอกประเทศ และผ่านการตรวจค้นร่างกายและกระเป๋าสัมภาระตามขั้นตอนจากเครื่องซีทีเอกซ์ โดยไม่พบปืนกระบอกดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่สามารถสรุปได้ตามคำกล่าวอ้างของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่ระบุว่า มีการพกอาวุธปืนไว้ในกระเป๋าสัมภาระ พร้อมยืนยัน ระบบของเครื่องซีทีเอกซ์ ได้รับการตรวจสอบจาก TSA หน่วยงานด้านความปลอดภัยของสหรัฐอเมริกา

๙. อ่วมปัญหาธงแดงการบินลากยาวปีหน้า ไทยโพสต์ (หน้า ๓)

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เผย การปลดล็อกธงแดง โดยเฉพาะการออกใบอนุญาตสายการบิน (AOC) ทั้ง ๒๘ สายการบินใหม่ จะล่าช้ากว่ากำหนด โดยคาดว่าจะเริ่มตรวจได้กลางเดือนสิงหาคมนี้ และจะแล้วเสร็จหลังเดือนธันวาคมนี้ โดยปัญหาใหญ่คือ ยังไม่สามารถหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่จะตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตสายการบินใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกันต้องรอผลการตรวจสอบจาก FAA ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๗ กรกฎาคมนี้ว่า จะมีข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู้การปรับแผนแผนในครั้งนี้อย่างไร

๑๐. เกาหลีเข้มฝ่าฝืนคุมเมอร์ส ถึงติดคุก ! ไทยรัฐ (หน้า ๑)

กระทรวงสาธารณสุขเกาหลีใต้ แถลงพบผู้เสียชีวิตรายใหม่อีก ๒ ราย เป็นผู้สูงอายุทั้งคู่และมีประวัติป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ทำให้ขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น ๓๑ ราย และมีผู้เชื้อเพิ่มอีก ๑ ราย ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อทั่วประเทศรวม ๑๘๑ ราย ล่าสุด สภาเกาหลีใต้ออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสเมอร์ส หากผู้ติดเชื้อคนใดฝ่าฝืนมาตรการควบคุมโรคจะมีโทษจำคุกและเสียค่าปรับ โดยอาจมีโทษจำคุกสูงสุดถึง ๒ ปี หรือปรับ ๒๐ ล้านวอน (ประมาณ ๖๐๙,๖๕๓ บาท) บังคับใช้แทนกฎหมายเดิมที่ปรับไม่เกิน ๒ ล้านวอน (ประมาณ ๖๐,๙๖๕ บาท) นอกจากนี้ เกาหลีใต้ได้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปฏิบัติการรับมือกับการระบาดอีกกว่า ๖๐ คน
ด้าน น.พ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยัน ไทยพบผู้ป่วยโรคเมอร์สเพียง ๑ ราย และพบผู้สัมผัสโรค ๑๕๖ ราย ซึ่งขณะนี้สามารถติดตามผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดได้เกือบครบแล้ว ทุกคนอาการปกติ ส่วนเรื่องการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่เกาหลีใต้นั้น ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เนื่องจากเมืองที่จะไปแข่งขันไม่พบการระบาดของโรค และแม้แต่องค์การอนามัยโลก ก็ไม่ได้สั่งห้ามเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาด

๑๑. เสน่ห์ไทย ใครก็อยากมาเที่ยว แนวหน้า (หน้า ๒)

คอลัมน์การเมืองเรื่องเงินๆ โดย พัสณช เหาตะวานิช กล่าวถึงเสน่ห์ของเมืองไทยที่ทำให้ใครๆ ก็อยากมาเที่ยว โดยมองว่าการบริการของไทยเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ทำได้ดีที่สุด แต่ไทยก็ยังมีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไข อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน ที่หลายอย่างยังเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว อาทิ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และมีความปลอดภัยพร้อมหรือไม่ เป็นต้น
พร้อมแนะให้ควรแยกกีฬา ออกจากการท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้ทั้งกีฬาและการท่องเที่ยวไปได้ไกลกว่านี้ รวมถึงให้มองการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในจุดขายหลัก ที่มาของรายได้ หรือ Business Unit ของชาติ โดยควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไว้ด้วยกัน ส่วน ททท. ที่มีหน้าที่หลักคือ เป็นฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์เท่านั้น หากเอามาวางยุทธศาสตร์ร่วมกันในกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่มีโครงสร้างใหม่ ก็จะสร้างประสิทธิผลให้มากขึ้นอีกไม่น้อย โดยมองว่าฝ่ายกำหนดนโยบายต้องกำหนดนโยบายให้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ภาคปฏิบัติบริหารงานได้เต็มประสิทธิภาพมากกว่านี้ หากตัวกำหนดโจทย์ไปถูกทาง นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็ต้องมีผลักดันให้แหล่งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สำเร็จโดยเร็ว
สุดท้ายผู้เขียนระบุ งานด้านการท่องเที่ยวมีหลายจุดหลายมุมให้ต้องแก้ไขดูแล อีกทั้งกำลังคนและหน่วยงานในการบริหารค่อนข้างพร้อมกว่าด้านอื่นๆ เพียงแต่รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ มองการท่องเที่ยวให้โดดเด่น และสำคัญเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างรายได้เข้าประเทศ เมื่อนั้นหลายๆ การพัฒนาจะตามมาอย่างแน่นอน

๑๒. ไอซ์แลนด์รั้งประเทศสงบที่สุด ส่วนไทยติดอันดับ ๑๒๖ จาก ๑๖๒ แนวหน้า (หน้า ๑๒)

ไอซ์แลนด์ ครองอันดับ ๑ ประเทศสงบสุขมากที่สุดในโลก ประจำปี ๒๕๕๘ ติดต่อกันเป็นปีที่ ๕ รองลงมาคือ เดนมาร์ก และออสเตรเลีย ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ ๑๒๖ จาก ๑๖๒ ประเทศทั่วโลก

๑๓. บึ้มมัสยิดคูเวตตาย ๒๕ เจ็บ ๒๐๒ โจรก่อการร้ายป่วน ฝรั่งเศสกับตูนิเซีย ๓ ประเทศผวาหนัก เดลินิวส์ (หน้า ๑)

๑๔. กลุ่มติดอาวุธถล่ม ๓ จุด ๓ ทวีป ‘ตูนิเซีย – คูเวต – ฝรั่งเศส’ ดับกว่าครึ่งร้อย คม ชัด ลึก (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายใน ๓ ประเทศ ได้แก่ ตูนิเซีย เกิดเหตุ ๒ คนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงที่บริเวณชายหาดเมืองซูสซ์ เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของตูนิเซีย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๒๘ ราย ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมอยู่ด้วย ส่วนที่คูเวต เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในมัสยิด ทำให้มีผู้เสียชีวิต ๒๕ ราย บาดเจ็บอย่างน้อย ๒๐๒ ราย และกลุ่มก่อการร้ายเครือข่ายไอเอส ในซาอุดิอาระเบีย ที่เรียกตัวเองว่า “นัจด์ไพรวินซ์” ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และที่ฝรั่งเศส ๒ คนร้ายได้บุกโรงงานแก๊สสหรัฐอเมริกา และตัดศีรษะนักธุรกิจเสียบรั้วประจาน เผย เป็นกลุ่มคลั่งลัทธิหัวรุนแรงซาลาฟิสต์ แต่ยังไม่มีรายงานว่า เหตุรุนแรงทั้ง ๓ แห่งมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่

---------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th