ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

8/2/59

ข่าวประเด็นสำคัญ วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

๑. “กอบกาญจน์” เตรียมชงนายกฯ ให้สตง.ผ่อนปรน ใช้งบท้องถิ่นพัฒนาท่องเที่ยว ไทยรัฐ (หน้า ๘)

.       ชงนายกฯ ผ่อนใช้งบ อปท. หวังดึงมาพัฒนาท่องเที่ยว เดลินิวส์ (หน้า ๗)

๓.       ปรับเกณฑ์การใช้งบฯ โพสต์ ทูเดย (หน้า A ๒)


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย กระทรวงฯ เตรียมเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผ่อนปรนเกณฑ์อนุมัติการใช้งบประมาณด้านการท่องเที่ยวของ อปท. เพื่อให้สามารถนำเงินไปพัฒนาการท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อท้องถิ่นเสนอขอใช้งบประมาณด้านการท่องเที่ยวจะถูกตีกลับ เพราะเกรงจะนำงบไปใช้แบบแอบแฝงผลประโยชน์ระบุ สิ่งที่กระทรวงให้ความสำคัญมากในด้านการท่องเที่ยวคือ การกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนให้มากที่สุด รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกพัฒนาแล้วก็จะต้องเติบโตไปอย่างยั่งยืน โดยการใช้งบประมาณที่ได้มา กระทรวงจะทำการคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในชุมชนต่างๆตามคลัสเตอร์ของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวปี ๒๕๕๘ – ๒๕๖๐ พร้อมตั้งเกณฑ์ว่าควรพิจารณาให้งบประมาณไปที่แหล่งท่องเที่ยวเมืองรองก่อน เนื่องจากยังไม่มีความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวงจะรับหน้าที่เป็นผู้เสนอแหล่งท่องเที่ยวที่มีความพร้อมที่จะนำงบประมาณส่วนท้องถิ่นไปใช้ให้กับ สตง. รับทราบ เพื่อการันตีว่าแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่นนั้นๆ มีศักยภาพในการพัฒนาจริงๆ และทางคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) จะควบคุมดูแลการใช้งบประมาณ และทำงานควบคู่การพัฒนาการท่องเที่ยวของท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด         
คอลัมน์เปิดประตูค้าชายแดน โดย อชัถยา ชื่นนิรันดร์ นำเสนอรายละเอียดการจัดงาน THAILAND YACHT SHOW ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ที่อ่าวปอแกรนด์มารีน่า ตำบลปากคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งล่าสุดนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางไปตรวจสถานที่จัดงานด้วยตัวเอง พร้อมมั่นใจในอนาคต จังหวัดภูเก็ตจะมีศักยภาพสูงในการรองรับนักท่องเที่ยวระดับบนกลุ่มซูเปอร์เรือยอชต์ และในอนาคตมีแผนจะขยายท่าเรืออ่าวปอให้สามารถรองรับซูเปอร์เรือยอชต์ได้ ๕๐ – ๒๐๐ ลำ จากปัจจุบันรองรับได้ ๕๐ – ๘๐ ลำ
๕. ดิจิตอล แจม พลิกโฉมธุรกิจท่องเที่ยว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)
 
พีรดา ปราศรีวงค์ นำเสนอรายละเอียดโครงการดิจิตอลแจม ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากการเปิดเผยของ ธีรศานต์ สหัสสพาศน์ คณะทำงาน รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา โดยกระทรวงฯ ได้จัดทำหลักสูตรดิจิตอล แจม ๒๐๑๖ ขึ้นเพื่ออบรมให้ความรู้การนำมาร์เก็ตติ้ง ๔.๐ มาใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจการท่องเที่ยว ให้ทันต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่เน้นหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยวผ่านอินเทอร์เน็ต พร้อมยกระดับการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เสริมทักษะผู้นำด้านเทคโนโลยีในชาติอาเซียน ซึ่งเป็นโครงการที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๓ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้บุคลากรด้านการท่องเที่ยวของไทย แข่งขันกับชาติอาเซียนได้

ภูเก็ตจัดมหกรรมเรือสำราญ กอบกาญจน์ดันขยายท่าเรืออ่าวปอ โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C)

๑๑๕๕ เพื่อนคนแรก ไทยรัฐ (หน้า ๑๙)
คอลัมน์ข่าวสั้นทันโลก : นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยว เปิดงาน “๑๑๕๕ ตำรวจท่องเที่ยวไทยเต็มใจให้บริการ” เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติในการท่องเที่ยวในไทย อีกทั้งระหว่างวันที่ ๖ – ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งคาดจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยประมาณ ๑ ล้านคน เป็นคนเชื้อสายจีนกว่า ๔๗๖,๐๐๐ คน มีเงินสะพัดรวม ๒๙,๙๒๐ ล้านบาท โดยโครงการนี้มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ ๑๑๕๕ โทรฟรีตลอด ๒๔ ชม.

๗. ตรุษจีนสะพัด ๕ หมื่น ล. จีนทะลักแห่เที่ยวเหนือ 
กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๗)
ตรุษจีนปีนี้เงินสะพัดแต๊ะเอียทะลัก 
ไทยรัฐ (หน้า ๙)
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผช.ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคช่วงเทศกาลตรุษจีนปี ๒๕๕๙ ว่า คาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่าย ๕๒,๕๖๑ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๔.๑% จากปีที่ผ่านมา สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น เนื่องจากประชาชนมองว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น และธุรกิจเริ่มกลับมามีกำไร ทำให้การใช้จ่ายสูงกว่าปีที่ผ่านมา
ส่วนการวางแผนไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน พบว่าประชาชน ๘๓.๔% มีแผนไปท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยต่างประเทศจะไปเที่ยวฮ่องกง จีน มาเลเซีย และเกาหลี ส่วนในประเทศ จะไปอยุธยา ชลบุรี ระยอง สระบุรี ลพบุรี เป็นต้น
ด้าน น.อ.วิสูธ จันทนา ผอ.ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เผย ช่วงตรุษจีนชาวจีนยังคงเลือกเชียงใหม่เป็นเมืองเป้าหมายการท่องเที่ยว โดยมีสายการบินจากจีนแผ่นดินใหญ่ ขอเที่ยวบินช่วงวันที่ ๑ – ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ กว่า ๗๘ เที่ยวบิน จาก ๕ เส้นทาง ได้แก่ คุนหมิง เซี่ยงไฮ้ หวงโจว อู๋ฮั่น และกวางเจา คาดจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการในช่วงดังกล่าวประมาณ ๕.๘ แสนคน หรือเฉลี่ยวันละ ๒.๙ หมื่นคน  
ส่วนนางละเอียด บุ้งสีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือ) เผย ขณะนี้ยอดจองและ    เข้าพักตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เพิ่มขึ้น ๙๐% โดยมีนักท่องเที่ยวจีน สิงคงโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน จองโรงแรมที่พักไว้ล่วง ซึ่งเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ยังเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยว ทำให้บรรยากาศแต่ละโรงแรมเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ
๙. จ่ายของคึกตรุษจีน สคบ. ออกตรวจตลาด ณเดชน์ แต่งเห้งเจีย เจนี่ห้อยสร้อย ๕๐ ล้าน 
ไทยรัฐ (หน้า ๑)
๑๐. ‘ตรุษจีน สะพัด ๕.๒ หมื่นล้าน ไหว้เจ้าเมาขับใช้ ม.๔๔ ยึดรถ ไอแพด – แอร์ – บิ๊กไบค์ ฮิตเผา 
มติชนรายวัน (หน้า ๑)
ชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศได้ออกมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้บรรยากาศคึกคัก ขณะที่หลายพื้นที่ได้จัดงานเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ อาทิ ที่เยาวราช ประชาชนเตรียมตัวรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราช ๒๕๕๙ “ปีวอกทอง มงคลยิ่ง ลาภพูนทวี” ส่วนจังหวัดนครสวรรค์ จัดงานตรุษจีนปากน้ำโพ จังหวัดสุพรรณบุรี จัดงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ ๘ ปีมังกรสวรรค์ จังหวัดอยุธยา จัดงานตรุษจีนกรุงเก่า อยุธยามหามงคล ครั้งที่ ๑๐ เป็นต้น
และที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้มีการประโคมไฟสีแดงตกแต่งเมืองในย่านต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่จัดงานเทศกาลตรุษจีน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมปรับปรุงซ่อมแซมกล้องวงจรปิดทั้งหมด นายสุรพล กำพลานนท์วัฒน์ นายกสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เผย ห้องพักโรงแรมในอำเภอหาดใหญ่ ถูกจองไม่ต่ำกว่า ๘๐% ใกล้เคียงกับปี     ที่ผ่านมา คาดจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ล้านบาท
ส่วนที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้จัดงาน “สยามพารากอน เดอะ พรอสเพอเริส ไชนีสนิวเยียร์ ๒๐๑๖” ชูไฮไลต์การรวบรวม ๗ สัตว์เทพมงคลในตำนานจีน ส่งตรงจากเกาะฮ่องกงมาร่วมงานครั้งแรกในเมืองไทย โดยงานจะจัดระหว่างวันที่ ๕ – ๘ กุมภาพันธ์นี้ เวลา ๑๘.๓๐ น. ด้านศูนย์การค้า    ดิเอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ จัดงาน “ดิ เอ็มดิสทริค ไชนีส ครอนิเคิล ๒๐๑๖” ชูไฮไลต์การจัดแสดงเทพมังกรสวรรค์ครั้งแรกของโลก ด้วยการเนรมิตหุ่นมังกรยาวกว่า ๔๐ เมตร ที่สามารถขยับได้ทั้งตัว ประกอบด้วยเกล็ดมังกรเรืองแสงตลอดตัว ลอยตระหง่านเหนือลานควอทีร์ อเวนิว โดยจะจัดแสดงวันละ ๒ รอบคือ เวลา ๑๙.๐๐ น. และ ๒๐.๐๐ น. ระหว่างวันที่ ๕ – ๘ กุมภาพันธ์นี้
๑๑ย้ายอธิบดีกรมการท่องเที่ยว 
มติชนรายวัน (หน้า ๑๔)
๑๒ตั้งอธิบดีคุก – เด้งท่องเที่ยว 
 ข่าวสด (หน้า ๑๐)
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ว่าที่ ร.ต.อานุภาพ เกษรสุวรณ์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการท่องเที่ยว และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๙ ประกาศ ณ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
๑๓. ลิงเกาะล้าน... กัดขาชาวรัสเซียเลือดสาด 
ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๙)
เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดเหตุลิงบนเกาะล้าน พัทยา กัดขานักท่องเที่ยวสาวชาวรัสเซียจนมีบาดแผลฉีกขาดที่ต้นขาขวา ขณะขึ้นไปถ่ายรูปที่จุดชมวิวหาดตาแหวน ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุ ต้องรอสอบถามจากนักท่องเที่ยวอีกครั้ง
๑๔เผยที่สุด ๑๐ ทัวร์ทารุณสัตว์ ขี่ช้างอันดับหนึ่ง – สัตว์ครึ่งล้านทรมาน 
คม ชัด ลึก (หน้า ๖)
องค์กรคุ้มครองสัตว์โลก เผยผลการศึกษาพบว่า แหล่งท่องเที่ยวชมชีวิตสัตว์จำนวน ๓ ใน ๔ มีการทารุณสัตว์ หรือน่าวิตกด้านการอนุรักษ์ และประเมินว่ามีสัตว์อย่างน้อย ๕.๕ แสนตัว ที่ทุกข์ทรมานในแหล่งท่องเที่ยวไร้ความรับผิดชอบทั่วโลก พร้อมจัด ๑๐ อันดับกิจกรรมทารุณสัตว์เพื่อการท่องเที่ยว พบว่า อันดับ ๑ คือ การขี่ข้าง ตามด้วยการถ่ายเซลฟี่กับเสือ อุ้มลูกสิงโต ชมชีวิตหมีในที่กักขัง อุ้มเต่าทะเล การแสดงของโลมา การแสดงลิง การทัวร์ไร่กาแฟขี้ชะมด หมองูและจุมพิตงูเห่า และฟาร์ม  จระเข้
โดยไทยเป็นเป้าหมายใหญ่ แม้ว่าเมื่อไม่นานมานี้จะมีการออกกฎหมายใหม่กำหนดโทษจำคุก  ๒ ปี ในความผิดฐานทารุณสัตว์ แต่ยังมีคำถามเรื่องการบังคับใช้ เพราะยังเป็นเรื่องปกติที่เห็นนักท่องเที่ยวตามถนนจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย เพื่อถ่ายเซลฟี่กับลิง และภาพเซลฟี่กับเสือ กลายเป็นของ    ที่ระลึกมาตรฐานสำหรับนักท่องเที่ยวในไทย
--------------------------------------------------------
โดดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

4/2/59

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอังคารที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

๑. เปิดแผนท่องเที่ยวอาเซียนลุยจัดทัวร์เมืองไทยภูมิภาค เดลินิวส์ (หน้า ๖)

เอวิกานต์ บัวคง นำเสนอรายละเอียดแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดอาเซียนของ ททท. จากการเปิดเผยของนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. โดยได้นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยกว่า ๑๕ ราย เข้าร่วมงานอาเซียน ทัวริสซึ่ม ฟอรั่ม (ATF ๒๐๑๖) ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๒ มกราคม ๒๕๕๙ ที่กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ เพื่อทำการเจรจาธุรกิจกับบริษัททัวร์ในกลุ่มอาเซียน ที่ต้องการพาลูกทัวร์มาท่องเที่ยวไทย   คาดในปี ๒๕๕๙ ตลาดกลุ่มประเทศอาเซียนจะทำรายได้รวมกว่า ๒๔๙,๐๐๐ แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น ๙% จากปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยถึง ๘ ล้านคน                                                                                                                                                    นอกจากนี้ จะเดินหน้าจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ตามจังหวัดหลัก ๆ ของแต่ละภูมิภาคที่มีอาณาเขตเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV โดยที่ภาคเหนือจะจัดที่จังหวัดเชียงราย หรืออำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อดึงกลุ่มเมียนมา มาซื้อแพ็กเกจทัวร์เพิ่ม ส่วนภาคอีสานจะจัดที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อดึงนักท่องเที่ยวลาว ภาคใต้จัดที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ภาคตะวันออกจัดที่จังหวัดตราด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกัมพูชา และภาคตะวันตกจัดที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเมียนมา โดยขณะนี้ ททท. เตรียมของบประมาณจากส่วนกลาง ๕๐๐ ล้านบาท แบ่งเป็นงบโปรโมตท่องเที่ยว อาทิ งบจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยใน ๕ จังหวัดๆ ละ    ๒๐ ล้านบาท กับงบลงทุนท้องถิ่นตามนโยบายของรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ต้องการกระตุ้นการจับจ่ายด้านการท่องเที่ยวสู่ระดับท้องถิ่นมากขึ้น                                                                                                                                      ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนก็มีแผนจะทำตลาดร่วมกัน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศกลุ่มนอกอาเซียนเข้ามาท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน โดยในส่วนของไทยจะจัดโครงการ วิสิท อาเซียน เยียร์ โดยนำสินค้าท่องเที่ยวเด่นในภาคการท่องเที่ยว ทั้งในส่วนของโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว อาหารต่าง ๆ ในอาเซียน ที่ถูกคัดสรรมาแล้วว่ายอดเยี่ยม มาโปรโมตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มนอกอาเซียนรวมแล้วกว่า ๖๐๐ สินค้า พร้อมกับโปรโมตแคมเปญผ่านการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งงานไอทีบีเบอร์ลินที่เยอรมนี, งานไชน่า ทราเวลมาร์ท ที่จีน รวมถึงงานวันท่องเที่ยวโลกที่จะจัดในช่วงเดือนกันยายนนี้ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพด้วย โดยคาดหวังว่าแคมเปญดังกล่าวจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวอาเซียนได้ ๑๕% จากฐานปัจจุบันที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ๑๐๐ ล้านคน

๒. ปั้น โดเมสติกอาเซียน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๑)

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เผย ที่ประชุมบอร์ด ททท. ได้เห็นชอบในหลักการการจัดตั้ง ททท.สนง.ในประเทศ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ เพิ่มอีก ๓ แห่ง ที่จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ และฉะเชิงเทรา และจะยกระดับศูนย์ประสานงานขึ้นเป็นสำนักงานอีก ๒ แห่ง ได้แก่ สำนักงานเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสำนักงานจังหวัดพังงา เพื่อส่งเสริมการตลาดภายในประเทศนอกจากนี้ ได้ปรับโครงสร้างภารกิจการทำงานเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้ ททท.สนง.ในประเทศที่มีพื้นที่ติดกับระเบียบเศรษฐกิจ อาทิ สนง.อุดรธานี, เชียงราย ฯลฯ ขยายการโฆษณาประชาสัมพันธ์การตลาดท่องเที่ยวไทยออกไปยังกลุ่มสมาชิกอาเซียน เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาเป็นโดเมสติกอาเซียนด้วย ตั้งเป้าภายใน ๒ – ๓ ปี จะสร้างรายได้จากตลาดในประเทศในสัดส่วนคนละครึ่งกับตลาดต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ

๓. พาต้าชี้ไทยจ่อรับทัพนักท่องเที่ยว ๔๙ ล้านคน กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)

เข้าร่วมงาน เดลินิวส์ (หน้า ๗)

สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย (พาต้า) คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยมีโอกาสเพิ่มเป็น ๔๙ ล้านคน ภายในปี ๒๕๖๓ โดยพิจารณาจากการเติบโตย้อนหลังช่วง ๑๐ ปี ที่ผ่านมา แม้ว่าการท่องเที่ยวไทยจะมีปัญหาการเมือง หรือภัยธรรมชาติ ทำให้ตลาดผันผวนไปบ้าง แต่ภาพรวมการเติบโตยังดีขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น การเติบโตในเชิงปริมาณจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้                  พร้อมแนะให้ไทยใช้ประโยชน์จากท่าอากาศยานในเมืองรอง ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้โดยตรง ระหว่างรอการพัฒนาท่าอากาศยานในเมืองหลัก ที่อาจต้องใช้เวลานาน และควรพัฒนาตลาดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือกรีนทัวริซึ่ม และการท่องเที่ยวเชิงรับผิดชอบ (Responsible Tourism) มากขึ้น เนื่องจากมีทรัพยากรพื้นฐานที่มีศักยภาพดึงดูดความสนใจ และสามารถรวมเส้นทางเชื่อมโยงกับประเทศอาเซียนเป็นจุดขายให้กลุ่มนักท่องเที่ยวนอกภูมิภาค ที่เริ่มสนใจกระแสการท่องเที่ยวแนวนี้มากขึ้น                                     นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ททท. เผย ททท. เตรียมนำบริษัททัวร์ที่ทำทัวร์แนวท่องเที่ยวธรรมชาติและผจญภัยจากทั่วโลกกว่า     ๒๗ ราย เข้าร่วมงานพาต้า แอดเวนเจอร์ ทราเวล แอนด์ เรสพอนสิเบิล ทัวริซึ่ม คอนเฟอร์เรนท์ แอนด์ มาร์ท ๒๐๑๖ เพื่อเจรจาซื้อขายธุรกิจการท่องเที่ยวระหว่างบริษัททัวร์กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย หลังตลาดกลุ่มดังกล่าวกำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์ โดยงานจะจัดระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ที่จังหวัดเชียงราย

๕. กระตุ้นรัฐปักธงท่องเที่ยวผจญภัย โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

พีรดา ปราศรีวงค์ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย และแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มดังกล่าว จากการเปิดเผยของนางดวงกมล จันสุริยวงศ์ นายกสมาคมท่องเที่ยวไทยเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) และนางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ททท. โดย ททท. ได้ร่วมกับ พาต้า จัดงานพาต้า แอดเวนเจอร์ ทราเวล แอนด์ เรสพอนสิเบิล ทัวริซึ่ม คอนเฟอร์เรนท์ แอนด์ มาร์ท ๒๐๑๖ ระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ที่จังหวัดเชียงราย นำผู้ประกอบการทัวร์ที่ทำทัวร์เชิงอนุรักษ์และผจญภัยเข้าร่วมงาน                               ขณะที่พาต้า คาดการณ์จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทย ๔๙ ล้านคน ภายในปี ๒๕๖๓ ส่วนมูลค่าการตลาดกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยทั่วโลก มีประมาณ ๒.๖๓ แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๙.๓๗ ล้านล้านบาท โดยมองว่าไทยควรเร่งพัฒนาการตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มกรีนทัวริซึ่ม เนื่องจากมีทรัพยากรขั้นพื้นฐานที่มีศักยภาพดึงดูดความสนใจได้ดี                                                                                       นางรุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ ผอ.ททท.สนง.ซิดนีย์ เผย ช่วงสงกรานต์ปีนี้มีบริษัททัวร์ชื่อดังของออสเตรเลีย นำลูกทัวร์เป็นกลุ่มชายรักชาย (เกย์) ที่มีฐานะร่ำรวยประมาณ ๒๐๐ คนจากทั่วโลก เดินทางมาจัดปาร์ตี้แบบพิเศษ (เอ็กซ์คลูซีฟ เกย์ บีช เฟสติวัล) ที่จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากชื่นชอบไทย และชอบช่วงสงกรานต์ของไทย โดยปีนี้กลุ่มเกย์ถือเป็นกลุ่มที่จะดันรายได้ของตลาดออสเตรเลียให้เติบโต ๓.๘% และมีจำนวนนักท่องเที่ยว ๘.๔๕ แสนคน เติบโต ๓.๖๘% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้ ททท. ได้เลือกสินค้าท่องเที่ยวด้านสุขภาพ และการเสริมความงาม เป็นโปรดักส์แชมป์เปี้ยน เพราะชาวออสเตรเลียนิยมมาใช้บริการเสริมความงามในไทยจำนวนมาก โดยค่ารักษาและการใช้บริการคาดว่าจะใช้ไม่ต่ำกว่า ๒ แสนบาทต่อคน

๖. ดึงออสซี่ทัวร์ศัลยกรรมข่าวสด (หน้า ๘)

๗. ไอซีที – ท่องเที่ยวร่วมพัฒนาศูนย์ข้อมูล กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๘)

๘. ดึงไอซีทีผุดแพลตฟอร์มท่องเที่ยว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

๙.ไอซีทีหนุนทัวร์ริสต์เกตเวย์ ยกระดับท่องเที่ยวคุณภาพ มติชนรายวัน (หน้า ๙)

๑๐.     ท่องเที่ยว – ICT จับมือดันทัวร์ริสต์เกตเวย์ แนวหน้า (หน้า ๑๑)                                         นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เผย กระทรวงฯ ได้หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยว และผลักดันนโยบายไทยแลนด์ ทัวริซึ่ม เกตเวย์ สนับสนุนฐานข้อมูลโรงแรม แหล่งกิน เที่ยว ช็อป โดยจะผลักดันนโยบายการท่องเที่ยวด้วยบริการข้อมูลออนไลน์ อาทิ โครงการพัฒนาอี – คอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การทำฐานข้อมูลกลางภาครัฐ เพื่อบูรณาการการท่องเที่ยว โครงการดิจิทัลคอนเทนท์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว โครงการสมาร์ทซิตี้ จังหวัดภูเก็ต และโครงการฟรีไว – ไฟ โดยกระทรวงฯ ยินดีให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเต็มที่ ด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงานโครงการดังกล่าวทันที พร้อมจะสำรวจด้วยว่าแหล่งข้อมูลทั้งหมดต้องมีกี่แห่ง เพื่อไม่ให้งานซ้ำซ้อน พร้อมจะมีการหารือกับกระทรวงกาท่องเที่ยวฯ อีกครั้ง วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์นี้                                                                         นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว ๗๐ – ๘๐% ค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านออนไลน์ และเพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว จึงต้องบูรณาการข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกันบนแพลตฟอร์ม Tourism Gateway ในทุกมิติ คาด Tourism Gateway จะช่วยเพิ่มยอดค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อวันมากขึ้น จากปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่วันละ ๕ พันบาท อาจเป็น ๖ – ๘ พันบาท และหวังว่าจะเพิ่มวันพักในประเทศนานขึ้น จากปัจจุบันพัก ๙.๕ วัน เป็น ๑๐ – ๑๑ วัน     

๑๑.     ลดภาษีต่างชาติถ่ายทำหนังในไทย          เดลินิวส์ (หน้า ๒๖)

ที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดีทัศน์แห่งชาติ ได้รับรายงานจากระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการบูรณาการแผนงานส่งเสริมและเผยแพร่ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ทั้งในและต่างประเทศ และมาตรการเพิ่มศักยภาพในการเชิญชวนต่างประเทศมาลงทุนด้านภาพยนตร์ในไทย โดยการคืนเงิน ๑๕ - ๒๐% ให้แก่ผู้สร้างภาพยนตร์ที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย ซึ่งอาจคืนเงินให้แก่ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมสูงสุดถึง ๒๐%                                                                                             พร้อมได้รับรายงานการรวบรวมผลการดำเนินการส่งเสริมและเผยแพร่ภาพยนตร์ของไทยประจำปี ๒๕๕๘ พบว่าสร้างรายได้ให้ประเทศไม่น้อยกว่า ๔,๙๒๑ ล้านบาท มีภาพยนตร์เข้ามาถ่ายทำ ๗๒๔ เรื่อง ส่วนปี ๒๕๕๙ มีแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานในเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นมีแผนดำเนินงานในงาน Game Connect ๒๐๑๖ สหรัฐอเมริกา ช่วงเดือนมีนาคม เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฝรั่งเศส ช่วงเดือนพฤษภาคม และโครงการเผยแพร่ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ไทย ณ นครเซี่ยงไฮ้ ช่วงเดือนมิถุนายน เป็นต้น

 ๑๒. กรุงเทพฯ คว้าที่ ๒ เมืองน่าเที่ยวโลก ข่าวสด (หน้า ๖)

๑๓กทม. ที่ ๑ เอเชียเมืองจุดหมาย สยามรัฐ (หน้า ๑๑)                                                           
๑๕. ตรุษจีนลุ้นเงินสะพัดคนใช้จ่ายเพิ่มเท่าตัว คม ชัด ลึก (หน้า ๖) 

๑๔. เงินสะพัด ไทยรัฐ (หน้า ๘)                                                                                                      ธนาคารยูโอบีคาด ช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้จะมีเงินสะพัดเพิ่มขึ้น ๒ เท่าตัว โดยผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเฉลี่ย ๓๗,๔๐๐ บาทต่อคน จากปีที่ผ่านมาเฉลี่ยที่ ๑๗,๔๐๐ บาทต่อคน ส่วนใหญ่ใช้จ่ายกับการมอบซองอั่งเปา การช็อปปิ้งการรับประทานอาหาร รวมถึงการเดินทางไปเยี่ยมเยือนครอบครัวและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลทั้งในและต่างประเทศ

๑๖. ธุรกิจการบินดี กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๐)

คอลัมน์ BUZZINESS โดย @ ktmkt : นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ซีอีโอสายการบินไทยแอร์เอเชีย บอกกล่าวถึงสถานการณ์ธุรกิจการบินในปี ๒๕๕๙ ว่า จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีปัจจัยบวกทั้งเรื่องราคาน้ำมันลดลง การท่องเที่ยวยังเติบโตสูง พร้อมยกเครดิตให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่พยายามผลักดันการท่องเที่ยว โดยมีมาตรการลดภาษีสินค้าลักชัวรีเหลือ ๐% เชื่อหากผลักดันวาระนี้ผ่าน รายได้จากตลาดต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้น

๑๗.ปลด ธงแดง๔๑ แอร์ไลน์ส่อวุ่น กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)                                                          กรมการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นห่วงแผนตรวจสอบ ๔๑ สายการบินล่าช้า   อาจทำให้การปลดล็อกธงแดง ICAO ที่รัฐบาลกำหนดไว้ช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ไม่เป็นไปตามที่กำหนด เพราะยังอยู่ในขั้นอบรมบุคลากร – ดึงผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาร่วมงาน ด้านสายการบินไทย  ไลอ้อนแอร์ วางโรดแมพประเทศจีนต่อเนื่องจากไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ชี้ กระทบขยายจุดบิน

๑๘.รุมประณามเว็บไซด์ลงข่าวมั่ว หินผาแต้มถล่ม ! กระทบภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๑)

๑๙. ยันภาพประวัติศาสตร์ผาแต้มไม่กระทบ คม ชัด ลึก (หน้า ๑๖)                                                    จากกรณีมีการเสนอข่าวเรื่องหินหน้าผาอุทยานฯ ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี พังถล่มลงมาจนกระทบกับภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ยืนยัน ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ไม่ได้รับผลกระทบ จุดที่มีการถล่มอยู่ห่างจากบริเวณที่มีภาพเขียนออกไปประมาณ ๖ กม. และเหตุการณ์เกิดตั้งแต่วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๘                                                                                 ขณะที่กลุ่มไลน์และเว็บไซต์ข่าวจังหวัด ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว โดยประณามการเขียนข่าวไม่สร้างสรรค์ และยืนยันการถล่มของหินไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มภาพเขียน อย่างไรก็ตามทางจังหวัด และอุทยานฯ ผาแต้มไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เชิญนักธรณีวิทยาและเจ้าหน้าที่กรศิลปากรสอบถามแนวทางป้องกันภาพเขียนสีเอาไว้ โดยได้ตรวจสิบชั้นหินที่พุกร่อน รอยแตกร้าว และการหลุดร่วงของหิน เพื่อหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขในเบื้องต้น

๒๐. ช้างพลายที่สมุยตกมัน ไล่เหยียบ – แทง นทท. ดับ ๑ เจ็บ ๒ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๑๑)

๒๑. ช้างสมุยคลั่งกระทืบดับ นักท่องเที่ยวสกอต บาดเจ็บอีก ๒ – คาดอากาศร้อนจัด คม ชัด ลึก (หน้า ๑)           เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดเหตุพลายกอล์ฟ ช้างที่ให้บริการนักท่องเที่ยวเกิดอาการคลุ้มคลั่ง สะบัดนักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ตกลงมา ก่อนเข้าทำร้ายจนนักท่องเที่ยวเสียชีวิต ๑ ราย และบาดเจ็บสาหัส ๒ ราย ระหว่างนำนักท่องเที่ยวเดินชมธรรมชาติ และวิ่งหลบหนีเข้าป่าไป ด้านเจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามพลายกอล์ฟ เพราะเกรงว่าจะไปทำร้ายนักท่องเที่ยวและคนอื่น เบื้องต้นยัง    ไม่ทราบต้นเหตุของการเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ต้องรอสอบปากคำควาญช้างอย่างละเอียดอีกครั้ง   ด้านนายวงศ์ศิริ พรหมชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เดินทางมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมระบุว่า ในการช่วยเหลือผู้เสียชีวิตเบื้องต้น ทางบริษัทซึ่งเป็นผู้ให้บริการนักท่องเที่ยวได้ทำประกันไว้แล้ว และทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา มีเงินช่วยเหลือเยียวยาในส่วนนี้อยู่แล้ว โดยหลังจากนี้ทางจังหวัด ต้องมีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก

๒๒. ศาลนัดไต่สวน ๒๔ พ.ค. คดีสินบนเทศกาลหนัง กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๔)

๒๓. จุฑามาศ – ลูกสาว หอบพยาน ๑๘ ปากสู้คดีสินบนจัดหนัง ไทยโพสต์ (หน้า ๓)                                  ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ๒ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการ ททท. และ น.ส.จิตติโสภา ศิริวรรณ บุตรสาว ในคดีรับสินบน สามีภรรยาชาวสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ได้สิทธิในการจัดงานเทศกาลบางกอกฟิล์ม โดยนางจุฑามาศได้ใช้ ๑๘ พยานสู้คดี ขณะที่อัยการนำพยานไต่สวน ๕ ปาก พร้อมนัดไต่สวนพยานสองฝ่าย ๑๒ นัด เริ่มวันที่ ๒๔ พฤษภาคมนี้ จบนัดสุดท้ายวันที่ ๑๐ สิงหาคมนี้
------------------------------------------------                                       
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

1/2/59

ข่าวประเด็นสำคัญ วันจันทร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

     ๑.    จิ๊กซอว์ ท่องเที่ยวเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพธุรกิจ / BizWeek (หน้า ๑)

สกู๊ปนำเสนอรายละเอียดแผนการผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยว ไปสู่การเพิ่มรายได้ในภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชุมชน โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพแทนปริมาณ จากการเปิดเผยของนางกอบกาญจน์ วัฒนวรากูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา โดยแผนแรกคือ การดึงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติพักอยู่ในไทยมากขึ้นอีก ๑ วัน โดยจะดำเนินการผ่านกิจกรรม อาทิ การเปิดพิพิธภัณฑ์ช่วงกลางคืน การพัฒนาการรักษาพยาบาล การโปรโมตการท่องเที่ยวทางน้ำ การท่องเที่ยวด้านกีฬา และ    ทำให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทางท่องเที่ยวในวันพักผ่อนสุดสัปดาห์

นอกจากนี้ จะโปรโมตการท่องเที่ยวเชื่อมโยง ก่อให้เกิดการสร้างรายได้จากเศรษฐกิจฐานราก ด้วยโครงการ ๑๒ เมืองต้องห้าม...พลาด และ ๑๒ เมืองต้องห้าม...พลาด พลัส รวมถึงพัฒนาการตลาดออนไลน์ โดยวางระบบไอทีเพื่อสร้างเครือข่ายเว็บไซต์ หรือชุมชนออนไลน์ด้านการท่องเที่ยวให้เข้มแข็ง และจะเร่งโปรโมทให้คนไทยท่องเที่ยวภายในประเทศ อาทิ ออกแคมเปญเขาเล่าว่า รวมถึงได้ลงนาม MOU ให้องค์กรธุรกิจ ๗ – ๘ หมื่นองค์กร จัดประชุมสัมมนาในประเทศ หนุนการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ ๕ – ๑๐% ดันเงินสะพัดไทยเที่ยวไทย ๘.๙ – ๙.๓ แสนล้านบาทในปีนี้

ขณะที่นายโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ประธานบริหารด้านสร้างสรรค์กลยุทธ์และนวัตกรรม Y&R ประเทศไทย เผยผลสำรวจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาไทยว่า มีสัดส่วนการเดินทางซ้ำ ๗๐ – ๙๐% ซึ่งสูงมาก เพราะชื่นชอบในอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทย สะท้อนให้เห็นว่านี่คือจุดขายที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่สิ่งที่ขาดคือ การกระตุ้นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ให้เข้ามาสัมผัสไทยมากขึ้น

ขณะที่การโปรโมตการท่องเที่ยว ๑ ตำบล ๑ แหล่งท่องเที่ยว ยังมีสิ่งที่น่าห่วงคือการเกิดขึ้นของแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่ขาดการบริหารจัดการ ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ธรรมชาติเพิ่มขึ้น ดังนั้น หลักการสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนจึงอยู่ที่การบริหารจัดการคุณภาพ โดยแยกส่วนระหว่างพื้นที่รองรับทัวร์ขนาดใหญ่ได้ พื้นที่ที่ต้องคงอัตลักษณ์ดั้งเดิม พื้นที่แสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงควรใช้กลยุทธ์ “คิดรอบด้านเป็นตัวนำ” ไม่ใช้ใช้ไอเดียเป็นตัวนำ

ส่วนนายอิทธิฤทธิ กิ่งเล็ก ประธาน สทท. ชี้ จุดแข็งของไทยอยู่ที่ “ความแตกต่าง” ทางวัฒนธรรมในแต่ละชุมชน จึงยังเป็นโอกาสที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เพิ่มขึ้นได้


     ๒.    ตรุษจีนสะพัด ๓ หมื่น ล. พณ.สั่งคุมเข้มสินค้าป้องกันโก่งราคา สยามรัฐ (หน้า ๑)

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. คาดว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ ๖ – ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ จะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวกว่า ๒๙,๙๒๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๒% มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมา ๑.๐๑ ล้านคน เพิ่มขึ้น ๑๙% จากปีที่ผ่านมา เป็นนักท่องเที่ยวจาก ๕ ตลาดหลัก ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวม ๔๗๖,๐๐๐ คน เติบโต ๒๐% สร้างรายได้ ๑๕,๒๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๒% จากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะชาวจีนมีจำนวน ๓ แสนคน เพิ่มขึ้น ๒๑% สร้างรายได้ ๙,๗๙๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๕%

ด้านกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สั่งกรมการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสอบราคาสินค้าตามตลาดต่างๆ อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันร้านค้าโก่งราคาเกินจริง 

         
     ๓.    ตรุษจีนกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ไทยโพสต์ (หน้า ๖)

คอลัมน์กระจกไร้เงา โดย ครองขวัญ นำเสนอการประเมินภาพรวมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนของหน่วยงานต่างๆ อาทิ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดประมาณ ๖.๑ – ๖.๒ พันล้านบาท หรือเติบโต ๒ – ๓% ขณะที่ ททท. คาดว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ ๖ – ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ จะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวกว่า ๒๙,๙๒๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๒% มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมา ๑.๐๑ ล้านคน เพิ่มขึ้น ๑๙% จากปีที่ผ่านมา เป็นต้น

โดยเทศกาลตรุษจีนยังคงมีความสำคัญในแง่ของการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีผล โดยเฉพาะในแง่ของการใช้จ่าย และการปรับตัวเพื่อให้เกิดการ   ใช้จ่ายที่สะดวกและง่ายมากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าติดตามในแง่ของการเปลี่ยนผ่านในธุรกิจการค้าขายที่เกี่ยวโยงกับเทศกาล หรือประเพณี กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวตามเทศกาลตรุษจีน ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ยังคงเป็นพระเอกในการสร้างรายได้จำนวนมากให้กับประเทศ โดยทั้ง ๒ ประเด็นเป็นเรื่องที่น่าติดตาม เพราะเกิดขึ้นจากเทศกาลตรุษจีนเหมือนกัน หากทั้ง ๒ ส่วนควบคู่ไปด้วยกันได้อย่างลงตัว สุดท้ายก็จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด


    ๔.    ทุ่มเงิน ๙ หมื่นล้านเร่งช่วยเกษตร ธกส. ให้กู้สู้แล้ง ลุ้น ตรุษจีน คึกคัก นักเที่ยวแห่มาไทย มติชนรายวัน (หน้า ๑)

กระทรวงการคลัง ยังคงคิดมาตรการเพื่อดูแลเศรษฐกิจต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มที่รัฐบาลเห็นควรได้รับการช่วยเหลือคือกลุ่มคนฐานราก โดยเชื่อว่าการใส่เงินลงไปในกลุ่มคนฐานรากถือว่าเดินมาถูกทาง พร้อมเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือกเกษตร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็ก หรือไมโครเอสเอ็มอี ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้ ครม. พิจาณาในสัปดาห์นี้

ด้านแอตต้า คาดว่า ช่วงตรุษจีนปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยประมาณ ๓ แสนคน มีการใช้จ่ายประมาณ ๔ – ๕ หมื่นบาทต่อหัว รวมมีเงินสะพัด ๑.๒ – ๑.๕ หมื่นล้านบาท พร้อมคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเชื้อสายจีน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เดินทางมาท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วย อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนอาจจะถึง ๑ ล้านคน ด้านธนาคาร ๗ แห่ง ได้สำรองเงินสดไว้รองรับการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีนรวมกว่า ๑.๖ แสนล้านบาท


     ๕.    อพท.ชู ๕ ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว พัฒนาท้องถิ่น – สร้างมูลค่าทรัพยากร กรุงเทพธุรกิจ   (หน้า ๑๕)

       ธนิสา ตันติเจริญ นำเสนอรายละเอียดโครงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืนปี ๒๕๕๙ – ๒๕๖๓ ซึ่งทาง อพท. ได้ร่วมกับคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิต  พัฒนบริหารศาสตร์ (นิดา) จัดประชุมประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยชู ๕ ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ที่น่าจะสามารถขับเคลื่อนให้บรรลุผลได้ภายในปี ๒๕๖๓ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ เสริมสร้างคุณภาพทักษะและความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ในชุมชน ให้มีศักยภาพในการจัดการการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ส่งเสริมการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของต้นทุนทรัพยากรชุมชน สู่การเป็นสินค้าและบริการของการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ยุทธศาสตร์ที่  ๓ ยกระดับการบริหารจัดการการตลาดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ให้ความสำคัญกับสมดุลของความสุขอย่างเท่าเทียม ระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่ ๔ พัฒนากลไกการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการ และการทำงานเชื่อมโยงเชิงเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน ให้มีเอกภาพมั่นคงและยั่งยืน และยุทธศาสตร์ที่ ๕ สร้างและผลักดันให้เกิดดัชนีชี้วัดความสุขของประชาชน และนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทย


     ๖.     จีบ ตูร์เดอฟรองซ์ – คอนเสิร์ต ปั้นเมกะอีเวนท์ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๒) 
     ๗.    ทีเส็บลุยจัดเมกะอีเวนต์บูมท่องเที่ยว โพสต์ ทูเดย์ (หน้า C ๒)

ทีเส็บ ได้วางกลยุทธ์ผลักดันไทยเป็นเจ้าภาพจัดเมกะอีเวนท์มากขึ้น โดยเบื้องต้นวางเป้าหมายไว้ ๒ งาน คือ การแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เพื่อเผยแพร่ความสวยงามระหว่างเส้นทางแข่งขันให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ขณะนี้ได้เตรียมเส้นทางที่หลากหลายทั้งประเภทภูเขาและทะเล สำหรับการสำรวจสถานที่จัดงานไว้แล้ว และเตรียมเข้าหารือกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรากูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสนับสนุนและสร้างโอกาสให้ไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน และจะดึงคอนเสิร์ตระดับโลกที่มีผู้เข้าชมจำนวนมากมาจัดในไทย โดยได้ติดต่อไปยังบริษัท จัดงานคอนเสิร์ตระดับโลกมาเยี่ยมชมความพร้อมสถานที่จัดงานในไทย โดยรูปแบบคอนเสิร์ตจะเน้นแบรนด์ด้านความบันเทิงที่ได้รับความสนใจจากวัยรุ่นจำนวนมาก มีผู้ชมแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า ๑ แสนคน เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการท่องเที่ยว เพราะจะมีทั้งผู้ร่วมงานโดยตรง ช่างภาพ สื่อมวลชน ติดตามและเผยแพร่ข่าวสารไปทั่วโลก 


     ๘.    จัดไทยแลนด์ แบรนด์ เซลล์ ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๓)

คอลัมน์ X-ray คน X-ray ข่าว : กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการคลัง เตรียมจัดงานไทยแลนด์ แบรนด์ เซลล์ ประมาณ ๒ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน – ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๙ โดยนำสินค้าแบรนด์ไทยมาลดราคาทั้งประเทศ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาซื้อสินค้าไทย โดยรูปแบบการจัดงาน และสินค้าที่จะลดราคาเป็นอย่างไร เดือนมีนาคมนี้ น่าจะได้ข้อสรุป


     ๙.    โลว์คอสท์แข่งเดือด หั่นราคาถล่มรถทัวร์ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

รายงานข่าว รายงานถึงแนวโน้มการแข่งขันของสายการบินต้นทุนต่ำ ที่เริ่มรุนแรงขึ้นหลังสายการบิน ไลอ้อนแอร์ ได้รับมอบเครื่องบินเข้ามาเสริมทัพอีก ๗ ลำ พร้อมใช้กลยุทธ์ราคาต่ำในการทำตลาด และเตรียมขยายเส้นทางบินเพิ่ม ขณะที่นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ประเมินว่า ปีนี้ยังมีการแข่งขันรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้มีการควบคุมราคา หวั่นจะกระทบกับอุตสาหกรรมการบินระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการรถทัวร์ ยอมรับ แข่งสู้กับสายการบินต้นทุนต่ำไม่ได้ ส่วน บขส. เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพสู้กับสายการบินต้นทุนต่ำ

  ๑๐.    กรมศิลป์ผวาผาแต้มพังถล่มเสียหาย ปิดตำนาภาพเก่าแก่อายุ ๔ พันปี เดลินิวส์ (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุผาแต้มถล่มยาวกว่า ๕๐ เมตร กว้าง ๔๐ เมตร ลึกเข้าไปในหน้าผา ๖ เมตร ภาพเขียนสีกลุ่มที่ ๒ ที่อยู่ใต้ลานผาแต้มพังถล่มหายไป ในเบื้องต้นอุทยานฯ ผาแต้ม ได้ประสานกรมศิลปากร และกรมทรัพยากรธรณีเข้าไปสำรวจแล้ว เพื่อหาทางป้องกันส่วนที่อาจจะถล่มตามมา

ด้านอธิบดีกรมศิลปากร ได้สั่งผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การอนุรักษ์ธรรมชาติ โบราณคดี และภาพเขียนสี ลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายในสัปดาห์นี้ พร้อมให้วิเคราะห์รายละเอียดและเสนอแนวทางแก้ไขส่งให้กรมศิลปากรโดยเร็ว ระบุ ส่วนที่หลุดออกมาถือเป็นส่วนสำคัญที่เป็นจุดเด่นของภาพเขียนสี จึงต้องเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด

ด้านกรมทรัพยากรธรณี ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจุดที่ถล่มลงมา พบคือผากระหัง อยู่ห่างจากผาแต้มประมาณ ๕ กม. โดยเป็นหน้าผาหินทรายที่รองรับน้ำหนักด้วยชั้นหินดานที่สภาพแตกร่อนง่าย และเป็นโพรงลึกเข้าไปประมาณ ๑๐ เมตร กว้าง ๒๕ เมตร พร้อมเป็นห่วงจะส่งผลกระทบต่อบริเวณ      ผาแต้มที่มีภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

 ๑๑.   ๑ – ๔ กุมภาฯ อุณหภูมิลด ๓ องศา กทม. หนาวอีกรอบ มติชนรายวัน (หน้า ๑)

กรมอุตุนิยมวิทยา เผย มวลอากาศเย็นจากจีนระลอกใหม่เข้าไทยอีกรอบ ทำให้ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล อุณหภูมิลดลง ๑ – ๓ องศา ขณะที่ภาคเหนือและภาคอีสานหนาวขึ้น ๒ – ๔ องศา คาดหลังกลางเดือนกุมภาพันธ์หมดหนาว จะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ ขณะที่พื้นที่ต่างๆ ยังมีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว อาทิ ภูลมโล จังหวัดพิษณุโลก แหล่งท่องเที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย


      ๑๒.   ท่องเที่ยวไทยของดีราคาถูก ข่าวสด (หน้า ๕)

คอลัมน์เมืองไทย ๒๕ น. โดย ทวี มีเงิน กล่าวถึงการท่องเที่ยวไทย ที่ปีนี้ยังเป็นตัวหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมท้วงติงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. ที่กำลังมีความสุขกับยอดนักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาเกือบครึ่งของประชากรไทยว่า ได้ประเมินกันหรือไม่ว่า ที่ได้มานั้นคุ้มกับการที่  เขาเข้ามาใช้ทรัพยากรหรือไม่ และน่าจะเลิกเอาปริมาณมาโชว์ แต่ควรจะเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างจริงจัง ซึ่งหมายถึงต้องมาปรับทัศนคติการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียใหม่ 

ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่าสูตรสำเร็จการส่งเสริมท่องเที่ยวที่ผ่านมาซ้ำซาก ทั้งโหมโฆษณา จัดอีเวนต์ ลด แลก แจก แถม งบโปรโมชั่นส่วนใหญ่ก็ตกอยู่กับเอเยนซี่ที่ทำมาหากินกับเจ้าหน้าที่บางคน ขณะที่การออกไปโรดโชว์ต่างประเทศ ไม่รู้ว่าคุ้มหรือไม่ ล่าสุดยังมีการโปรโมตหนักถึงขั้นประชานิยมเที่ยวเพื่อชาติ และจะเสนอลดภาษีสินค้าแบรนด์เนมจูงใจนักท่องเที่ยวไฮโซ ซึ่งมีแต่นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ไม่เคยคิดจะลงทุนระบบสาธารณูปโภค เพื่ออำนวยความสะดวกการท่องเที่ยว

พร้อมแนะรัฐบาลน่าจะทุ่มงบประมาณลงทุนสร้างระบบสาธารณูปโภค เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวอย่างจริงๆ จังๆ ทั้งถนน สร้างสะพาน รถไฟฟ้า ห้องน้ำ สถานที่ขายของที่ระลึกในแหล่งท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบาย และลงทุนด้านระบบรักษาความปลอดภัย โดยจะ  เห็นว่าญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ เพราะมีการลงทุนเรื่องนี้มาก ถนนในแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งเชื่อมโยงถึงกันไม่ต้องเสียเวลาย้อนไปย้อนมา ใครไปเป็นต้องชื่นชมห้องน้ำสะอาด ไม่ว่าจะในแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร หรือจุดจอดพักริมทาง จนกลายเป็นจุดขาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรลงทุน เป็นการลงทุนแบบยั่งยืน ไม่ใช่กระตุ้นแบบฉาบฉวย

ล่าสุด นิตยสารท่องเที่ยวระดับโลกยกให้ไทยติดอันดับประเทศที่น่าเที่ยวของโลกมาติดต่อกันทุกปี โดยนิตยสารยูเอส นิวส์เวิลด์ รีพอร์ต ได้เผยแพร่ในการประชุมผู้นำภาครัฐและนักธุรกิจทั่วโลกก็ยกให้ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวแอดเวนเจอร์ อันดับ ๔ ของโลก เรามีของดีๆ แต่เอามาขายราคาถูกๆ เสียของเปล่าๆ

*********************************************

โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

ข่าวประเด็นสำคัญ วันอาทิตย์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙

๑.    กว่า ๓๐ ชาติร่วมศึกการต่อสู้ไทย แนวหน้า (หน้า ๙)

คอลัมน์สปอร์ตนิวส์ : นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เผย ททท. ร่วมกับ สมาคมครูมวยไทย ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ และหลายหน่วยงาน จัดมหกรรมศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวและเอกลักษณ์ไทยสู่นานาชาติ ๒๐๑๖ ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๒ – ๒๑ มีนาคมนี้ ณ ลานเอนกประสงค์ ศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ และที่จังหวัดอยุธยา เพื่อเผยแพร่ศิลปะการป้องกันตัวของไทยให้แพร่หลายไปทั่วโลก คาดจะมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมมหกรรมไม่น้อยกว่า ๓๐ ประเทศ โดยจะมีการแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์นี้ เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ ลานเอนกประสงค์ ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ 

    ๒.    เอกซเรย์ ยุโรปเที่ยวไทย ททท. รุกไฮเอนด์ – รักษาการเติบโต ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๒๒)


สกู๊ปนำเสนอแนวโน้มการเดินทางเที่ยวของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรปและกลยุทธ์การทำตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวตลาดรัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส เข้ามาเที่ยวไทย ของ ททท.สนง.มอสโก, สนง.ลอนดอน และ สนง.ปารีส

     ๓. คาดตรุษจีนทัวร์เข้าไทยกว่าล้านคน แอร์ไลน์เพิ่ม เช่าเหมาลำ๓๓๐ เที่ยว ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๒๒)

รายงานข่าวจาก ททท. เผย ช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ ๖ – ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙   คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ ๑.๐๑ ล้านคน เพิ่มขึ้น ๑๙% มีรายได้ประมาณ ๒๙,๙๒๐ ล้านบาท เติบโต ๓๒% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวจาก ๕ ตลาดหลักที่มีประชากร เชื้อสายจีน ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวม ๔๗๖,๐๐๐ คน เติบโต ๒๐% สร้างรายได้ ๑๕,๒๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๒% จากปีที่ผ่านมา

โดยจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมา ๓ แสนคน เพิ่มขึ้น ๒๑% สร้างรายได้ ๙,๗๙๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๕% ฮ่องกง ๒.๖ หมื่นคน เพิ่มขึ้น ๑๔% สร้างรายได้ ๘๘๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒๒% ไต้หวัน ๑.๘ หมื่นคน เพิ่มขึ้น ๑๔% สร้างรายได้ ๕๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒๔% สิงคโปร์ ๒.๘ หมื่นคน เพิ่มขึ้น ๑๕% สร้างรายได้ ๘๙๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒๒% และมาเลเซีย ๑๐๔,๐๐๐ คน เพิ่มขึ้น ๒๑% สร้างรายได้ ๓,๑๒๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๓๒% รวมถึงมีชาร์เตอร์ไฟลต์เข้ามา ๓๓๐ เที่ยวบิน

  ๔. ทลายกำแพงภาษีแบรนด์เนม !! ส่งกรุงเทพฯ ขึ้นชั้นช็อปปิ้งพาราไดซ์เอเชีย ไทยรัฐ (หน้า ๒๐)

ทีมข่าวหน้าสตรี นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับแนวคิดการเสนอให้ลดภาษีนำเข้าแบรนด์เนม ๐% ของนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และผู้นำเข้าสินค้าแบรนด์เนม โดยเชื่อว่าแนวคิดนี้จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจประเทศ ช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันราคาสินค้ากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย และจูงใจให้คนไทยที่ช็อปปิ้งแบรนด์เนมในต่างประเทศ กลับมาซื้อสินค้าในประเทศ

๕.    รัฐจัด ไทยแลนด์แบรนด์เซลกระตุ้นยอดช็อปปิ้ง ๑๐ หัวเมือง ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๔)

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวง การคลัง ถึงการจัดทำโครงการไทยแลนด์ แบรนด์ เซลล์ โดยจะจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าที่เป็นแบรนด์ดังๆ ของไทยรวมถึงสินค้าโอท็อป และสินค้าชุมชน มาลดราคาร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกตามสถานที่ท่องเที่ยวเป็นเวลา ๒ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน – ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๙ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาช็อปปิ้งสินค้าดีๆ ของไทย โดยจะจัดในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๑๐ จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, พัทยา, เชียงใหม่, เชียงราย, ภูเก็ต, เกาะสมุย, อุดรธานี, อุบลราชธานี, นครราชสีมา และสงขลา


๖.    ทีเส็บขานรับพลังประชารัฐ ชู ๕ โครงการหนุนตลาดไมซ์ ประชาชาติธุรกิจ (หน้า ๒๒)

ภาครัฐและเอกชน ได้ลงนาม MOU สานพลังประชารัฐ เพื่อส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล เพื่อเพิ่มการกระจายรายได้ ยกระดับรายได้จากการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความยั่งยืนของการท่องเที่ยว โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทีเส็บ และ ททท. เป็นแกนนำในส่วนของภาครัฐ ขณะที่ภาคเอกชนก็พร้อมให้การสนับสนุน ให้บริษัทเอกชนในเครือข่ายจัดประชุมสัมมนาและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลอย่างน้อย ๑ ประชุม หรือ ๑ ทริปต่อบริษัทในต่างจังหวัด ภายในกลางปี ๒๕๕๙ เพื่อช่วยกระจายรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

ทีเส็บ เผย ปีนี้ยังคงดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์องค์การ ๔ P’s (Public, Private, People, Partnership) เน้นการผนึกกำลังของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน โดยชู ๕ โครงการหลัก ได้แก่

๑. แคมเปญประชุมเมืองไทย ภูมิใจช่วยชาติ เน้นการส่งเสริมการจัดประชุม สัมมนาในพื้นที่ไมซ์ซิตี้

๒. โครงการสร้างเสริมการจัดประชุมสัมมนาและการจัดกิจกรรมในพื้นที่พิเศษ   ๓. โครงการส่งเสริมตลาด Destination Promotion, สัมมนาและสร้างการเรียนรู้ในพื้นที่ตะเข็บชายแดน ส่งเสริมการจัดงาน ๓๐๐ กม. รอบกรุงเทพฯ ๑๔ จังหวัด
๔. ส่งเสริมการจัดประชุมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลและการประชุมวิชาชีพ เน้นให้การสนับสนุนกับหน่วยงานภาคีที่มีศักยภาพในการจัดประชุมสัมมนา๕. กลยุทธ์การส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการจัดประชุมสัมมนาในประเทศ ตั้งเป้ามีนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ๑๖ ล้านคน สร้างรายได้ ๓.๕ หมื่นล้านบาท 

๗.    ลุ้นบีโอไอหนุนซ่อมโรงแรม สะพัดทันที ๓.๘ พันล้านบาท ฐานเศรษฐกิจ (หน้า ๒๖)

สมาคมโรงแรมไทย ลุ้นบีโอไอให้การส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจโรงแรมที่ต้องการปรับปรุงซ่อมแซม ให้สามารถรับการส่งเสริมการลงทุนได้ ชี้ จะเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผลเร็วกว่าการให้การส่งเสริมการลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ที่ต้องใช้ระยะเวลานาน ระบุ หาก ๑๐% ของจำนวนห้องพักสมาชิกร่วมโครงการ คาดจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ ๓.๘ พันล้านบาท


๘.    เปิดตลาดประชารัฐทั่วประเทศ นำร่อง ๕ วัดกรุง มติชนรายวัน (หน้า ๑)

เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ที่ผ่านมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานโครงการตลาดประชารัฐ เพื่อประชาชน ที่วัดพระยาสุเรนทร์ เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ พร้อมเผย นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดว่า จะทำอย่างที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุข จึงเสนอให้ใช้กองทุนหมู่บ้านให้เป็นประโยชน์อีกครั้ง มั่นใจการบริหารจัดการโดยชาวบ้านและเพื่อชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จึงเป็นที่มาของเงินกองทุนหมู่บ้านก้อนที่ ๒ วงเงิน ๓.๕ หมื่นล้านบาท โดยเงินนี้จะลงสู่กองทุนหมู่บ้านๆ ละไม่เกิน ๕ แสนบาท เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชุมชน โดยด้านการท่องเที่ยว ต้องทำแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาให้ได้ในชุมชนหมู่บ้าน โดยจัดหาตลาดขึ้นมา นำสินค้าในชุมชนมาวางขาย หากทำได้เช่นนี้งบที่ลงทุนในการท่องเที่ยวก็จะออกดอกออกผลขึ้นมา และจะเกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปีนี้แน่นอน

ส่วนการจัดทำตลาดประชารัฐ ในเบื้องต้นจะใช้พื้นที่วัด ๕ แห่งในกรุงเทพฯ ดำเนินการ นำร่องที่วัดพระยาสุเรนทร์เป็นแห่งแรก และจะเป็นต้นแบบให้พื้นที่ต่างๆ และจังหวัดอื่นๆ อีก ๗๖ จังหวัด


๙.    แพะโวย ตร.มั่ว ยัดคดีปล้ำแหม่ม ไทยรัฐ (หน้า ๑)

           นายสฤษดิ์ จั่นทอง หนุ่มขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีพยายามข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวแคนาดา ที่           จังหวัดภูเก็ต โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขับแท็กซี่ร่วมกับเพื่อนอีกคนพานักท่องเที่ยวสาวไปโรงแรมและพยายามข่มขืน ทั้งๆ ที่นายสฤษดิ์ไม่เคยไปจังหวัดภูเก็ต แต่ได้ขายรถยนต์ไปโดยการโอนลอย และรถยนต์ได้มีการเปลี่ยนผู้ครอบครองไปแล้วก่อนที่จะเกิดเหตุ ได้ให้สัมภาษณ์พร้อมครอบครัว ยืนยัน ตนเองบริสุทธิ์ ไม่เคยไปจังหวัดภูเก็ต และไม่ได้กระทำความผิด แต่ตำรวจได้จับกุมตัวเข้าห้องขัง และไม่ได้สอบปากคำเพื่อให้ใช้สิทธิต่อสู้คดี จนมารดาและภรรยาต้องออกมาร้องทุกข์ผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อให้ผู้รับผิดชอบช่วยดูและตรวจสอบให้ความเป็นธรรม

ด้านทนายความของผู้ต้องหาอีกคนเผย พยานคดีนี้ขึ้นเบิกความกลับคำให้การในชั้นศาล ไม่ชี้ภาพผู้ต้องหาทั้ง ๒ คน อ้างตำรวจนำภาพมาให้ชี้ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง และในชั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลยอีกคน ๔ ปี เพราะมีหลักฐานและหนีศาล แต่จำเลยอีกคนไม่ได้ซัดทอดนายสฤษดิ์ ที่ตกเป็นผู้ต้องหา

***********************************************

โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th