ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

25/8/59

สรุปข่าวสำคัญประจำวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๙

๑.  ท่องเที่ยวชงจัดยอชท์โชว์ ดันไทยฮับมารีน่าเอเชีย
 กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)
งัดมาตรการจูงใจบูมมารีน่า ขยายวีซ่าลูกเรืออยู่ยาว ๑ ปี แก้กฎใช้เงินสดค้ำประกันจอดเรือ
 โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๔)
๓.  ยอชท์โชว์
 ไทยรัฐ (หน้า ๙)
๔. กอบกาญจน์ยังไม่เข็ด ขอ ๒๕ ล.จัดยอชท์โชว์ ๒
 เดลินิวส์ (หน้า ๗)
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย กระทรวงฯ เตรียมเสนอให้ไทย   เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมเรือสำราญและมารีน่า “ไทยแลนด์ ยอชท์ โชว์ ๒๐๑๖” ครั้งที่ ๒ ระหว่าง       วันที่ ๑๕ – ๑๘ ธันวาคมนี้ ที่อ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต โดยเตรียมของบประมาณจาก ครม. กว่า ๒๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครั้งแรกที่ใช้งบประมาณ ๑๕ ล้านบาท พร้อมมอบหมายให้ ททท. รับผิดชอบโครงการ และ  กรมเจ้าท่าเป็นผู้ร่วมดำเนินการ โดยวางเป้าหมายให้ไทยเป็นมารีน่า ฮับ ออฟ เอเชีย หรือศูนย์กลางมารีน่าในเอเชีย วางบทบาทให้กระทรวงฯ ดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเรือสำราญและมารีน่า อย่างเชื่อมโยง และบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เบื้องต้นจะมีการหารือเรื่องการให้วีซ่าสำหรับลูกเรือที่เข้ามาพร้อมกับเรือ ให้อยู่ในไทยได้ ๑  ปี    รวมถึงจะแก้ข้อกฎหมายเรื่องการวางเงินประกันเป็นเงินสด ๗% ของมูลค่าเรือ สำหรับการมาทำธุรกิจ  ชาร์เตอร์เมื่อมาจอดเรือที่ท่าในประเทศ โดยจะได้รับคืนต่อเมื่อนำเรือออกจากน่านน้ำ และต่อไปจะ  พยายามปรับเปลี่ยนให้ใช้วิธีอื่นๆ ในการหาหลักประกันแทน อาทิ อาจใช้ระบบธนาคารค้ำประกันแทน   เพื่อดึงดูดเรือจากทวีปต่างๆ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ที่พร้อมจะมาใช้ไทยเป็นฮับในการเดินเรือหากมีการ ปรับปรุงกฎข้อนี้
คาดการจัดงานครั้งนี้จะมีผู้มาชมงานและผู้ผลิตมาร่วมงานเพิ่มขึ้น โดยจะมีเรือมาร่วมงานเพิ่มเป็น ๗๐ ลำ จากเดิม ๕๐ ลำ ผู้ออกงานแสดงที่จอดเรือเทียบท่าเพิ่มเป็น ๔๐ ลำ จากเดิม ๓๒ ลำ และมีผู้มาเยี่ยมชมเพิ่มเป็น ๗๕๐ ราย จากเดิม ๖๐๐ ราย โดยผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเศรษฐีและแขกระดับวีไอพีประมาณ ๑ พันราย จากเดิม ๔๕๐ ราย
๕.  แก้เกมต้องฉับไว
 กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๒)
คอลัมน์ Biz Insight กล่าวถึงการกู้วิกฤติผลกระทบจากเหตุระเบิดในแหล่งท่องเที่ยว ๗ พื้นที่ทางภาคใต้ โดย ททท. ได้ทำงานเชิงรุกอย่างฉับไว ด้วยการจัดพิธีต้อนรับคณะนักเรียนประถมและมัธยมขอเมืองโคเงะ จังหวัดฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ยืนยันเดินทางมาทัศนศึกษาในไทยตามแผนเดิม โดยเดินทางไปต้อนรับด้วยตัวเอง พร้อมใช้ทักษะภาษาญี่ปุ่นพูดคุยกับนักท่องเที่ยววัยเด็กอย่างเป็นกันเอง
ทั้งนี้ แม้นักท่องเที่ยวดังกล่าวไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ กลุ่มที่อ่อนไหวมากที่สุดมักเกี่ยวข้องกับเด็กและครอบครัวด้วย เมื่อกลุ่มนักเรียนยังคง เดินทางมาไทย และเป็นกลุ่มประเทศอ่อนไหวมากที่สุด จึงเป็นการช่วยการันตีได้ว่าไทยยังคงปลอดภัย และพร้อมรับการท่องเที่ยวเสมอ
ถือเป็นการแก้เกมที่ต้องฉับไว เพราะนอกจากจะเป็นการปรับตัวสื่อสารในภาวะวิกฤติแล้ว ยังช่วยขยายผลระยะยาวให้การท่องเที่ยวไทย สานกลยุทธ์สร้างประสบการณ์ท้องถิ่นจากการไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวชุมชน และมองแผนต่อเนื่องว่า เด็กกลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นมีศักยภาพ จะกลายเป็นนักท่องเที่ยวซ้ำ (Repeater) ให้กับประเทศ เรียกว่าเป็นการกู้วิกฤติที่สามารถต่อยอดกลยุทธ์หลักไปในคราวเดียว
.  ระเบิดป่วนใต้ไม่กระทบท่องเที่ยว 
สยามรัฐ (หน้า ๑๑)
นายกลินท์ สารสิน ประธานบอร์ด ททท. เผย เหตุระเบิดในแหล่งท่องเที่ยว ๗ พื้นที่ทางภาคใต้ไม่กระทบการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจในเรื่องความปลอดภัย โดยมีการยกเลิกบ้าง แต่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคนไทย ขณะที่ต่างชาติยังคงจองแพ็กเกจทัวร์เข้ามาอย่าง  ต่อเนื่อง
คาดปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเกิน ๓๐ ล้านคนแน่นอน โดย ททท. ได้มีแผนโปรโมตการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เน้นให้ภาคท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม อาทิ อาหารท้องถิ่น อาหารไทย เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการเกษตรในการจำหน่ายผลผลิตอีกทาง รวมทั้งยังมีแผนการท่องเที่ยวช่วงฤดูฝนทางภาคใต้ อาทิการท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ การเดินป่า หรือการล่องแพต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม
๗.  ททท. บุกตรวจค้นบริษัทรับทัวร์จีน
 เดลินิวส์ (หน้า ๑๖)
๘.  ค้น ๕ บริษัททัวร์ศูนย์เหรียญ ใหญ่สุดในประเทศไทย ทรัพย์สินกว่าหมื่นล้าน บ. สอบใบอนุญาตตั้ง        บริษัท
  บ้านเมือง (หน้า ๑)
เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ที่ผ่านมา ตำรวจท่องเที่ยว ได้ร่วมกับ ๕ หน่วยงาน บุกตรวจจับทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยเข้าค้น ๕ บริษัททัวร์นักท่องเที่ยวจีนใหญ่ที่สุดในประเทศ หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจการท่องเที่ยว โดยทั้ง ๕ บริษัทเป็นเครือเดียวกัน ขายเครื่องเพชร เครื่องหนัง และยาสมุนไพร มีรถเช่ากว่า ๗ พันคัน มีเงินหมุนเวียนและทรัพย์สินนับ ๑ หมื่นล้านบาท 
๙. อุทยานฯ จำกัดนักท่องเที่ยว
  โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๑๒)
นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีแนวคิดจะจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว โดยเปลี่ยนช่องทางการขายบัตร จากหน้าอุทยานฯ เป็นผ่านร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถนับปริมาณนักท่องเที่ยวได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา พร้อมเตรียมแผนปรับปรุงอุทยานฯ ที่อยู่ข้างเคียงกับอุทยานยอดนิยม เพื่อแก้ปัญหานักท่องเที่ยวกระจุกตัว
๑๐. ไทยลงทุนญี่ปุ่นพุ่ง เจโทรชี้โอกาสธุรกิจอาหาร – ท่องเที่ยวแดนปลาดิบโตแรง
 โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๙)
นายฮิโรคิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เผย ภาพรวม    การลงทุนของบริษัทในญี่ปุ่นปีล่าสุด มีเอกชนไทยเข้าไปลงทุนอยู่ในอันดับ ๙ ด้วยมูลค่าการลงทุน ๓๔๐        ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่อันดับ ๑๐ โดยอุตสาหกรรมที่เข้าไปลงทุนมีหลากหลายกลุ่ม      ทั้งอาหาร ท่องเที่ยว และภาคบริการ ที่ตลาดกำลังเติบโต เพราะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของญี่ปุ่นกำลัง   ขยายตัว และญี่ปุ่นกำลังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี ๒๕๖๓
พร้อมระบุ สิ่งที่เอกชนญี่ปุ่นอยากให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการคือ มาตรการของบีโอไอต้องชัดเจน เพื่อกระตุ้นการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น การดำเนินนโยบายต่างๆ  ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ การผลักดัน       นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และนโยบายการตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก หรือทีพีพี       ต้องมีความชัดเจน
๑๑. สธ. ประณามบึ้ม ๓ จุดปัตตานี คาร์บอมบ์รถพยาบาลตาย ๑
 กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)
๑๒คาร์บอมบ์ปัตตานีบึ้ม ๑๐๐ โล ถล่มโรงแรมพัง
 ข่าวสด (หน้า ๑)
เมื่อช่วงดึกวันที่ ๒๓ สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดระเบิด ๓ จุดที่จังหวัดปัตตานี โดยจุดแรกเกิดที่บริเวณห้องน้ำด้านข้างลานจอดรถเซาท์เทิร์นผับ โรงแรมเซาเทิร์น วิว อำเภอเมืองปัตตานี แต่ไม่มีผู้ใด  ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นได้เกิดคาร์บอมบ์ที่หน้าร้านโพธิเวช หน้าโรงแรมเซาท์เทิร์นฯ ห่างจากจุดแรกประมาณ ๖๐ เมตร มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๒๙ ราย และเสียชีวิต ๑ ราย โรงแรมและอาคารร้านค้าหน้าโรงแรมเสียหาย จากการตรวจสอบพบคาร์บอมบ์ที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถกระบะ ซึ่งเป็นรถพยาบาลของ โรงพยาบาลปะกาฮังรัง คนร้ายได้นำมาจอดไว้ก่อนจุดชนวนระเบิด และจุดสุดท้ายเกิดระเบิดข้างถังขยะหน้าตลาดนัด ม.๖ อำเภอหนองจิก แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ก่อความไม่สงบ
ด้าน น.พ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ประณามคนร้ายที่ใช้รถพยาบาลก่อเหตุขณะนี้ทางฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งตรวจสอบอยู่ ด้านแหล่งข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เผย คาร์บอมบ์ในจังหวัดปัตตานี มีการประกอบระเบิดลักษณะเดียวกันกับที่   เกิดขึ้นใน ๗ จังหวัดก่อนหน้านี้ ต่างกันแค่ขนาดและความรุนแรง โดยขณะนี้หน่วยข่าวในพื้นที่ได้พยายาม    แกะรอยกลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านี้อยู่
๑๓. แผ่นดินไหวอิตาลี ๔๐ ศพ พม่าเขย่า ๖.๘ ลามถึง กทม.
 กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)
๑๔เมียนมาเขย่า ๗.๐ กทม.ไหว หนีตายตึกระฟ้า
  ไทยรัฐ (หน้า ๑)
เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ ๖.๒ ที่หมู่บ้านหลายแห่งแถบแคว้นอุมเบรีย มาร์เช และลาซิโอ บริเวณตอนกลางของอิตาลี ทำให้อาคารหลายแห่งพังครืน แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ไกลถึงกรุงโรม ที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ๑๕๐ กม. ในเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต ๔๐ ราย บาดเจ็บหลายสิบคน และสูญหายอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ ได้เกิดแผ่นดินไหวระดับ ๖.๘ ริกเตอร์ ที่เมียนมา แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ถึงอาคารสูง   ในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ รวมถึงในเมืองกัลกัตตา ของอินเดีย และบริเวณภาคใต้และตะวันออกเฉียงใต้   ของบังกลาเทศ ทำให้เจดีย์ในเมืองพุกาม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมียนมา พังลงมาถึง ๖๖ องค์ มีผู้เสียชีวิต ๓ ราย ด้าน ผอ.โครงการชลประทานเชียงใหม่ ยืนยัน ๒ เขื่อนใหญ่ในเชียงใหม่ยังแข็งแรง
----------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

23/8/59

สรุปข่าวสำคัญประจำวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๙

๑. ชูยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวชุมชน ปั้นรายได้ปี ๖๐ แตะ ๒.๕ ล้านล้าน
  กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๕)
นครินทร์ ศรีเลิศ นำเสนอรายละเอียดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวชุมชนของ ททท. จากการเปิดเผย      ของนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. โดยระบุ การสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนสามารถขยายระยะ    เวลาการอยู่ในไทยของนักท่องเที่ยว และเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ ๑๐%  จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๔ หมื่นบาทต่อคนต่อทริป เป็น ๕ หมื่นบาทต่อคนต่อทริป ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น ๙.๕ แสนล้านบาท และถือเป็นการกระจายรายได้ลงไปในชุมชนได้โดยตรง
โดย ททท. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนต่างๆ เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนซึ่งได้กำชับให้แต่ละชุมชนไปหาจุดเด่น จุดขาย ที่จะใช้ในการโปรโมตการท่องเที่ยว รวมถึงจะทำหน้าที่เชื่อมโยงด้านการตลาด และโฆษณาประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในชุมชนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เชิญสื่อต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมายเข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ตั้งเป้าปี ๒๕๖๐ จะมีรายได้เพิ่มเป็น ๒.๕ ล้านล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๒ ล้านล้านบาท
.  ททท. จัดทัวร์ขับรถจีนมองโกล – ไทย
 เดลินิวส์ (หน้า ๑๖)
เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ที่ผ่านมา นายติง เหว่ย รมช.วัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาชนจีน และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. ร่วมพิธีปล่อยคาราวานรถยนต์ ๗๐ คัน ในโครงการคาราวานรถยนต์สานสัมพันธไมตรีวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวไทย – จีน ประจำปี ๒๕๕๙ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓ รวมระยะทางเดินทาง ๓๙ วัน คิดเป็นระยะทางไป – กลับ ๑.๒ หมื่น กม. โดยโครงการ ดังกล่าว นอกจากจะมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย – จีน ที่นครฉางชาแล้ว ยังเป็นกิจกรรมกระตุ้นตลาดจีนกลุ่มครอบครัวที่มีคุณภาพตามเป้าหมายของ ททท. ด้วย คาดจะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทย ๑๐ ล้านคน มีรายได้ประมาณ ๕ แสนล้านบาท
๓. ‘ท่องเที่ยวเร่งขยับ ดูแลเข้ม – อัดแคมเปญรับไฮซีซั่น หลังบึ้ม ๑๗ จุด
 มติชนรายวัน (หน้า ๒)
สกู๊ปนำเสนอมาตรการด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงแผนการกระตุ้นการ   ท่องเที่ยว ของภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ทางภาคใต้เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๒ สิงหาคม ที่ผ่านมา
อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเร่งหามาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวผู้ประสบเหตุ รวมทั้งวางแนวทางป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการสร้างเครือข่ายภายใต้โครงการ “เครือข่ายตาสับปะรด” ผ่านการอบรมให้ความรู้กับบุคลากรในพื้นที่ เริ่มอบรมตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป
ส่วน ททท. จะหานักท่องเที่ยวคนที่ ๓๐, ๓๑, ๓๒, ๓๓, ๓๔ ล้านคน เพื่อมอบรางวัลพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสการท่องเที่ยว และในระยะยาว ได้เสนอมาตรการเชิงรุกควบคู่กันไป ภายใต้ธีม  “วี แคร์” คือ การรณรงค์ปลุกจิตสำนึกช่วยกันป้องกันและดูแลนักท่องเที่ยวให้อยู่ในความปลอดภัย
ด้านสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ ทิก้า ได้สำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์อย่างน้อย ๑ – ๓ พันคน ถึงการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการตัดสินใจเดินทาง เพื่อประเมินสถานการณ์ในอนาคตและโอกาสทางการท่องเที่ยว พร้อมปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นต้น
๔.  ท.ท.ช.เดินหน้า ประกันภัยนักท่องเที่ยว กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)
.  ททช. ถกคลังเจียดค่าวีซ่า จ่ายเบี้ยประกันท่องเที่ยว
 โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๑)
๖. เตรียมชงประกันภัยนักท่องเที่ยวเข้า ครม.
 ASTV ผู้จัดการรายวัน (หน้า ๘)
๗. ททช. เคาะประกันภัยนักท่องเที่ยว
 ไทยรัฐ (หน้า ๘)
๘. ไฟเขียวประกันภัยนักท่องเที่ยว 
เดลินิวส์ (หน้า ๖)
๙. ททช. เล็งของบคลัง ๑,๖๘๐ ล. ทำประกันภัย นักท่องเที่ยว
 มติชนรายวัน (หน้า ๘)
๑๐. ของบประกันภัย นทท.
  ข่าวสด (หน้า ๘)
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) เผย ที่ประชุมมีมติอนุมัติหลักการ การทำประกันภัยให้กับ นักท่องเที่ยว โดยใช้เงื่อนไขการนำเงินรายได้จากค่าธรรมเนียมวีซ่ามาเป็นค่าเบี้ยประกัน พร้อมมอบหมายให้นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เร่งหารือกับกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอต่อ ครม. ต่อไป
โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอการนำงบประมาณมาทำประกันภัยค่ารักษาพยาบาลกรณีนักท่องเที่ยวเจ็บป่วยในช่วงที่อยู่ในไทย คิดค่าเบี้ยประกันหัวละ ๕๐ บาท จากจำนวนนักท่องเที่ยว ๓๐   ล้านคน รวมค่าเบี้ย ๑.๕ พันล้านบาท ขณะที่ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุ อยู่ที่หัวละ ๖ บาท จากจำนวน    นักท่องเที่ยว ๓๐ ล้านคน รวมค่าเบี้ย ๑๘๐ ล้านบาท รวมงบประมาณในการทำประกันทั้งหมด ๑,๖๘๐ ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในส่วนค่าเบี้ยประกันรักษาพยาบาลนั้น ได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปหารือกับกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง เพื่อต่อรองลดค่าเบี้ยประกันหัวละ ๕๐ บาทลง เนื่องจากมองว่าสูงเกินไป และหากหลักเกณฑ์ดังกล่าวกระทรวงการคลังอนุมัติ ก็จะทำการยกเลิกการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ใช้งบประมาณกองทุนต่อปีๆ ละ ๒๐๐ ล้านบาท เพราะที่ผ่านมากองทุนดังกล่าวมีข้อเสียในเรื่องการนำเงินมาช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวล่าช้า เพราะต้องอิงตามเกณฑ์ของภาครัฐ
-------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

สรุปข่าวสำคัญประจำวันจันทร์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

๑. ไทยผนึกบราซิลยกระดับธุรกิจท่องเที่ยว กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๓๑)
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผยภายหลังการหารืออย่างเป็นทางการกับนายอัลแบร์โต อัลลีฟ รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวบราซิลว่า ได้มีการลงนามเอ็มโยยู ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับบราซิล เพื่อต่อยอดด้านการท่องเที่ยว กำหนดระยะเวลา ๕ ปี โดยทั้ง ๒ ประเทศมีข้อตกลงในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนสร้างการรับรู้ด้านมรดกทางวัฒนธรรม สังคม และขยายความร่วมมือในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งมุ่งเน้นเชิงคุณภาพและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน มุ่งพัฒนาตลาดไมซ์ กลุ่มโรงแรม พร้อมแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ
๒. หวัง ๒ ประชุมฟื้นท่องเที่ยว ดึงผู้นำ – เอกชน ๑๕๗ ประเทศ ทูต ๗๐ ชาติเข้าร่วม กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย กระทรวงฯ จะเร่งสร้างความเชื่อมั่น ด้วยการมุ่งเป้าหมายไปที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานวันท่องเที่ยวโลก ๒๕๕๙ ระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ กันยายนนี้ ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ โดยตั้งเป้าหมายฟื้นฟูความมั่นใจ เนื่องจากจะมีผู้บริหารระดับสูงของ UNWTO และสมาชิกมาร่วมประชุม มีแนวคิดการจัดงานคือ “การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล...การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม” จากนั้นทางคณะจะเดินทางไปดูงานที่ จ.ขอนแก่น ก่อนแยกย้ายเดินทางกลับ
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผย UNWTO จะเชิญสมาชิกระดับสูง อาทิ ผู้นำและผู้บริหารในรัฐบาลของ ๑๕๗ ประกาศ และสมาชิกสมทบเจ้าของธุรกิจชั้นนำของประเทศต่างๆ เข้าร่วมกว่า ๕๐๐ ราย นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้เชิญเอกอัครราชทูต ๗๐ ประเทศเข้าร่วม โดยเชิญนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีต ผอญ. องค์การค้าโลกและ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน มาเป็นผู้บรรยายพิเศษ พร้อมกับวางให้ซีเอ็นเอ็น เป็นสื่อพันธมิตรหลักในการถ่ายทอดการจัดงานครั้งนี้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก
และหลังจากเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้แล้ว กระทรวงฯ จะต่อยอดความร่วมกับภาคเอกชนทำ การตลาดอย่างจริงจัง ด้วยการจัดแพ็กเกจทัวร์พิเศษ โดยกระทรวงฯ จะเข้าไปสนับสนุนการจัดงาน “แฟรนด์ลี่ ดีไซน์ เอ็กซโป” หรืองานเจรจาธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ขายที่มีผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ ฯลฯ มาพบกับธุรกิจต่างๆ และจะส่งเสริมให้บริษัทนำเที่ยวเข้าร่วมด้วย เพื่อแสวงหาช่องทางจับคู่ ออกแบบโปรแกรมทัวร์สนองตลาดนี้อย่างจริงจัง โดยงานจะมีขึ้นช่วงเดือนธันวาคมนี้ 
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เผย หลังจากงานวันท่องเที่ยวโลก ๒๕๕๙ ในปี ๒๕๖๐ ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน “เวิลด์ ทราเวิล แอนด์ ทัวริสซึ่ม โกลบอล ซัมมิท” จัดโดย WTCC ระหว่างวันที่ ๒๖ - ๒๗ เมษายน ๒๕๖๐ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการระดมนำธุรกิจเอกชนจากทั่วโลกกว่า ๙๐๐ คน มาไทย ซึ่ง ททท.รับหน้าที่ประสานการจัดงานร่วมกับ WTCC เพื่อกำหนดธีมจัดงาน
นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา ผอ.ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ททท. เผย ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพการจัดงานครั้งนี้คือ นำเสนอความพร้อมและศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการให้กับบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกโดยตรง รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในภาพรวมต่อสายตาระดับโลก ในการดูแลจัดงานขนาดใหญ่ และคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูง เพราะผู้ร่วมงานเป็นบุคคลสำคัญและจะมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก
๓. ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว ๒๐ ปี ดันไทย จุดหมายคุณภาพระดับโลก กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๒)

สกู๊ปนำเสนอยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว ๒๐ ปีของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยชูบทบาทแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลก สนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยว ให้เป็นอีกหนึ่งรายได้หลักสำหรับขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยได้วางแผนทั้งระยะสั้น  ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
๔.  ความไม่ปลอดภัยเนื้อร้ายบั่นทอนท่องเที่ยวไทย ถึงเวลาต้องสะสาง !! มติชนรายวัน (หน้า ๖)
ทีมข่าวเศรษฐกิจ นำเสนอมาตรการด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงแผนการ กระตุ้นการท่องเที่ยว ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท. และการประเมินผลกระทบด้านการท่องเที่ยวของภาคเอกชน ภายหลังเกิดเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ทางภาคใต้เมื่อวันที่ ๑๑ – ๑๒ สิงหาคม ที่ผ่านมา
๕. แผงลอยค้านจัดระเบียบข้าวสาร  มติชนรายวัน (หน้า ๕)
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผย ภายในสัปดาห์นี้จะหารือกับ กทม. เพื่อขอทราบรายละเอียดและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดระเบียบถนนข้าสาร รวมถึง   แนวทาง จะเป็นอย่างไร ก่อนประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือไม่
นายสง่า เรืองรัตนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร ชี้ หาก กทม. ออก นโยบายจัดระเบียบถนนข้าวสารจริง จะไม่กระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวบนถนนข้าวสาร ตรงกันข้ามจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เห็นบรรยากาศสถาปัตยกรรมของตึกอาคาร บนถนนข้าวสารมากขึ้น ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจมากขึ้น
ด้านพ่อค้าแม่ค้าบนถนนข้าวสารไม่เห็นด้วยการการจัดระเบียบดังกล่าว ชี้ปัจจุบันพ่อค้า แม่ค้าทุกรายดูแลสถานที่เป็นอย่างดี มีความเป็นระเบียบและสะอาด หากมีการจัดระเบียบ จะส่งผล กระทบต่อรายได้
๖. เดินหน้าจัดระเบียบ ถ.ข้าวสาร ผ่อนผันผู้ค้าบนทางเท้าเฉพาะวันพฤหัสฯ – อาทิตย์ / เยาวราช ยังไม่มีข้อสรุป ไทยโพสต์ / X – cite (หน้า ๖)

กทม. เดินหน้าจัดระเบียบถนนข้าวสาร โดยอนุญาตให้ค้าขายชั่วคราววันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ระหว่างเวลา ๑๘.๐๐ – ๒๔.๐๐ น. ส่วนแนวทางการการจัดระเบียบถนนเยาวราช ยังไม่ได้ข้อสรุป
๗. กทม. มหานครอันดับ ๑ ที่มีอาหารริมทางดีที่สุดของโลก ไทยรัฐ (หน้า ๒๐)
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการ “เทศกาลกรุงเทพฯ : เมืองอาหาร อร่อย” ระหว่างวันที่ ๒ – ๕ กันยายน ๒๕๕๙ ตั้งแต่เวลา ๑๑.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมด้านอาหารไทย และคนไทยและชาวต่างชาติได้รู้จัก ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย
จี้สอบกลุ่มท่องเที่ยวหวั่นเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่  โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๒)
๙. เตือนแชร์ลูกทัวร์ยุโรป ข่าวสด (หน้า ๘)
นายศุภฤทธิ์ ศูรางกูร นายก ทีทีเอเอ เผย ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมการท่องเที่ยว ให้ตรวจสอบการก่อตั้งกลุ่มสมาคมรักการท่องเที่ยวต่างประเทศ เนื่องจาก เกรงว่าวิธีดำเนินการจะมีลักษณะเป็นแชร์ท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางยุโรป ผ่านกลยุทธ์การตั้งราคาแพ็กเกจทัวร์ที่ถูกกว่าบริษัททัวร์ทั่วไปกว่า ๕๐% เพื่อจูงใจให้คนไทยสมัครเป็นสมาชิกจำนวนมาก และมีการเก็บเงินสมาชิกรายเดือน เพื่อรักษาสถานภาพความเป็นสมาชิกหลายพันบาทต่อเดือน โดย เครือข่ายดังกล่าวอาจไม่ได้อยู่ในไทย การติดตามตัวจึงทำได้ยากหากเกิดความเสียหาย
๑๐. ธุรกิจไมซ์สะดุดในรอบ ๑๐ ปี / เจอปัจจัยลบกระหน่ำ เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ภัยก่อการร้าย แนะปรับแผน โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๔)
นายสุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) เผย ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไมซ์ คาดจะไม่เติบโตในปีนี้ โดยมีรายได้ ๙.๕ หมื่นล้านบาท มีนักท่องเที่ยว ๑.๐๙ ล้านคน ถือเป็นครั้งแรกในรอบ ๑๐ ปี ที่อุตสาหกรรมไมซ์ไม่ขยายตัว เพราะปัจจัยลบที่เข้ามากระทบหลายปี จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัว อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินยูโรและเหรียญสหรัฐอ่อนค่า ทำให้กลุ่มไมซ์มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น อีกทั้งปัญหาการก่อการร้ายในหลายพื้นที่
พร้อมต้องการให้ทีเส็บ สำรวจความคิดเห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ ถึงการให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการตัดสินใจเดินทาง เพื่อประเมินสถานการณ์ในอนาคตและโอกาสทางการตลาด พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่เหตุการณ์ระเบิดใน ๗ พื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้ ในระยะสั้นยังไม่มีการยกเลิกการเดินทาง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะกระทบต่อการจองในระยะยาวหรือไม่ ล่าสุด สมาคมฯ ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อวางแผนสำหรับทำตลาดในกลุ่มเอเชีย และอาเซียนเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นกลุ่มศักยภาพและตอกย้ำความพร้อมและการเป็นผู้นำไมซ์ในภูมิภาคอาเซีย
๑๑. ท่องเที่ยวภูเก็ตลดเสี่ยง หันเจาะรัสเซีย – เอฟไอที โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๕)
ภาคเอกชนท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เดินหน้าเจาะตลาดรัสเซียมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง เชื่อไฮซีซั่นตลาดรัสเซียจะดีขึ้น จากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้น ประกอบกับคนรัสเซียไม่ค่อยสนใจเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง

๑๒.  เปิดตัวหมู่บ้าน ทำมาค้าขายรัฐลุยโปรโมท โพสต์ ทูเดย์ (หน้า B ๒)
กรมการค้าภายใน เตรียมเปิดหมู่บ้านทำมาค้าขายแห่งแรกที่บ้านแม่กำปอง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากลงพื้นที่สำรวจหมู่บ้านในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจะเข้าไปช่วยเหลือในการพัฒนาสินค้า ทั้งรูปแบบคุณภาพมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ จัดที่ค้าขายให้เป็นรูปแบบเดียวกัน และช่วยฝึกอบรมในด้านการทำธุรกิจ บัญชี พร้อมช่วยเหลือด้านการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มธุรกิจไปยังหมู่บ้านอื่น และการค้าขายผ่านสินค้าออนไลน์  

๑๓. ชง หักเพิ่มภาษีเที่ยวใช้งบปี ๖๐ อบรม ขรก.’ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๑)

๑๔. นายกฯ แนะลดค่าตั๋วปลุกคนไทยนั่งสายสีม่วง แม่ค้าฮือคัดค้านจัดระเบียบข้าวสาร มติชนรายวัน (หน้า ๑)
สศค. และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ หลังเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่ท่องเที่ยวหลายจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจ อาทิ การทำประกันความเสี่ยงแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย เร่งรัดส่วนราชการอบรมสัมมนาข้าราชการในสิ้นปีนี้ และขอเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว จากปัจจุบันที่กำหนดให้ไม่เกินคนละ ๑.๕ หมื่นบาทต่อปี

๑๔. น.๑ เอาจริงจับมือล่าโปเกมอน เข้ม ๑๐ จุดต้องห้ามทั่วกรุงเทพฯ ไทยรัฐ  (หน้า  ๑)
พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เป็นประธานเปิดโครงการ “POKEMON TRAFFIC NO GO” หรือ สายตรวจมือปราบโปเกมอนบนถนนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดที่เล่นเกมโปเกมอน โก หรือใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างขับรถ โดยจัดเจ้าหน้าที่จราจร ๕๐ นาย แบ่งเฝ้า ๑๐ จุดบนถนน เน้นจุดเสี่ยงสำคัญกรุงเทพฯ พร้อมใช้กล้องโทรศัพท์บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ขณะผู้ที่กระทำความผิด ขับขี่และเดินตามล่าจับโปเกมอน ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน ๑ พันบาท ฐานผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก
๑๕โปรฯ แรงท่องเที่ยว บ้านเมือง  (หน้า  ๓)
คอลัมน์บทบรรณาธิการ ระบุว่า หลังเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ ผู้มีหน้าที่บริหารจัดการการท่องเที่ยว น่าจะชิงโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเรื่องอื่นที่เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวไทย ดีกว่าไปแก้ตัวย้ำว่า มีเหตุการณ์ระเบิดในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพราะมั่นใจว่าเพียงช่วงเวลาข้ามคืน หากไม่เกิดเหตุซ้ำ เสียงระเบิดจะเงียบสงบและหายไปในที่สุด เพราะยิ่งมีการให้ข่าวประชาสัมพันธ์เชิงรุก ของการท่องเที่ยว ยิ่งมั่นใจได้เลยว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวเช่นเดิม ให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวนมากเหมือนเดิม
ตัวอย่างเช่น ขณะนี้ ททท. กำลังร่วมกับ ๒ เว็บไซต์รายใหญ่ สวัสดี ดอทคอม และอโกด้า  จัดโครงการ “วันธรรมดา Super น่าเที่ยว Only @ ภาคกลาง” โดยมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะได้รับความคุ้มค่าและความพึงพอใจในทริปท่องเที่ยวของตนเอง เท่ากับเพิ่มรายได้การท่องเที่ยว เนื่องจากสั่งจองการท่องเที่ยวทางสื่อออนไลน์ กำลังเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วโลก
ดังนั้น จึงต้องการให้การสนับสนุนงานประชาสัมพันธ์เชิญชวนมาท่องเที่ยวไทยของ ททท. ซึ่งต่อไปเชื่อมั่นว่า ต้องมีการขยับขยายให้กว้างยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในทุกๆ ภาค หรือช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งการป้อนโปรแกรมการท่องเที่ยวดีๆ ในราคาพิเศษ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวออนไลน์ โดยเป็นโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ใครเห็นแล้วมองข้ามไม่ได้ และทำให้การท่องเที่ยวไทยเจริญเติบโตมีรายได้มหาศาลเป็นของประเทศ

๑๗. หลายคนผิดหวัง เดลินิวส์  (หน้า  ๑๐)
คอลัมน์เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น โดย อนุภพ รู้สึกดีใจและโล่งอกที่นายกรัฐมนตรีเบรกเรื่องการหยุดยาวช่วงวันที่ ๒๔ – ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙ โดยเป็นวิจารณญาณที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะไม่อยากให้เกิดนิสัยเคยชิน จนเป็นวาระแห่งชาติว่า หยุดเสาร์และอาทิตย์ไม่พอ หยุดยาวต่อไปได้ถ้ามีก็ถูกใจก็ชอบใจ ต้องไม่ลืมว่า นักลงทุนต่างชาติหากเห็นวันหยุดยาวของไทยมากๆ คงจะหนีไปลงทุนประเทศอื่น ด้วยเหตุผลมีวันหยุดยาวน้อยกว่าไทย ดังนั้น รัฐบาลใดจะกำหนดวันหยุดยาวเมื่อใด ต้องพินิจพิเคราะห์ให้รอบคอบ มิฉะนั้นจะนำความเสียหายมาสู่ชาติอย่างให้อภัยไม่ได้  

๑๘. เร่งหา นทท. สูญหายที่แม่สาย ข่าวสด  (หน้า  ๑๑)
ความคืบหน้ากรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติชาวเอเชีย คาดจะเป็นชาวจีน หรือญี่ปุ่นหายเข้าไปในเขตวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม ที่ผ่านมา ล่าสุด นักท่องเที่ยวที่ไปเดินเล่นบริเวณปากถ้ำได้กลิ่นเหม็นผิดสังเกต จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ คาดจะเป็นกลิ่นศพของนักท่องเที่ยวที่หายไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะพบร่างนักท่องเที่ยวที่สูญหายไปในเร็วๆ นี้ 
--------------------------------------------------------------

โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

สรุปข่าวสำคัญประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๙

ททท. สร้างความเชื่อมั่นท่องเที่ยวหลังบึ้ม ข่าวสด  (หน้า  ๒๐)
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เผย จากการรายงานของ ททท.ทุกสำนักงาน พบว่า เหตุการณ์ระเบิดในหลายจังหวัดที่ผ่านมา ไม่กระทบกับตลาดในประเทศ นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางในช่วงวันหยุดยาวอย่างคึกคักทุกภาค อาจมีชะลอการเดินทางในพื้นที่เกิดเหตุบ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนตลาดต่างประเทศคงส่งผลกระทบในบางตลาด โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ อย่างเอเชีย ที่มักอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ความปลอดภัย คาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจยกเลิกการเดินทาง ๑ – ๒ แสนคน สูญรายได้ ๕,๐๘๐ – ๑๐,๑๖๐ ล้านบาท ส่วนแนวโน้มการจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้ายังเป็นไปด้วยดี โดยวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๙ มีการจองเพิ่มขึ้น ๒% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ททท. ได้วางกลยุทธ์เพื่อสร้างรายได้ทดแทนมูลค่าที่อาจเสียไป และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยวางแผนจัดกิจกรรม อาทิ กิจกรรม “ไทยเที่ยวไทย”, “รุ่นใหญ่เที่ยวไทย” ในเทศกาลวันออกพรรษา, กิจกรรม “วิ่ง เล่น เต้น กิน หัวหิน เฟสติวัล” อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วงสัปดาห์แรกเดือนกันยายน “อลังการเมืองไทย” ระหว่างวันที่ ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้น
เปิดแผนรับมือ – มาตรการป้องกัน เหตุบึ้มเขย่าท่องเที่ยว – เศรษฐกิจ
 ข่าวสด  (หน้า  ๕) 
คอลัมน์รายงานพิเศษ นำเสนอมาตรการในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดกับนักท่องเที่ยว รวมถึงแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุระเบิดในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งทางภาคใต้ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ททท.

ทีเส็บยันหลังเหตุบึ้มถึงสิ้นปี ๑๕๔ งานไม่มียกเลิก
  ฐานเศรษฐกิจ   (หน้า  ๒๖)
ทีเส็บ เผยผลสำรวจภาพรวมการจัดงานไมซ์ หลังเกิดเหตุระเบิดใน ๗ จังหวัดทางภาคใต้ พบว่าช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – ธันวาคม ๒๕๕๙ มีงานด้านไมซ์ที่ทีเส็บให้การสนับสนุน ๑๕๔ งาน และยังยืนยันจะมาจัดงานในไทย โดยช่วงที่เกิดเหตุ ทีเส็บได้ดำเนินการใน ๔ เรื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้จัดงานและลูกค้า ได้แก่ ๑.ประสานงาน หาวิธีแก้ไขปัญหา ๒. จัดทำแนวทางชี้แนะให้แก่ผู้จัดงานไมซ์ เพื่อให้ผู้จัดงานใช้เป็นแนวทางในการให้บริการนักเดินทางไมซ์ ๓. ติดตามการรายงานของสื่อต่างๆ และ ๔. จัดทำ statement รายงานสถานการณ์แก่กลุ่มลูกค้าและผู้จัดงาน เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันท่วงที คาดนักเดินทางไมซ์ในปีนี้จะมี ๑.๐๖ ล้านคน สร้างรายได้  ๙.๒ หมื่นล้านบาท ตามเป้าหมาย
ด้าน บจก.แบงค็อก เอ็กซ์ซิบิชั่น เซอร์วิสเซส หรือบีอีเอส เดินหน้าจัดงานฟู้ดแอนด์ โฮลเทล ไทยแลนด์ ๒๐๑๖ คาดจะมีผู้มาร่วมงานกว่า ๓ หมื่นคน ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินเหตุระเบิดกระทบไทย สูญรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า ๖ พันล้านบาท
๔. ทีเส็บบุกหนัก อินเซนทีฟทัวร์ เปิดโครงการ TIME ๒๐๑๖ หนุน  ประชาชาติธุรกิจ  (หน้า  ๒๒)
ทีเส็บ รุกอินเซนทีฟทัวร์ เปิดตัวโครงการ “ไทยแลนด์ อินเซนทีฟ & มีทติ้ง เอ็กซ์เชนจ์ ๒๐๑๖” (TIME ๒๐๑๖) นำร่องชูเมืองชายทะเล “ภูเก็ต” ดึงดูดตลาดไมซ์จีน ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มไมซ์ปีนี้กว่า ๑ ล้านคน สร้างรายได้กว่า ๙ หมื่นล้านบาท
๕.  กฎเหล็กคุมโรงแรมทั่ว ปท. ประชาชาติธุรกิจ  (หน้า  ๑)
กระทรวงมหาดไทย เตรียมจัดระเบียบให้โรงแรมเถื่อนกว่า ๑ หมื่นแห่งเข้าระบบ โดยผ่อนเกณฑ์ให้ยื่นใบขออนุญาตเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์, รีสอร์ต, โฮมสเตย์, บังกะโล, บูติคโฮเต็ล ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้อาคารประเภทอื่นที่ต้องการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม สามารถดัดแปลงอาคารก่อนยื่นขอใบอนุญาตภายใน ๒ ปี ด้านกลุ่มสมาคมโรงแรมไทย ชี้ รัฐเดินมาถูกทาง ได้ภาษีและ ค่าธรรมเนียม อีกทั้งยังแก้ปัญหาการแข่งตัดราคา   
๖. กทม. ผุดโมเดลถนนข้าวสาร จัดระเบียบ – ดึงนักเที่ยวเพิ่ม
 มติชนรายวัน  (หน้า  ๑)
กรุงเทพมหานคร (กทม.) หารือกับผู้ค้า ถึงแนวทางการจัดระเบียบถนนข้าวสาร เพื่อสร้างเสน่ห์ของถนนข้าวสาร โดยวางมาตรการห้ามขายของบนทางเท้าตลอด ๒๔ ชม. แต่ผู้ค้าที่ค้าขายก่อนหน้าอย่างถูกต้อง จะมีรายชื่อชัดเจน โดยกำหนด ๑ คนต่อ ๑ แผง โดยในเบื้องต้น จะมีการปิดถนน และอนุญาตให้ขายของได้แค่วันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ – ๒๔.๐๐ น. โดยจะอนุญาตให้ขายบนถนนข้าวสารเพียง ๒ ใน ๓ เท่านั้น ส่วน ๑ ใน ๓ ของผิวจราจรจะเปิดไว้ สำหรับรถฉุกเฉินเท่านั้น
-------------------------------------------------
 โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th

สรุปข่าวสำคัญประจำวันเสาร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๙

๑. คาราวานสานสัมพันธ์ไทย – จีน  ไทยรัฐ (หน้า ๔)
คอลัมน์บุคคลในข่าว โดย กระสุนทอง : วันที่ ๒๒ สิงหาคมนี้ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. จะเดินทางไปเมืองออร์โดส เขตปกครองตนเองมองโกเลีย เพื่อปล่อยคาราวานสานสัมพันธ์ไทย – จีน ร่วมกับ ติง เหว่ย รมช.กระทรวงวัฒนธรรมจีน ซึ่งจะเดินทางผ่านนครฉางชา คุนหมิง สิบสองปันนา ตามเส้นทาง RA ห้วยทราย สปป.ลาว เข้าไทยด้านอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ถึงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ ระยะทางไป – กลับ ๑.๒ หมื่น กม.
.  บึ้มใต้กระทบท่องเที่ยวไทยระยะสั้น รัฐ – เอกชนเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น สยามรัฐ (หน้า ๗)
คอลัมน์สกู๊ปพิเศษ นำเสนอแผนเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุระเบิดใน ๗ จังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ โดยนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้เร่งระดมวิธีการทำงานเชิงรุก และระดมทีมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ในทุกพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ รวมทั้งหามาตรการการป้องกันเหตุร้าย และมอบหมายให้ ททท. เดินหน้าจัดกิจกรรมการตลาด เพื่อลดผลกระทบอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 
ขณะที่นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เผย ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวเพื่อรวบรวมข้อมูลที่คาดว่าจะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยให้สำนักงานในประเทศรายงานบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยว สถิติการจองห้องพัก ภายในพื้นที่รับผิดชอบ ส่วน ททท.สนง.ต่างประเทศ ให้ติดตามการเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศ รวมทั้งติดตามบริษัททัวร์และสายการบินต่างๆ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
คาดอาจมีการยกเลิกการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ ๑ – ๒ แสนคน สูญรายได้ ๕ พัน – ๑ หมื่นล้านบาท พร้อมวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสร้างรายได้ทดแทน คือ เร่งประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ในช่วงปลายปี อาทิ กิจกรรมไทยเที่ยวไทย เทศกาลออกพรรษา ซึ่งน่าจะทดแทนรายได้และยังสามารถนำรายได้เข้าประเทศ ๒.๔๑ ล้านล้านบาท ตามเป้าหมาย
ขณะที่นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผอ.ทีเส็บ เผย ยังไม่มีการยกเลิกการจัดงานไมซ์ในไทย แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังเชื่อมั่นในการควบคุมสถานการณ์ โดยทางทีเส็บได้ดำเนินการตามคำสั่งเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ และประชาชนในพื้นที่สำคัญ ตามคำสั่งและประกาศของคณะรัฐบาล เพื่อให้การทำงานและการเผยแพร่ข่าวสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
๓. ว่าด้วย วันหยุดยาวของรัฐบาล บิ๊กตู่ใคร ได้ – เสียผลประโยชน์เทศกาลหยุดฟันหลอ

 ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ (หน้า ๑๗)
คอลัมน์รายงานพิเศษ โดย ใหม่ โคราช กล่าวถึงการเสนอให้มีการประกาศวันหยุดยาวเพิ่มของ ททท. เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเชื่อว่าจะสามารถทดแทนรายได้ที่อาจสูญเสียไป และยังคงสามารถนำรายได้เข้าประเทศ ๒.๔๑ ล้านล้านบาทตามเป้าหมาย โดยได้มีการยกตัวอย่างวันหยุดยาวช่วงวันแม่ที่ผ่านมา ที่พบว่าภาพรวมตลาดคนไทยยังท่องเที่ยวภายในประเทศประมาณ ๑.๙๖ ล้านคน เพิ่มขึ้น ๗.๘% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สร้างรายได้ ๘.๔ พันล้านบาท หรือคิดเป็น ๑๐.๔๖% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีจำนวน ๓.๐๘ แสนคน เพิ่มขึ้น ๖% สร้างรายได้ ๑.๔๘ หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น ๖%
นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ย้อนกลับดูอดีตการประกาศเพิ่มวันหยุดยาวที่ผ่านมาในหลายๆ รัฐบาลด้วย อย่างไรก็ตาม แม้วันที่ ๒๖ – ๒๗ กันยายนนี้ จะไม่มีการประกาศเป็นวันหยุด และไม่มีการนำเข้า ครม. ก็เชื่อว่า ครม.หลายท่านคงจะคิดว่า หากไปเพิ่มวันหยุดขึ้นมาอีก จะเป็นการไปเพาะนิสัยให้คนไทย ขาดวินัย ความอดทน และความรับผิดชอบต่อการทำงาน เพราะเท่าที่ผ่านมา ทุกเทศกาลที่มีประกาศวันหยุดพิเศษเพิ่มให้ของทุกปีแล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้มีวันหยุดราชการ และหยุดฟันหลอ (รวมเสาร์ – อาทิตย์) แล้วรวม ๔๔ วัน และปี ๒๕๖๐ อาจมีวันหยุดอีกไม่ต่ำกว่า ๔๐ วัน จากวันหยุดปกติเพียง ๒๔ วัน ต่อปีตามวันหยุดของธนาคาร
๔.  กู้วิกฤติท่องเที่ยวไทย
 ไทยรัฐ (หน้า ๖)
คอลัมน์กล้าได้กล้าเสีย โดย สายล่อฟ้า กล่าวถึงการฟื้นฟูการท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุระเบิดใน ๗ จังหวัดภาคใต้ว่า รัฐบาลจะต้องจับกุมผู้กระทำผิด และหากลุ่มผู้บงการมาให้ได้ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง รวมทั้งต้องแสดงศักยภาพว่าสามารถที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อไทย ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาด้วยการกำหนดวันหยุดยาวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่เป็นการแก้ปัญหาที่ใช้ภูมิปัญญาต่ำ
พร้อมเสนอแนวคิดของคุณยุทธศักดิ์ ด้วงทอง ที่เขียนถึงการแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวจีน โดยแนะให้สายการบินทุกสายการบิน ทำความเข้าใจเรื่องกิริยา มารยาท ท่าทาง พฤติกรรม การปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม ในการมาเที่ยวติดต่อธุรกิจในไทย ให้รู้ถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมตั้งแต่บนเครื่องบิน เหมือนที่ ๒๐ ปีที่แล้ว สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ได้ทำแผ่นพับแนะนำธรรมเนียมการปฏิบัติตัวของชาวต่างชาติเมื่อเดินทางเข้าญี่ปุ่น พร้อมฝากไปยังผู้ดูแลรับผิดชอบห้องน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวสาธารณะที่ถูกพูดถึงมากคือ วัด ที่ค่อนข้างสกปรก โดยให้ใส่ใจในเรื่องดังกล่าว อย่าให้คนต่างชาติเอาไปพูดให้เสียชื่อประเทศ
๕.  ท่องเที่ยวไทย... ไปไหนกัน  ไทยโพสต์ (หน้า ๖)
คอลัมน์เป็นเรื่องเป็นราว โดย ปิยสาร์ กล่าวถึงผลกระทบด้านการท่องเที่ยว จากเหตุการณ์ระเบิดใน ๗ จังหวัดทางภาคใต้ โดย ททท. คาดว่านักท่องเที่ยวจะหายไปประมาณ ๒ แสนราย ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาสร้างภาพ หรือปั้นตัวเลขหลอกตัวเอง หรือโฆษณา ชวนเชื่อกับรัฐบาลว่า ททท.สบายมาก อย่าลืมว่าการเข้าถึงเข้าใจปัญหา จะทำให้เราหาแนวทางแก้ไข ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้น เราจึงไม่ควรหลอกตัวเองอีกต่อไปว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และตรัง เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะหากเริ่มคิดแบบบิดเบือน การวางกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาก็จะบิดเบี้ยวไปด้วย พร้อมเห็นด้วยกับแนวคิดไทยเที่ยวไทย ไปได้ทุกที่ และทุกเทศกาล ที่จะเป็นตัวสร้างความมั่นใจให้ทุกภูมิภาค พร้อมปลุกกระแสไทยเที่ยวไทยให้ไปเป็นครอบครัว โฆษณาสถานที่สวยๆ ในบ้านเรา เป็นคลิปวิดีโอบ้าง เป็นสปอตทีวีบ้าง และเรียกความมั่นใจแหล่งท่องเที่ยวไทยด้วยการจัดทัวร์ไทยเที่ยวไทย  
๖. วันหยุด – กระตุ้นท่องเที่ยว ข่าวสด (หน้า ๒)
บทบรรณาธิการ กล่าวถึงกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะอนุมัติให้หยุดยาวอีก ๔ วัน ระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๗ กันยายน ๒๕๕๙ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ในช่วงที่มีการประชุมการท่องเที่ยวโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งล่าสุด โฆษกรัฐบาลได้แถลงปฏิเสธแล้วว่า ไม่เป็นความจริง นายกรัฐมนตรีมีนโยบายจะควบคุมวันหยุดให้อยู่ในจำนวนที่สมควร จะคำนึงถึงการท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูเรื่องเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ประกอบกันด้วย
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้ประชาชนจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด มีเงินสะพัดจำนวนมาก แต่ก็มีคนไทยอีกไม่น้อยที่ใช้โอกาสนี้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ เงินตราไหลออกไปจำนวนมากเช่นกัน พร้อมชี้ว่า จริงอยู่มาตรการวันหยุดยาวอาจจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย ส่งเสริมการท่องเที่ยว สนับสนุนภาคบริการ แต่ก็ต้องดูว่าคนไทยในขณะนี้มีเงินในกระเป๋ากำลังซื้อมากพอหรือไม่ ล่าสุด มีข้อมูลจากสมาคมภัตตาคารไทยว่า ชาวบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น รับประทานอาหารนอกบ้านน้อยลง ซึ่งร้านอาหารริมทางหรือสตรีตฟู้ดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
การเพิ่มวันหยุดยาวจนเกินความจำเป็น ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ส่วนหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจต่างๆ ก็อาจทำให้การบริการประชาชนขาดประสิทธิภาพไปด้วย
๗. ชงรัฐจัดผังเมืองท่องเที่ยว โมเดลราชประสงค์ต้นแบบ กรุงเทพธุรกิจ (หน้า ๗)
๘. จี้จัดผังท่องเที่ยว เร่งหารือรัฐเสนอใช้ราชประสงค์ต้นแบบ

 โพสต์ ทูเดย์ (หน้า A ๑๒)

ผู้ค้าราชประสงค์บุก กทม. จี้ปรับผังเมือง – ภูมิทัศน์ใหม่ เสนอตัวออกเองเงินนำร่อง
 เดลินิวส์ (หน้า ๖)

๑๐. ราชประสงค์ชงปรับผังเมือง
 ไทยโพสต์ (หน้า ๗)
สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ ได้ร่วมมือกับ หน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ ททท. หาแนวทางการผลักดันการสร้างผังเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน โดยเสนอโครงการนำร่องในย่านราชประสงค์เป็นแห่งแรก เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบ เบื้องต้นมองถึงรูปแบบการพัฒนาย่านธุรกิจในลักษณะเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา คือ Business Improvement District (BID) มาปรับใช้ โดยอาจเป็นการลงทุนเองโดยภาคเอกชน ภายใต้งบประมาณจำนวนหนึ่งและหน่วยงานรัฐร่วมสนับสนุน
ส่วนแผนกระตุ้นธุรกิจย่านราชประสงค์ในช่วง ๔ เดือนหลัง จะจัดกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ ต่อเนื่อง รวมถึงเทศกาลปลายปี ทั้งคริสมาสต์ และเคาท์ดาวน์ ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวในย่านราชประสงค์ ยังอยู่ในภาวะปกติ มีผู้ใช้บริการมากกว่าปีที่ผ่านมา ๑๐% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น ๑๕% ในช่วงเทศกาลท้ายปี ส่วนเหตุระเบิดใน ๗ จังหวัดทางภาคใต้ ไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว แต่ได้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่และกล้องซีซีทีวีเพื่อให้มีความปลอดภัยรัดกุมมากขึ้น
๑๑. ดันโรงแรมเร่งลงทุนค่าใช้จ่าย เว้นภาษีได้

  เดลินิวส์ (หน้า ๖)
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผย ขณะนี้มีโรงแรมห้องพักกว่า ๕ แสนห้องทั่วประเทศ ที่อยู่ระหว่างรอการปรับปรุงตกแต่งใหม่ โดยเห็นว่าผู้ประกอบการควรรีบตัดสินใจลงทุนโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นอาจเสียประโยชน์จากมาตรการเร่งรัดการลงทุนของกระทรวงการคลัง ที่กำลังจะหมดอายุในวันที่ ๓๑ ธันวาคมนี้ โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีเงินได้แก่เอกชนที่นำเงินไปลงทุนหรือต่อเติมเปลี่ยนแปลงหรือทำให้ดีขึ้น
ด้าน น.ส.ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย เผย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการเร่งรัดการลงทุนของรัฐ หรือบางรายยังไม่ทราบความชัดเจนของนโยบาย ประกอบการต้องใช้งบประมาณมาก และต้องลงทุนต่อเนื่อง
๑๒. คว้าน้ำเหลว! สอบนอมินี ไทยรัฐ (หน้า ๘)  
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลการตรวจสอบนอมินีในธุรกิจต่างๆ โดยธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดได้ถอนทะเบียนนิติบุคคลบริษัทท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องแล้วใน ๓ จังหวัด คือ ภูเก็ต และพังงา รวม ๑๕ บริษัท และกรุงเทพฯ อีก ๓ บริษัท ส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นไม่สามารถทำธุรกิจได้ต่อไป พร้อมยึดทรัพย์ และดำเนินคดีอาญาแก่คนต่างด้าว และผู้ที่เกี่ยวข้อง
๑๓.  ยังไร้เงานักท่องเที่ยวหายลึกลับในถ้ำ แนวหน้า (หน้า ๗)
ความคืบหน้ากรณีนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเป็นคนจีนหรือญี่ปุ่น หายเข้าไปในถ้ำทรายทองในวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครหน่วยงานต่างๆ ระดมกำลังสับเปลี่ยนเพื่อค้นหานักท่องเที่ยวภายในถ้ำเป็นวันที่ ๒ แต่การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะเป็นถ้ำที่มีลำธารและหินงอกหินย้อยภายในถ้ำ และมีระดับน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการค้นหา พร้อมนำกำลังสืบหาตัวนักท่องเที่ยว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
-------------------------------------------------
โดยงานข่าวในประเทศ prdiv@tat.or.th